Let Me Eat Your Pancreas
จำไม่ได้แล้วว่าเข้าไปร้องไห้แบบนี้ในโรงหนังครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

เอาจริงๆ ก็จำได้แหละ เรื่องสุดท้ายตอนนั้นคือ The Amazing Spider-Man 2 เข้าไปดูทั้งๆ ที่รู้ว่าตอนสุดท้ายเกวนจะตายด้วยน้ำมือของกรีน ก๊อบลิน เสื้อก็เสื้อในตำนานตัวนั้น สะพานแขวนก็หน้าตาแบบน้ันเป๊ะๆ แถมยังมีฉากหลุดที่เค้าว่าตั้งใจหลุดของ Sony ออกมาให้เห็นอีกว่าเกวนตายจริงๆ

แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายแล้วก็ยังจะต้องดั้นด้นไปดูฉากนั้นให้เห็นกับตา แถมยังร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรมากกว่าเรื่องนี้ซะอีก จะว่าไปแล้วความตายที่มองเห็นอยู่ตรงหน้านี้ มันมีพลังอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นนะ แม้จะกลัวแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นอนาคตแต่ก็เหมือนปัจจุบัน แม้ว่าจะเป็นจุดจบแต่ก็เหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นเช่นกัน

นั่นสิ เราจะทำยังไงกันถ้าอยู่ดีๆ ชีวิตที่เราเคยคิดว่าจะยืนยาว กลับหดหายเหลือเพียงแค่พริบตา
คำตอบของแว่บแรกของเกือบทุกคนนั้นคงน่าจะแสนธรรมดา "ใช้ชีวิตที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุด"  หากแต่มันเป็นคำตอบที่ถูกต้องยังงั้นเหรอ

คำตอบที่ถูกต้องน่าจะเป็น "ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขที่สุด" ละมั้ง อย่างน้อยก็ถูกต้องในความคิดของยามาอุจิ ซากุระ

นอกเรื่องกันสักหน่อย ความจริงก็ไม่ได้นอกเรื่องเลยซะทีเดียวหรอกมั้ง

มนุษย์เราน่ะก็ต้องกินอาหารเข้าไปใช่มั้ยล่ะ เพราะว่าเราต้องใช้พลังงานไปกับการมีชีวิตนั่นแหละ แต่ว่าถ้าจะให้กินเข้าไปแล้วต้องใช้พลังงานเลย เราก็คงไม่ต่างอะไรกับเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็คือถ้าหยุดกินเมื่อไหร่ ชีวิตก็คงจะหยุดลงแค่นั้นเหมือนกัน

ธรรมชาติก็เลยเห็นใจ สร้างให้ร่างกายของเราสะสมอาหารไว้ได้ด้วย คล้ายๆ กับแบตเตอรี่นั่นแหละ เมื่อไหร่ที่กินเข้าไปก็เอาไปสะสมไว้ก่อน เมื่อไหร่ที่มีไม่พอก็เอาของที่สะสมมาใช้ สะดวกดีใช่มั้ยล่ะ ไอ้เจ้าความสะดวกนี้เองที่ทำให้เรามีเวลาไปทำอะไรอย่างอื่น นอกจากกินอย่างเดียว

แต่ความเป็นจริง ร่างกายคนเราไม่เหมือนกับแบตเตอรี่ซะทีเดียวหรอกนะ เนื่องจากความซับซ้อนที่เยอะกว่ากันเยอะระหว่างสิ่งมีชีวิตคาร์บอนกับขั้วแผ่นโลหะเก็บไฟฟ้า ธรรมชาติก็เลยต้องสร้างอวัยวะขึ้นมาชิ้นนึงเพื่อควบคุมเรื่องนี้โดยเฉพาะ

อวัยวะอันนั้นก็คือ "ตับอ่อน" นี่เอง

ถ้าตับอ่อนของเราไม่ทำงาน เราก็จะไม่สามารถดึงเอาพลังงานที่สะสมออกมาใช้งานได้ พอเราไม่มีพลังงานเราก็จะไม่มีชีวิต การที่ไม่มีชีวิตก็คือเราต้องตาย ง่ายๆ แค่นั้นเลย

ยามาอุจิ ซากุระ, ตับอ่อนของเธอนั้นอ่อนแอ และจะหยุดทำงานอย่างถาวรภายในอีกไม่ถึงหนึ่งปี
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ชีวิตของเธอนั้นเหลืออีกไม่มาก ไม่มากพอที่จะวนตัวเลขของอายุของเด็กสาวให้ครบถึงสิบแปดปีได้

ถ้าเราเป็นเธอจะทำยังไงกันนะ อาจจะร้องไห้ฟูมฟาม อาจจะหยุดทุกอย่างไว้, หยุดเรียน หยุดทำงาน หยุดแคร์เรื่องของใครๆ แล้วไปใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยง หรือบางทีอาจจะไม่ทำอะไรเลย รอให้ความตายมาทักทาย ถ้าวันนั้นของเรามาถึงจริงๆ ก็คงจะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ได้ล่ะมั้ง

แต่ยามาอุจิ ซากุระ เลือกที่จะมีความสุข เธอไม่บอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งนั้น ซึ่งเราเข้าใจเธอนะ เราจะมีความสุขได้ยังไงถ้าทุกคนที่เข้ามาคุยกับเราแล้วรู้ว่าเรากำลังจะตาย เธอเลือกที่จะทำตัวปกติ ยังคงไปเรียน ไปสอบ ไปเป็นที่รักของคนในห้อง ของเพื่อนรัก ของพ่อแม่ เธอยังคงมีความรักและอกหัก เธอคงจะเป็นเด็กหญิงมัธยมปลายธรรมดาจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

ถ้าหมอนั่นไม่บังเอิญมาเจอไดอารี่ "บันทึกการอยู่ร่วมกับโรคร้าย" ที่เธอเขียนเข้าซะก่อน

นี่กลับมาเข้าเรื่องแล้วนะ เรื่องตับอ่อนจบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ล่ะ

หมอนั่นเป็นเพื่อนร่วมห้องของเธอเอง เป็นมนุษย์ Introvert ที่เรียกตัวเองว่า Introvert เต็มปากเต็มคำ เป็นคนที่วันๆ ไม่สุงสิงกับใคร ก้มหน้าอ่านแต่หนังสือเงียบๆ เรียกได้ว่าโลกส่วนตัวสูงซะจนสึนามิมาก็ซัดไม่ถึง ซึ่งความเป็นจริงก็คือยิ่งคนแบบนี้เอ่ยปากคุยกับใครมากแค่ไหน ก็จะยิ่งอึดอัดมากขึ้นเท่านั้นเลยทีเดียว

และคนแบบที่มนุษย์ Introvert อยู่ด้วยแล้วอึดอัดที่สุด
ก็คือมนุษย์ Extrovert อย่างยามาอุจิ ซากุระ นี่เอง

เมื่อความลับที่ไม่ควรจะมีคนรู้เรื่องนี้ดันกลับมามีคนรู้เข้า หมอนั่นก็เลยได้เลื่อนสถานะมาเป็น "เพื่อนร่วมชั้นที่รู้ความลับ" ไปโดยปริยาย ไอ้คำว่าเลื่อนสถานะนั้นเป็นไปตามตัวอักษรเลยทีเดียว เพราะอยู่ดีๆ มนุษย์ล่องหนที่ไม่เคยใครมองเห็น ก็กลับมามีม้ายูนิคอร์นปรากฏตัวอยู่ข้างๆ จนทุกคนก็พากันสังเกตเห็นไปด้วย

ก็เธอเล่นจู่โจมเข้ามาเป็นกรรมห้องสมุดด้วยกัน ลากออกไปกินข้าวด้วยกันวันหยุด แถมยังหลอกล่อแกมบังคับให้ไปเที่ยวกับเธออีกต่างหาก ดูเผินๆ สถานการณ์แบบนี้มันเป็นเรื่องแบบหนัง coming of age ที่ตัวเอกวัยรุ่นสองคนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ได้มาใช้ชีวิตด้วยกัน แล้วเหตุการณ์ หลายๆ อย่างก็ทำให้สองคนโตเป็นผู้ใหญ่ เปลี่ยนแปลงตัวเองไปตลอดการณ์

แต่ว่าในกรณีนี้มันไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียวน่ะสิ เพราะว่าไอ้เจ้าเหตุการณ์นั้นดูเหมือนจะถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้นยังไง แถมเธอชอบพูดถึงเรื่องความตายตลอดเวลา ทำให้เหมือนกับมีเงาของเคียวยมฑูตแกว่งวิบวับอยู่รอบๆ ตลอดเวลา แม้ว่าเธอจะพูดเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงปกติยังกับทักทายด้วยคำว่าอรุณสวัสดิ์ตอนเช้าก็ตาม

นั่นทำให้ "เพื่อนร่วมชั้นที่รู้ความลับ" ผู้ที่ปกติก็ไม่เข้าใจโลกอยู่แล้วเอ่ยปากถามกับเธอดังๆ ว่า 'มัวมาทำอะไรแบบนี้อยู่มันจะดีแล้วยังงั้นเหรอ?' ซึ่งสำหรับเราๆ คำตอบก็คงจะต้องเป็นไปในทิศทางว่าไอ้เจ้าสิ่งที่ทำอยู่นี่มันไม่ได้เรื่องล่ะนะ แต่เธอกลับตอบมันกลับมาด้วยความคิดที่ผ่านการไตร่ตรองกลับมาดีแล้วว่า

"นายเองก็มีเรื่องที่อยากจะทำก่อนตายใช่มั้ย"
"แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำมันใช่มั้ยล่ะ ทั้งๆ ที่เราสองคนอาจจะตายในวันพรุ่งนี้ก็ได้"
"คุณค่าของหนึ่งวันน่ะ ไม่ได้เปลี่ยนไปตามสิ่งที่ทำหรอก"

นั่นสินะ

ยิ่งเราและ "เพื่อนร่วมชั้นที่รู้ความลับ" ฟังความคิดของเธอมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนความหมายของชีวิตที่เรานิยามไว้ดูจะเบี่ยงเบนไปสำหรับคนที่คิดไว้แล้ว และคงเป็นคำถามอันหนักหัวสำหรับคนที่ไม่เคยคิดเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ เอาไว้เลย

ความตายล่ะคืออะไร ชีวิตล่ะคืออะไร แล้วการไอ้เจ้าความสัมพันธ์ของคนบนโลกนี้ล่ะ มันมีความสำคัญกันแค่ไหน เราควรจะสนใจหรือไม่สนใจมันกันแน่ น่าตลกจังที่เมื่อเราสำรวจความคิดของตัวเองลงไปเรื่อยๆ แล้ว กลับพบว่ามันไม่ได้มีอะไรเลย แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ คุณค่าของชีวิตเอง ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามการใช้หรอก ใช่รึเปล่าล่ะ

หากแต่ว่า แล้วความตายล่ะ ความตายกับการมีชีวิตเหมือนกันรึเปล่า

เราอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมยามาอุจิ ซากุระถึงได้เลือกเอาเจ้ามนุษย์ Introvert แบบนี้มาเป็น "นายคนสนิท" ในช่วงเวลาของชีวิตแบบนี้ เพราะแค่ว่าเขาบังเอิญมาเจอไดอารี่ "บันทึกการอยู่ร่วมกับโรคร้าย" ยังงั้นเหรอ

คำตอบคือไม่ใช่หรอก ไม่มีอะไรง่ายดายแบบนั้น 
คำตอบจริงๆ มาจากอีกความจริงหนึ่งที่เราเองก็ไม่รู้ว่ามันใช่มั้ย แต่เราเชื่อว่ามันใช่
ว่าจริงๆ แล้ว "ไม่มีใครหรอกที่ไม่กลัวความตาย"

การฝ่าฟันความกลัวนั้นยาก แต่ความยากนั้นจะง่ายขึ้นเป็นไม่รู้กี่เท่า หากว่าเรามีคนกุมมือเดินไปข้างๆ พร้อมกัน จริงๆ แล้วการอยู่ตัวคนเดียวเองก็น่ากลัวอยู่แล้วแม้จะไม่ต้องมีความตายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เธอจึงรับโอกาสท่ีใครสักคนมอบให้นี้ เพื่อช่วยดึงเขาออกมาจากโลกแห่งความเดียวดาย พร้อมกับรับความกล้าหาญของเขาในการมีชีวิต มาสู่การเผชิญหน้ากับความตายของเธอ เป็นสะพานที่จะช่วยให้คนอื่นเข้าใจในการตัดสินใจของเธอแบบนี้ ดูเหมือนจริงๆ แล้วเธอจะเห็นแก่ตัวอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะนี่ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เราคงยกโทษให้เธออยู่แล้ว

เพราะว่าเราเองก็ได้ตอบรับคำเชื้อเชิญของเธอไปแล้วนี่นา
ที่ว่า "ตับอ่อนของฉันน่ะ จะกินก็ได้นะ"

SHARE

Comments