คู่มือสรุปการทำResume,CV ฉบับเบื้องต้น
บทความนี้เป็นประโยชน์อย่างมากกับน้องๆที่จบใหม่, กำลังหาที่ฝึกงานหรือเรียนต่อแล้วยังไม่มีไอเดียว่าจะทำresume/CVยังไงดี บทความนี้มีคำตอบให้น้องๆค่ะ

โดยการสมัครงานหรือเรียนต่อในแต่ละที่นั้นอาจจะใช้resume หรือCVก็ได้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนด การมีresume/cvที่ดีนั้นก็เป็นเหมือนใบเบิกทางเล็กๆให้HRได้รู้จักเรา เพราะในบางกระบวนการ การรับสมัครนั้นผู้สมัครจะต้องยื่นใบสมัครและ resume/CV เข้าไปก่อน เพื่อพิจารณา เท่ากับเราจะมีโอกาศก้าวไปในด่านต่อไปหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและ resume/CVของเรานั่นเอง

1 ความหมายและความแตกต่าง

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักไอเจ้าสองตัวนี้ก่อนว่ามันคืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร
เยี่ยมResume คือ การสรุปประวัติตนเองอย่างสั้น ส่วนมากใช้1-2หน้าเท่านั้น
เยี่ยมCV หรือชื่อเต็มๆของเค้านั่นก็คือ Curriculum Vitae มาจากภาษาละตินที่แปลว่า ชีวประวัติ นั่นเอง ในส่วนของCV จะเป็นประวัติของเราอย่างละเอียด อาจจะมี1-3หน้า หรือมากกว่านั้นบางที่อาจจะกำหนดมาเลยว่าCVไม่เกิน3หน้าเช่น งานในสถานฑูตออสเตรเลีย

สรุปแบบสั้นๆลงไปอีก
Resume ประวัติอย่างสั้น ไม่ครวเกิน1-2หน้า
CV ประวัติอย่างยาว 2หน้ากระดาษขึ้นไป

CV เป็นเอกสารการสมัครงานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะหลายประเทศในภูมิภาคยุโรป เอเชียและตะวันออกกลาง CV อาจมีรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศแต่เนื้อหาหรือใจความสำคัญยังคงเหมือนกัน ในทางกลับกัน Resume นั้นจะค่อนข้างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา หากเราต้องการสมัครงานในองค์กรหรือบริษัททั่วไปในสหรัฐฯ Resume มักเป็นเอกสารที่ใช้กันในวงกว้าง ส่วน CV คือเอกสารที่ใช้ในการสมัครงานในวงวิชาการ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้


2 ส่วนประกอบ

เมื่อเรารู้ความหมายของมันแล้วต่อมาเราจะมาเจาะลึกกันว่าในแต่ละส่วนของresume/cvประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

เนื้อหาที่ต้องมีในResume

-หัวเรื่อง (Heading)
ซึ่งประกอบด้วย ชื่อผู้เขียนโดยใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ (Capital Letters) ซึ่งจะอยู่ด้านบนสุด ส่วนที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ ให้ใช้อักษรตัวพิมพ์เล็ก (Low case letters)

-จุดมุ่งหมาย (Objective)
จุดมุ่งหมายหรือตำแหน่งที่ต้องการสมัคร (Career objective/Position sought) ถ้าต้องการสมัครในตำแหน่งใด ก็ให้ระบุชื่อตำแหน่งนั้น หรือไม่ก็อาจจะบอกเป็นสายงานที่ตนต้องการทำก็ได้

-การศึกษา (Education)
เช่น จบจากไหน สาขาวิชาอะไร จบเมื่อไร แล้วให้ระบุการศึกษา จบมาล่าสุดไว้ก่อน กล่าวคือ อาจจะเรียงการศึกษา ชั้นสูงสุดไปถึงต่ำสุด ซึ่งโดยมากขั้นต่ำสุด ระบุแค่ชั้นมัธยม ไม่ต้องไปถึงชั้นประถม ผลการเรียนเป็นอย่างไร การศึกษาหลักสูตรพิเศษอื่นๆ มีอะไรบ้าง อะไรคือวิชาเอก (Major) วิชาโท (Minor) ส่วนปริญญาที่ได้รับ ก็ไม่ควรใช้คำย่อ ควรมีคำเต็มกำกับ และในกรณี ที่จบจากต่างประเทศ ก็ควรระบุประเทศ ที่จบการศึกษานั้นๆ มาด้วย เช่น Master of Business Administration (MBA), USA, (ปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากประเทศสหรัฐอเมริกา)
ส่วนการเขียนชื่อสถาบันการศึกษา และวิชาที่จบนั้น เราสามารถดูได้จากใบแสดงวุฒิ หรือผลการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็น Degree Certificate, Transcript หรือ Mark Sheet ก็ได้

-ประสบการณ์ (Experience)
ประสบการณ์ในการทำงานนั้น มีความสำคัญอย่างมากในการสมัครงาน เพราะนายจ้างสามารถใช้รายละเอียดเหล่านี้ นำไปพิจารณาเกี่ยวกับตัวผู้สมัครได้ว่า เหมาะสมกับงานในหน่วยงานของตนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วนักศึกษาจบใหม่ จะมีประสบการณ์น้อย หรือแทบไม่มีเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควร ระบุงานที่เคยทำมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทำเต็มเวลา (Full-time) หรือทำไม่เต็มเวลา (Part-time) ก็ตาม หรือแม้แต่งานที่ทำโดยไม่มีค่าจ้างตอบแทนก็ตาม ซึ่งก็อาจจะเป็นกิจกรรมพิเศษ หรือกิจกรรมนอกหลักสูตร (Special-Activities Or Extra-curriculum activities) เช่น เคยเป็นผู้นำนักศึกษา หรือหัวหน้าทีมนักกีฬา เป็นต้น

ในกรณีที่เคยทำงานเต็มเวลา (Full-time employment) มาก่อนก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงงานที่ทำไม่เต็มเวลา หรือกิจกรรมอื่นๆ มากนัก และควรบอกรายละเอียด ที่สำคัญของงานที่เคยทำคือ

-วันเดือนปีที่เคยทำงาน (Date of employment)

-ชื่อและที่อยู่ของสถานที่ว่าจ้าง (Company''s name and address)

-คุณสมบัติพิเศษ (Special Qualifications)
เกี่ยวกับคุณสมบัติพิเศษนี้ไม่ได้บังคับว่าจะต้องมี ถ้าไม่มีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ก็ตัดออกไป คุณสมบัติพิเศษที่กล่าวถึงนี้ เช่น ความสามารถทางด้านภาษา ด้านการเขียน หรือขับรถยนต์ได้ รู้เส้นทางดี เป็นต้น

รายละเอียดส่วนตัว (Personal Details) รายละเอียดส่วนตัวประกอบด้วย
Sex = เพศ
Age = อายุ
Date of birth = วันเดือนปีเกิด
Height = ความสูง
Weight =น้ำหนัก
Health = สุขภาพ (ใช้ Good health หรือ Excellent)
Address = ที่อยู่
Marital status = สถานภาพการสมรส (Married/Single) หรืออาจมีรายละเอียดเพิ่มเติม
Religion = ศาสนา
Military status = สถานภาพทางทหาร
Place of birth = สถานที่เกิด
Nationality = สัญชาติ
Race = เชื้อชาติ
และในส่วนนี้อาจจะเพิ่มงานอดิเรก (Hobbies) เข้ามาอีกก็ได้ถ้ามี เช่น ว่ายน้ำ (Swimming) ไต่เขา (Hiking) หรือสะสมแสตมป์ (Stamp-collecting) เป็นต้น

-บุคคลอ้างอิง (References)
บุคคลที่เป็นนายจ้างเก่าของเรา จะเหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เป็นบุคคลอ้างอิง แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะยังไม่ได้ออกจากงาน กลัวนายจ้างจะรู้ ก็อาจจะเปลี่ยนเป็น ครู อาจารย์ที่เคยสอน เพื่อนร่วมธุรกิจ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ต้องไม่ใช่ญาติ หรือเพื่อนสนิทของเรา และที่เรียกว่าบุคคลอ้างอิง อีกนัยหนึ่งก็คือ บุคคลที่จะสามารถ ตรวจสอบประวัติและความประพฤติของเราได้ และควรอ้างมา 2-3 ท่าน พร้อมทั้งที่อยู่ที่จะติดต่อได้ และอาชีพของเขาเหล่านั้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

..................................................................................................................

เนื้อหาที่ต้องมีใน CV

1. ข้อมูลส่วนตัว (Personal information) : ชื่อนามสกุล ที่อยู่ อายุ วันเดือนปีเกิด เป็นต้น
2. ประวัติการศึกษา (Education)
3. ประสบการณ์ทำงาน (Work experience) : บอกถึงขอบเขตงานที่ทำ หน้าที่รับผิดชอบ
4. ประสบการณ์การทำวิจัย (Research experience) :
5. กิจกรรมนอกหลักสูตร (Extracurricular activities) : แนะนำว่าเราทำกิจกรรมนอกหลักสูตรอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมชมรม หรือการช่วย
เหลือชุมชนต่างๆ
6. รางวัล (Awards) : รางวัลที่เราเคยได้รับ ใบประกาศนียบัตรจากหลักสูตรและกิจกรรมต่างๆ
7. ทักษะ (Skills) : ลองนึกดูว่าเรามีความสามารถด้านไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การทำงานเป็นทีม
8 จดหมายรับรอง (References) : ส่วนใหญ่คนที่จะเขียนจดหมายรับรองหรือเป็นผู้รับรองให้เราได้มักจะเป็นอาจารย์หรือเจ้านายของเรา

เขียน Personal Statement ให้เหมาะกับงานที่ทำ
Personal Statement คือย่อหน้าเปิดของ CV ที่พูดถึงตัวเราแบบสั้นๆ แต่เกี่ยวข้องกับงานหรือมหาวิทยาลัยที่เราต้องการสมัคร พยายามใส่ว่า เราทำอะไรมาแล้ว กำลังทำอะไรอยู่ และตั้งเป้าว่าจะทำอะไรต่อไป (เรามองเห็นอนาคตการทำงานของเราอย่างไร) แต่อย่าใช้คำสรรพนามว่า ‘I’ ถ้าเป็นไปได้ เพราะจะฟังดูไม่เป็นทางการเอาเสียเลย

การจัดหน้าและรูปแบบฟอร์มนั้นจริงๆก็มีหลายแบบท่านสามารถหาได้จากgoogle ได้เลย
ตัวอย่างเช่น

ในส่วนของการออกแบบนั้นครวดูประเภทของงานและเลือกสีให้เหมาะสม หากต้องการplaysafeก็ครวเป็นสีและแบบฟอร์มที่เรียบๆ หากสมัครงานที่เกี่ยวข้องกับงานdesign ก็จัดเต็มกันไปเลยค่ะ

4 โปรแกรมในการทำ
4.1 Microsoft word เชื่อว่าทุกคนคงไม่มีใครใช้โปรแกรมนี้ไม่เป็น
4.2 AI + PS เหมาะสำหรับผู้ที่ถนัดหรือมีความเชี่ยวชาญ
4.3 โปรแกรมและ website อื่นๆ ตัวอย่าง
https://uptowork.com/resume-templates#1
https://www.aecjoblisting.com/advice/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%88-online-resume/

4.4 Infographic
สำหรับมือใหม่แนะนำเป็น Infographic สามารถค้นหาได้ในgoogleเลยค่ะมีหลายเว็ปเค้าจะมีฟอร์มสำเร็จรูปที่เราสามารถเลือกมาแก้ไขหรือ จะออกแบบเองก็เก๋ไปอีก เหมาะมากๆกับน้องๆที่ไม่มีไอเดียว่าอยากทำในรูปแบบไหน อีกทั้งยังประหยัดเวลาอีกด้วย

5 ช่องทางการเพิ่มประสบการณ์
Resume ก็โล่ง ประวัติก็ไม่รู้จะเขียนอะไร ประสบการณ์ก็ไม่มีไม่ใช่ปัญหาค่ะเพราะเราสามารถที่จะเพิ่มCertificateได้ฟรีๆหรือเสียตังก็มี555ผ่านการเรียนออนไลน์ MOOC ลองค้นหาดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็นedX, Coursera, Udemy, Thaimoocและอื่นๆอีกมากมาย ใช้เวลาไม่มากและสามารถเลือกหัวข้อความรู้ที่เราต้องการได้ค่ะแบบอยากต่อโทบริหารแต่จดทำอาหาร ก็ลองลงเรียนเพื่อเอาใบประกาศดูเพื่อที่เราสามารถนำไปเขียนได้ว่าเราสนใจและเรียนเพิ่มเติมมา

หรือจะลงคอร์สเรียนในไทยเพื่อเพิ่มพูนความรู้ก็ดีไม่น้อยค่ะ
ไม่ก็เป็นงานอาสาสมัครก็น่าสนใจนะคะ

6 คำแนะนำ
6.1 ตรวจสอบความถูกต้อง ตัวสะกดต่างๆ
6.2 Save เป็นfile PDFจะดีกว่า
6.3 ครวจะมีรูปตนเองอยู่ใน resumeด้วย
6.4 Resume ถ้าหากจะให้ดีครวมี1 หน้าค่ะ (คหสต)
6.5 หากภาษาดี เกรดดี หรือความสามารถที่โดดเด่นสอดคล้องกับงานที่สมัครอย่าลืมใส่ลงไปด้วยนะคะ
6.6 เขียนให้ชัดเจน สั้น กระชับ
6.7 Email ครวเป็นชื่อตนเอง เป็นทางการ

คิดไม่ออกแล้วเอาเป็นว่าหากท่านใดมีข้อไหนอยากเพิ่มเติมเม้นได้เลยนะคะ เดี่ยวเปิ้ลจะได้เอาไปแทรก ขอบคุณที่ติดตามรับชมค่ะ

SHARE
Writer
PEMI
Instructor
Welcome to my world my passion is sharing a valuable experiences, knowledge, and stories to reader on Storylog. I am hopefully you can get some inspiration after access here. Thank you for visiting my page.

Comments