ชั่วโมงเดียว (An Hour)
11:30
“กูรู้นะว่ามึงชอบกูอะ” ผมบอกกับเขาด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย เขามองหน้าผมอึ้ง ๆ แล้วก็พยักหน้ารับเล็ก ๆ
“อือ ขอโทษ” เขาบอกผมพลางขยับแว่นเล็กน้อย ซึ่งผมคิดว่าเขาคงทำแบบนั้นเพื่อกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมามากกว่า ผมมองเขาแล้วก็แอบสงสารเล็ก ๆ ในใจ
“เฮ้ย ไม่ต้องขอโทษ” ผมบอกเขา “กูเข้าใจ กูก็เคยผ่านช่วงแอบชอบมาเหมือนมึงอะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
เขาพยักหน้าหงึก ๆ รับคำ ไม่แม้แต่จะพยายามเงยหน้ามาสบตาผม
“แล้วที่มึงเรียกกูมาอะ.. เพื่อจะบอกแค่นี้เหรอ ?” เขาถามผมต่อ ผมส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือข้างหนึ่งไปแตะบ่าเขาเพื่อปลอบใจ
“ไหน ๆ เราก็จะเรียนจบกันแล้วอะ มึงกับกูก็คงมีเวลาเหลือกันไม่มากแล้ว..” ผมบอกก่อนจะยิ้มให้เขา “..กูจะยอมเป็นแฟนมึงให้สักหนึ่งชั่วโมง สนใจไหม ?”
เขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผมช้า ๆ เขาปาดน้ำตาที่ล้นเอ่อแล้วทำคิ้วขมวด
“มึงตลกอะไรเนี่ย ?”
“เปล่าตลก กูจริงจัง” ผมพูดกับเขาเสียงเข้ม “กูอยากให้มึงมีความสุขก่อนที่มึงกับกูจะไม่ได้เจอกันอีก อย่างน้อยมึงก็จะได้เป็นแฟนกูจริง ๆ หนึ่งชั่วโมงเลยนะเว้ย..”
ยังไม่ทันที่ผมจะจบประโยค หมัดขวาของเขาก็ลอยเข้าใบหน้าของผม ผมหันไปมองเจ้าของหมัดที่กำลังทำสีหน้าโกรธแค้นด้วยความงุนงง
“มึงอย่าเล่นกับความรู้สึกกูแบบนี้ได้ปะ ?” เขาพูดเสียงสั่น “กูไม่รู้นะว่ามึงไปเอาความคิดนี้มาจากหนังหรือนิยายเรื่องไหน แต่กูโคตรไม่โอเคเลยว่ะ”
เขาพูดจบก็ผลักอกผมออก ก่อนจะเดินจากผมไปด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด ผมได้แต่มองคล้อยตามเขาไปแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ

11:40
ผมพุ่งตรงออกจากห้องทันทีที่กริ่งเลิกคาบดังแล้วเดินไปกุมมือเขาไว้ เขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะสะบัดมือผมออกแล้วเดินหนี
“เฮ้ย ไม่งอนกูดิ” ผมพูดเสียงอ่อน หวังจะง้อให้เขาหันมาคุย แต่เขากลับก้าวขาฉับ ๆ หนีผมไป แต่ผมไม่ยอมแพ้ จึงรีบเดินตามแล้วไปกุมมือเขาไว้อีกครั้ง คราวนี้เจาไม่ปล่อยมือผม แต่กลับหันมามองผมด้วยสายตาโกรธ ๆ
“เลิกเหอะ” เขาบอกผม ผมทำตาโตใส่เขา
“นี่ยังคบกันไม่ถึงนาทีเลย จะบอกเลิกกันแล้วเหรอ ?” ผมแกล้งแซวเขาให้อารมณ์ดี แต่เหมือนเขาจะยิ่งโกรธผมกว่าเดิม
“กูกับมึงไม่ได้เป็นอะไรกัน.. เลิกทำเหมือนว่ามึงเข้าใจกูสักทีได้ปะ ทั้ง ๆ ที่ความจริงมึงไม่เข้าใจความรู้สึกอะไรกูเลย”
ผมชะงักเล็กน้อยก่อนจะกุมมือเขาให้แน่นขึ้น
“กูเข้าใจนะ ความรู้สึกนี้อะ” ผมบอกก่อนจะยิ้มให้เขาเล็กน้อย เขามองตาผมราวกับอ้อนวอนให้ผมหยุดสิ่งที่ผมทำอยู่ แต่ผมไม่ฟัง แล้วพูดต่อ “เอางี้ เราไม่ต้องเป็นแฟนกันก็ได้ แต่มึงกับกูต้องไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันสองคน ตกลงไหม ?”
เขามองหน้าผมแล้วถอนหายใจออกเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างง่าย ๆ
“แล้วมือกูอะ จะปล่อยได้ยัง ?” เขาพูดกับผมเสียงเซ็ง ๆ ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนจากกุมมือมาเป็นกอดคอแล้วเดินไปด้วยกันแทน

11:50
เขาวางจานอาหารลงบนโต๊ะก่อนจะก้มหน้าก้มตารับประทานโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามามองผม ผมวางโทรศัพท์ในมือลงข้าง ๆ จานข้าวก่อนจะชะงักมือเขาไว้
“กินเร็วเดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะหรอก” ผมบอก เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะรวบช้อนแล้ววางลง “จะรีบกินไปไหนวะ อีกตั้งนานกว่าจะหมดพักเที่ยง”
“จะกลับไปอ่านหนังสือ เสาร์นี้มีสอบ” เขาบอกผม ก่อนจะกวาดข้าวในจานมาไว้ในช้อน ผมรีบคว้ามือที่กำลังตัดข้าวนั้นแล้วโยกของในช้อนมาใส่ปากผมแทน เขามองผมดุ ๆ “มาแย่งข้าวกูกินทำไมอะ เป็นหมาเหรอ ?”
ผมยักไหล่เล็ก ๆ แล้วกลืนข้าวลงคอ
“ขอสัตว์ที่มันน่ารัก ๆ กว่าหมาหน่อยได้ไหม”
“สุนัข”
“มันตัวเดียวกัน” ผมพูดก่อนจะเอื้อมมือไปตบกะโหลกมันเบา ๆ มันลูบหัวตรงที่โดนผมตบแล้วมองผมแค้น ๆ
“มาตบหัวกูทำไมเนี่ย เพื่อนเล่นเหรอ ?”
“ละกูไม่ใช่เพื่อนมึงเหรอ ?” ผมสวนกลับ เขามองหน้าผมแล้วนิ่งเงียบไป “เงียบแบบนี้หมายความว่าอะไร ?”
เขามองหน้าผมแล้วส่ายหัว
“ช่างมันเหอะ” เขาพูดทิ้งท้ายก่อนจะลุกขึ้นแล้วทำทีท่าว่าจะไปเก็บจาน ผมรั้งเขาไว้และขอร้องให้เขานั่งต่อ
“มึงจะเดินหนีกูไปตลอดแบบนี้ก็ได้นะถ้ามึงไม่อยากคุยกับกูแล้วอะ” ผมพูด เขาชะงักเล็กน้อย “ที่กูอยากคุยกับมึงตอนนี้เพราะกูเป็นห่วงมึงนะ กูอยากให้มึงมีความทรงจำดี ๆ กับกูก่อนที่เราจะไม่ได้เจอกัน”
เขายืนนิ่ง มองหน้าผมด้วยหางตา
“กูจะมีความสุขได้ไงวะ มึงไม่ได้คิดอะไรกับกูสักหน่อย”
ผมถอนหายใจออกเบา ๆ
“เออ ไม่ได้คิด..” ผมพูดตามความจริง “..แต่อย่างน้อยก็อยากให้มันเคลียร์ ๆ กันไป อย่าให้เราต้องจากกันด้วยความรู้สึกค้างคาเลยนะ”
เขายืนนิ่งไปสักพัก ก่อนจะตัดสินใจหันกลับมาแล้วนั่งลงที่เดิม เขายกมือแล้วกุมหน้าตัวเอง ก่อนจะร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ
“มึงเข้าใจความรู้สึกกูปะวะ..” เขาเริ่มระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมา “..กูรู้มาตลอดนะว่ามึงไม่ได้คิดอะไรกับกู แต่การทำแบบนี้.. มึงคิดว่ากูจะรู้สึกดีขึ้นจริง ๆเหรอวะ ?”
ผมมองเขายิ้ม ๆ ก่อนจะเดินอ้อมไปอีกฝั่งแล้วโอบไหล่เขาไว้
“มึงมีอะไรในใจที่ไม่เคยบอกกูอะ เล่ามาให้หมดเลย..” ผมบอก “..เดี๋ยวกูจะรับฟังทุกอย่างที่มึงพูดเอง”

12:10
ผมตัดสินใจพาเขามานั่งในโรงยิมเพราะคิดว่าคนจะน้อย แต่กลับกลายเป็นว่ามีคนอื่น ๆ เข้ามาใช้บริการสนามเต็มไปหมด ผมจึงพาเขามานั่งห้อยขาบนราวเหล็กชั้นสองของโรงยิมแทน
“นึกว่าจะได้เป็นส่วนตัวมากกว่านี้ซะอีก” ผมบ่นเบา ๆ เขาพยักหน้ารับตามราวกับเห็นด้วย
“อย่าเป็นส่วนตัวนักเลย อึดอัด” เขาพูด ก่อนจะกระเถิบตัวเองออกห่างจากผม ผมได้แต่มองโดยไม่ขยับตาม “อยากให้เล่าเรื่องอะไรล่ะ ?”
ผมมองหน้าเขายิ้ม ๆ ก่อนจะควักกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกางเกง แล้วหยิบตั๋วหนังหนึ่งใบขึ้นมาให้เขาดู
“มึงชวนกูไปดูหนังเรื่องนี้นี่ กูจำได้” ผมบอก เขาเหล่มามองตั๋วใบนั้นในมือผมแล้วพยักหน้าเล็ก ๆ “ทำไมมึงถึงชวนกูไปดูหนังแอคชั่นวะ ถ้ามึงจะจีบกู มึงก็น่าจะพากูไปดูหนังรักดิ”
เขาเหล่มองผมราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด
“มึงชอบดูหนังรักเหรอ ?” เขาถามผม ผมส่ายหน้า “แล้วมึงจะให้กูชวนไปดูหนังรักเนี่ยนะ นอกจากที่มึงจะไม่ชอบหนังแล้ว มึงก็คงจะไม่ชอบกูด้วยแหละนะ”
เขาพูดติดตลก ผมหัวเราะเบา ๆ เพราะเห็นด้วยในสิ่งที่เขาพูด แหงล่ะ ถ้าให้ผมกับเขาไปดูหนังรักด้วยกันมันคงจะแปลกน่าดู
“แล้วมึงยังเก็บตั๋วหนังเรื่องนี้ไว้ปะวะ ?” ผมยื่นตั๋วให้เขาดู เขาส่ายหน้าทันที
“กูทิ้งไปแล้ว”
“อ้าว” ผมร้องอย่างสงสัย “มึงไม่เก็บไว้เป็นความทรงจำระหว่างกูกับมึงเหรอ ?”
เขาส่ายหน้า สายตาเหม่อลอยมองไปยังผู้คนในสนาม
“ปล่อยกูไปเถอะ..” เขาพูด “..ความทรงจำพวกนั้นน่ะ ทำให้กูตัดใจจากมึงไม่ได้สักที”
ผมมองหน้าเขา ตอนนี้เขาไม่ร้องไห้แล้ว และผมคิดว่าเขาน่าจะเข้มแข็งพอที่จะไม่ร้องไห้อีก ผมจับมือเขาแล้วยัดตั๋วหนังในมือใส่มือของเขาเอาไว้
“เก็บไว้” ผมบอกเขา “เผื่อวันนึงมึงอาจจะต้องการมัน”
เขามองผมสลับกับตั๋วหนังในมือของเขา เขาพูดกับผมอย่างหงุดหงิด
“ทำไมมึงต้องพยายามยัดเยียดความทรงจำของมึงให้กับกูด้วยวะ..” เขาพูดเสียงสั่น “..กูว่ากูจะลืมมึงได้อยู่แล้วแท้ ๆ”
“อย่าลืมดิ” ผมรีบห้ามเขาทันที “ห้ามลืมนะ ห้ามลืมกูเด็ดขาด”
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วยัดตั๋วหนังในมือเขาใส่กระเป๋าเสื้อ ผมมองหน้าเขาแล้วถามต่อ
“มึงชอบกูตั้งแต่ตอนไหนวะ ?” ผมถาม เขาเหล่มองผมแล้วเริ่มหน้าแดง
“อยากรู้ไปทำไมวะ ?”
“ก็อยากรู้.. กูไปทำอะไรให้มึงชอบ เผื่อกูจะได้ไม่ไปทำแบบนี้กับใครอีก”
เขาพยักหน้ารับแล้วยักไหล่แทนคำตอบ
“กูไม่รู้อะ” เขาตอบ “ก็แค่รู้สึกว่ามึงมัน.. น่ารัก.. มั้ง”
“ไม่มั้งดิ” ผมแหย่ เขาหน้าแดงแล้วปัดมือผมออก
“ต้องการอะไรจากกูเนี่ย” เขาพูดพลางจับหูตัวเองที่เริ่มแดง “เออ ก็มึงชอบเป็นแบบเนี่ย ขี้แกล้งกูอะ”
“แกล้งอะไรวะ กูยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย”
ระหว่างนั้น เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดวางสายทันทีโดยไม่ทันได้มองชื่อ เขามองกิริยาของผมแล้วขมวดคิ้ว
“ไม่รับสายวะ เผื่อเรื่องสำคัญ” เขาถามผมอย่างเป็นห่วง ผมยักไหล่
“กูบอกแล้วไงว่ากูอยากให้เวลามึงหนึ่งชั่วโมง” ผมตอบ เขาส่ายหน้า
“มึงพอเหอะ.. กูไม่เข้าใจเลยว่ามึงจะทำแบบนี้ไปทำไม ต้องการจะแกล้งกูหรืออะไร”
“ไม่ได้แกล้ง” ผมยืนยัน “ก็แค่อยากอยู่ด้วย”
เขานิ่งไปสักพักก่อนจะหันมามองหน้าผมราวกับมีคำถาม ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเขาที่หยิบโทรศัพท์ของผมไปรับสายเอง
“ฮัลโหลครับ.. อ๋อ อยู่ครับ.. ครับ.. อะ มีคนอยากจะคุยกับมึงอะ” เขาพูดพลางยื่นโทรศัพท์ให้กับผม ผมจึงจำเป็นต้องรับโทรศัพท์สายนี้อย่างเสียไม่ได้
“ฮัลโหล”
“ฮัลโหล โทรไปตั้งนานแล้วเนี่ย ทำไมเพิ่งรับสาย นี่ตกใจหมดเลยนะ..” เสียงจากปลายสายดังขึ้นราวกับโกรธที่ผมไม่รับโทรศัพท์ ทำเอาผมรู้สึกผิดไปครึ่งหนึ่ง “ละตอนนี้อยู่ไหนเนี่ย เมื่อกี้ไปหาที่ห้องก็ไม่เจอ”
ผมมองตาเขา เขาหลบตาผมก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินหนีไป ผมจึงลุกเดินตาม
“อยู่กับเพื่อนอะ มีเรื่องต้องเคลียร์นิดหน่อย..” ผมบอกคนปลายสาย “..เดี๋ยวเย็น ๆ จะเล่าให้ฟังนะ ตอนนี้ขอไปคุยกับเพื่อนก่อนก็แล้วกัน”
ผมกดตัดสายทันทีแล้วรีบเดินตามไป

12:25
เขาเดินไวกว่าที่ผมคิด แต่โชคดีที่ผมเองก็เดินไวไม่แพ้กัน ผมกับเขามาหยุดกันที่ม้านั่งหน้าห้องเกษตร
“เหลืออีกแค่ 5 นาทีแล้วนะ ไม่มีอะไรอยากจะพูดกับกูหน่อยเหรอ ?” ผมถามเขา เขาส่ายหน้า
“กูไม่รู้จะพูดอะไร เพราะพูดไปมึงก็รู้อยู่แล้วอะ” เขาบอก “แต่กูแค่อยากจะถาม”
“ถามว่า ?”
“มึงเป็นอะไร ?” เขาถามผมแล้วจ้องหน้าผมเขม็ง “มึงต้องการอะไร ? ต้องการเห็นกูไม่มีความสุขเหรอ ต้องการทำลายความตั้งใจที่จะเลิกชอบมึงเหรอ หรือมึงแค่ต้องการจะมาล้อเล่นกับความรู้สึกกู เพราะถ้ามึงต้องการแบบนั้น กูบอกเลยว่ามึงทำสำเร็จทุกอย่างแล้ว..”
ผมมองหน้าเขาแล้วพยักหน้ารับ
“ขอโทษนะที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น” ผมพูดกับเขา “แต่ถ้ามึงคิดว่า การที่กูมาทำอะไรแบบนี้เพราะกูต้องการความสนุก หรือกูต้องการให้มึงเจ็บปวด.. กูไม่ใช่คนแบบนั้นนะ ความรู้สึกของคนเรามันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น”
“งั้นมึงมาทำแบบนี้กับกูทำไม ?” เขาตวาดลั่นใส่ผม ผมมองหน้าเขาแล้วยิ้มให้บาง ๆ
“เพราะตอนนี้มันเหลือเวลาไม่ถึง 5 นาทีแล้ว..”
“ช่างหัวเวลามันเถอะ!” เขาโวยลั่น “ถ้าว่างมากก็กลับไปเหอะ อย่ามายุ่งกับกูเลย ขอให้กูตัดใจจากมึงได้ไหม อย่าทำร้ายกันแบบนี้เลย..”
เขาพ่นอารมณ์ใส่ผม ดูท่าวันนี้จะเป็นวันที่เขาต้องใช้อารมณ์เยอะที่สุดโดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับผม ผมมองนาฬิกาเพื่อดูเวลา แล้วก็พบว่ามันครบหนึ่งชั่วโมงแล้ว
12:30
น่าแปลกใจที่ผมค้นพบว่าเวลามันผ่านไปเร็วกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก
“หมดเวลาแล้ว” ผมบอกเขาแล้วยิ้มให้เขาอีกครั้ง “หลังจากนี้ก็ทางใครทางมันนะ ถือซะว่าเราไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว”
เขามองหน้าผมอึ้ง ๆ ผมยักไหล่เล็กน้อยแล้วหุบยิ้ม ก่อนจะเดินจากมาแล้วโทรศัพท์ไปยังเบอร์ล่าสุดที่โทรหาผมทันที
“เคลียร์เสร็จแล้ว” ผมพูด “เดี๋ยวเจอกันที่ห้องนะ”

15:00
“เดี๋ยวสิ”
เขาวิ่งกระหอบกระหืดมาหยุดตรงหน้าผมแล้วทำท่าเหมือนกันผมเอาไว้ ผมไม่สนใจก่อนจะเดินผ่านเขาไปราวกับอากาศธาตุ แต่กลับต้องถูกเขาดึงกระเป๋าผมเอาไว้
“มึงเป็นไร ?” ผมถามเขาเสียงแข็ง ไม่ปรากฎรอยยิ้มให้เขาเห็นอีกแล้ว “กูบอกแล้วไงว่าทางใครทางมัน”
“เดี๋ยวสิ กูไม่เข้าใจ” เขาพูดด้วยสีหน้าราวกับหวาดกลัว “นี่มึงกับกูจะไม่มาคุยกันเหมือนเดิมแล้วแบบนี้น่ะเหรอ ?”
ผมพยักหน้า
“ก็ให้เลือกแล้วแต่ไม่เอาเอง มันก็ช่วยไม่ได้..” ผมบอก “..เวลาในชีวิตมันมีค่านะ ให้โอกาสแล้วแต่กลับไม่คว้าก็เรื่องของมึง”
ผมผลักตัวเขาออกก่อนจะเดินจากไปโดยไม่สนใจเขาอีก
ผมใจร้ายไปหรือเปล่า ? มันก็อาจจะเป็นไปได้ ผมอาจจะเป็นคนเลว ๆ คนหนึ่งที่เลือกทำลายความรู้สึกของคน ๆ หนึ่งได้ลงคอ
แต่มันเป็นความผิดของผมทั้งหมดจริง ๆ น่ะเหรอ ? เพราะการแอบชอบใครสักคนมันก็ต้องแลกมากับความเจ็บปวดอยู่แล้ว เพียงแค่ผมทำให้มันจบได้เร็วขึ้นก็เท่านั้นเอง
ผมมีแฟนอยู่แล้ว.. และผมเองก็ไม่ได้คิดว่าการเป็นแฟนกับเขาจะทำให้ผมเปลี่ยนใจหรืออะไรทั้งนั้น
ผมต้องการให้เขามีช่วงเวลาดี ๆ..
ช่วงเวลาที่มีให้เขาแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น..

00:25
โทรศัพท์สายหนึ่งปลุกผมกลางดึก ผมงัวเงียขึ้นรับสายโดยไม่ทันได้มองชื่อผู้โทรเข้า ก่อนจะรับรู้ว่าเป็นเสียงของเขา
“เหลือเวลาอีกแค่ 5 นาที..” เขาพูด “..มีอะไรอยากจะพูดกับกูไหม ?”
ผมกดตัดสายทิ้งทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เพราะคิดว่าเขาคงจะโทรมาแก้แค้นผมที่ผมทำกับเขาในวันนี้
แต่ผมไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ผมทำเพื่อเขาโดยเฉพาะเลยนะ แล้วเขาจะมาแก้แค้นผมทำไม เขาจะโกรธผมแบบนั่นไม่ได้
มันไม่ใช่ความผิดของผม

00:30
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ผมรับสาย ก่อนจะสะดุ้งจากเสียงหนึ่งปลายสาย เสียงราวกับกระสุนปืนนัดหนึ่งดังขึ้น
ผมมองดูชื่อผู้โทรเข้า มันเป็นชื่อของเขา.. คนที่ผมได้คุยด้วยกันวันนี้
บ้าน่า มันอาจจะแค่เล่นเกมอยู่ก็ได้.. ผมพูดกับตัวเองเบา ๆ กำลังจะเอื้อมนิ้วไปกดวางสาย ก่อนจะได้ยินเสียงของใครบางคนผ่านโทรศัพท์
เสียงของครอบครัวเขาที่ร้องโหยหวนราวกับเป็นเหตุการณ์จริง..
หรือว่ามันคือเรื่องจริง ?
ผมจ้องมองสายโทรศัพท์นั้นอยู่นาน โดยไม่กล้าตัดสายไป

04:55
ปลายสายยังไม่ตัดสาย
มีเพียงเสียงร่ำไห้ที่ยังคงต่อเนื่อง
ผมนั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงมุมห้องแล้วจ้องมองไปยังนาฬิกาที่คงจะปลุกในอีกไม่ช้า
เหลืออีกแค่ 5 นาที..
SHARE
Writer
Doratong24
Troublemaker
Writer | Photographer | Programmer | Creator | Thinker

Comments

Lomphathuan
3 years ago
หื้มมม....นี่เรื่องจริง???
Reply
Doratong24
3 years ago
เรื่องแต่งครับ :)
itsthapanee
3 years ago
......
บางคน ไม่ต้องทำอะไรเราก็หลงรักเค้าไปแล้ว
บางคน พยายามให้ตายเค้าก็ไม่สนใจ
ความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้
แต่ในเมื่อรู้แล้ว เราก็ไม่ควรล้อเล่นกับมัน
ไม่มีใครรู้สึกเท่ากันหรอก ..

เราชอบเรื่องที่คุณเขียนนะ อ่านแล้วคิดถึงตัวเอง :)
Reply
Doratong24
3 years ago
ขอบคุณครับ :)
summer_season
3 years ago
เขียนดีมากเลยอ่ะครับ ชอบ
Reply
Doratong24
3 years ago
ขอบคุณครับผม :)
korkoyy
3 years ago
เขียนดีมากเลยค่ะ 
Reply
Doratong24
3 years ago
ขอบคุณครับผม :)
PNACNMG
3 years ago
แต่หนึ่งชั่วโมงนั้นมันก็เป็นการทำร้ายจิตใจของคนที่แอบชอบจริงๆแหละค่ะ อ่านแล้วก็โกรธ 555
Reply