คนที่เป็นเหมือนกับพระอาทิตย์; ฉันเอง
เย็นวันนี้สาวน้อยคนนั้นมาเคาะประตูห้องฉัน
ฉันในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นลุกงัวเงียไปเปิดประตู
มันเคยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทบทุกวันเมื่อปีก่อน แต่วันนี้หัวสมองตื้อตันกลับประมวลผลไม่ถูกเมื่อเห็นใบหน้ากลมใส่แว่นของเธอ
เหมือนเดิม เหมือนเดิมทุกอย่าง
เสื้อกันหนาวสีดำ รูปร่างสูงท้วมดูนุ่มนิ่ม รอยยิ้มอวดฟันหน้าห่างๆ
แต่ฉันกลับทำตัวไม่ถูก 

สามปีก่อนฉันจากบ้านมาเป็นครั้งแรก
บ้านเส็งเคร็ง สิ่งแวดล้อมเฮงซวย
ดีใจที่ได้ออกมาเสียให้พ้นๆ แต่ก็กลัวจับใจ
ถึงจะอ้างว่าแค่มาเรียน แต่ฉันรู้ดีว่าชีวิตของฉันจะไม่มีวันกลับไปเป็นแบบเดิมอีก
ฉันกำลังย่ำอยู่ในโลกใบใหม่ตามลำพัง
แล้วฉันก็ได้พบกับเธอ
เด็กสาวในเสื้อกันฝนสีฟ้า ส่งม้วนทิชชูมาให้ฉันผู้สะอื้นไปกับละครปฐมนิเทศของมหาลัยจนตัวโยน
นั่นคือฉันในสายตาเธอจากนั้นเป็นต้นมา เด็กต่างจังหวัดคนซื่อ แสดงอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา หัวอ่อน ขี้สงสาร เปี่ยมล้นไปด้วยน้ำใจและมีความสุขกับชีวิต

ซึ่งฉันชอบที่จะเป็นแบบนั้น
ชอบที่จะไม่โกรธเมื่อถูกคนทำร้าย
เก็บน้ำตาไว้ร้องไห้กับภาพยนตร์ดราม่า
ชอบที่จะยิ้ม หัวเราะ ทำให้ทุกคนมีความสุข โดยเฉพาะเธอ
แค่จริงๆแล้วฉันไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ไม่ได้มีหัวใจสวยงามน่ารักเช่นนั้น แต่ช่างมันปะไร 

วันนั้นเธอโทรศัพท์มาหา

--เธอเคยเสียใจบ้างไหม-- เธอถามฉัน
ตลอดเวลา! คำพูดมาจ่อรอที่ปาก ฉันเสียใจกับแทบทุกการตัดสินใจใหญ่ๆในชีวิต
--ก็มีบ้างมั้ง เวลาคะแนนไม่ดี-- ฉันตอบไปแบบนั้น
--เธอเคยคะแนนไม่ดีด้วยเหรอ นี่ แล้วเคยรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าบ้างรึเปล่า-- วินาทีนั้นภาพความทรงจำนับพันนับหมื่นหลั่งไหล่พร่างพรู ราวกับสมองส่งมันมาที่จอประสาทตาของฉัน ตัวฉันที่ถูกบังคับให้ก้มกราบคนน่ารังเกียจโดยปราศจากความผิด ถูกผลักไปมาบนเบาะรถรับส่ง ตามด้วยเสียงเฮลั่นรถ ตัวฉันเมื่อสิบขวบที่วิ่งฝ่าราตรีไล่ตามรถเก๋งของพ่อไปบนถนนเปลี่ยวร้าง ฉันที่ถูกขโมยผลงานไปแอบอ้างแต่กลับทำอะไรไม่ได้ ฉันที่พยายามปกป้องน้องสาว แต่กลับใช้ความรุนแรงกับเธอ ฉันที่นอนนิ่งกลั้นน้ำตา ทำตัวเป็นอุปกรณ์ทางเพศให้เพื่อนชายคนหนึ่ง ฉันที่ยืนเงียบมองดูร่างไร้วิญญาณของคุณทวดโดยรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นความผิดของฉันเอง ไร้ค่า! ไร้ค่า! ไร้ค่า! คำนี้แหละ คำที่บ่งบอกทุกอย่างที่เป็นตัวฉัน ไร้ค่า! ไร้ค่า! ไร้ค่าจนน่าขัน
ฉันทำเสียงให้สดใสที่สุด

-เธอเป็นอะไรรึเปล่า? บอกฉันได้นะ-
เธอเล่าเรื่องราวของเธอ ความเจ็บปวดจากการถูกเพื่อนบ้านด่าทอ การเรียนที่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่หวัง
ฉันตอบเธอไปอย่างเข้าอกเข้าใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ เล่นมุกตลกแกนๆ เธอขำ
--ขอบคุณนะ-- เธอพูด ดีจังที่ได้คุยกับเธอ แล้วก็วางสายไป
สำเร็จแล้ว ฉันคิด


"เธอนี่เป็นอะคารุยฮิโตะจริงๆ"
 เย็นวันหนึ่งเธอพูดแบบนั้น คนที่ส่องแสงงั้นเหรอ? คนที่เป็นเหมือนพระอาทิตย์งั้นเหรอ?
--เธอเคยเศร้าบ้างไหม?-- อีกแล้ว เห็นได้ชัดว่าคำตอบเมื่อตอนนั้นไม่ใช่คำตอบที่เธอต้องการ
"ฉันไม่ค่อยเศร้าหรอก แต่เศร้าทีก็ฟูมฟายเป็นวรรคเป็นเวร" ฉันตอบอย่างใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด
--ว่าแล้ว-- เธอพูด "อยากลองเห็นเธอเศร้าดูจัง" ฉันขำ ไม่ให้เห็นง่ายๆหรอกนะ 

วันคืนผ่านไป ฉันพยายามมีความสุขเท่าที่จะทำได้ เมื่อเทียบกับชีวิตเดิมที่เคยมี มันก็ดีกว่าจริงๆ แม้จะต้องเสแสร้งเก็บซ่อนความผิดแผกแปลกประหลาด หรือต้องพยายามเข้าหาผู้คนจนพลังงานเหือดแห้งก็ตาม ฉันใช้ชีวิตแบบนั้นแหละ ทำกิจกรรมมากมาย พบเจอผู้คนที่ล้วนแล้วแต่น่ากลัว ยิ้ม หัวเราะ ทำให้พวกเขามีความสุข แล้วกลับมานอนหมดแรงที่ห้อง กล้ามเนื้อปวกเปียกฝังลงในที่นอน รู้สึกคลื่นไส้บ้าง อยากร้องไห้บ้าง แล้วก็หลับไปทั้งชุดนักศึกษา

เธอไม่ทำกิจกรรมอะไรเลย
เรียน อ่านหนังสือ นอน
เราเจอกันน้อยลง เธอไม่ได้มาหาฉันที่ห้องบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อน
รู้อีกทีเธอก็เข้าโรงพยาบาล แอดมิทเป็นผู้ป่วยในแผนกจิตเวช
วันนั้นฉันก็อยู่ที่นั่นด้วย เสียงกรีดร้องของเธอชำแรกโสตประสาทง่วงงุนของฉัน
"แมวกัดกันเหรอวะ" ฉันคิด ก่อนจะตั้งสติได้ว่ามันดังมาจากห้องของเธอ ฉันผลักประตูเข้าไป รูมเมทกำลังรั้งตัวเธอที่พยายามทำร้ายตัวเองด้วยการกัดสลับกับส่งเสียงด่าทอฟังไม่ได้ศัพท์
ฉันรีบวิ่งไปตามเจ้าหน้าที่ คุยกับยาม ประสานโรงพยาบาล พวกเขาบอกฉันให้ออกมารอหน้าห้อง ให้รูมเมทของเธอดูแลเธอก็พอ
ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็จากไปเหลือเพียงคนเดียว ฉันเดินเข้าไปในห้อง
ภาพที่เห็นคือเธอนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้น ตาลอย หายใจแผ่ว เจ้าหน้าที่คนนั้นถามชื่อเธอ ถามว่าวันนี้กินอะไรมาบ้าง เธอไม่ตอบ น้ำตาไหลอาบหน้า เจ้าหน้าที่คนนั้นบีบมือเธอ ลูบผมเธอ เธอไม่ตอบสนอง น้ำตาไหลอาบหน้า
คืนนั้นผ่านพ้นไป เธอกลับบ้านไปกับแม่ และกลายเป็นคนไข้จิตเวชชั่วคราวในเวลาถัดมา
รูมเมทเธอบอก บอกว่าเธอเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่ช่วงที่ห่างกับฉัน เธออยากบอกฉันแต่ไม่กล้า เพราะฉันเป็นหนึ่งในสาเหตุ
"หมอก็ถามนาง ว่าเคยอิจฉาใครไหม" รูมเมทสาวมองหน้าฉัน "นางก็ตอบว่าอิจฉาปลา ปลาในตู้ที่ว่ายน้ำไปวันๆ หมอถามต่อว่าแล้วคนล่ะ นางก็ตอบว่าอิจฉาก้อย ทำไมไม่เก่งเหมือนก้อย แล้วก็อิจฉาเธอ ว่าทำไมไม่กล้าแสดงออก ไม่เข้มแข็งเหมือนเธอ" ร่างกายฉันชาดิก ฉันพยายามเข้มแข็งเพื่อเธอ
แต่มันกลับกลายเป็นการทับถมเธอในความอ่อนแอ 
เธอเคยชมว่าฉันเป็นพระอาทิตย์
แต่เธอก็เคยพูด พูดว่าสำหรับคนรอบกายฉัน มันช่างยากเหลือเกินที่พวกเขาจะถูกมองเห็น ที่จะมีตัวตนท่ามกลางรัศมีของฉัน ตอนนั้นฉันแค่พูดไปว่า ไม่หรอกน่า เธอมีข้อดีนะ เธอทำกับข้าวเก่งจะตาย และสาธยายข้อดีอีกล้านแปดของเธอ
คำพูดกลวงเปล่าไร้สาระ
ไม่ได้มีความเข้าอกเข้าใจ มีแต่ความเห็นอกเห็นใจ ความสงสารที่น่าสมเพช ที่เธอไม่รู้ก็คือ มันมาจากคนที่น่าสมเพชพอๆกับเธอ

หลังจากเธอไป ฉันก็เริ่มทนไม่ไหวกับความเสแสร้งของตนเอง ฉันรู้สึกผิดจนอกแทบไหม้ แต่กลับไม่กล้าติดต่อเธอไปสักครั้ง จะมองหน้าเธอยังไงล่ะ
ในเมื่อฉันมันคนจอมปลอม เพื่อนจอมปลอม พระอาทิตย์จอมปลอม

ฉันกลับบ้าน แต่กลับต้องเผชิญคราบตัวตนอันน่าสมเพชที่เคยลอกทิ้งไว้ที่นั่นเหมือนคราบงู
 ปัญหาเดิมๆ ความแค้นเคืองเดิมๆระหว่างฉันกับชายผู้ให้กำเนิดปะทุขึ้นอีกครั้ง รุนแรงจนบ้านแทบพัง ฉันกลับมหาลัย จิตใจแหลกสลาย ไร้พลังงานจะเก็บซ่อนความบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนและอ่อนแอของตัวเอง ฉันอาละวาดท่ามกลางสายตาของผู้คน ไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว ช่วยรับมันไปที ความรู้สึกเหล่านี้ ช่วยรับมันไปจากฉันที
แล้วชายคนนั้นก็เข้ามาในชีวิตฉัน
เขาแค่บังเอิญอยู่ในเหตุการณ์วันอาละวาด แต่เขาก็เริ่มเข้ามาดูแล พูดคุย รับฟังฉันในเรื่องที่พูดกับใครไม่ได้
การที่คิดว่ามีใครสักคนยอมสละเวลาอันล้ำค่ามาฟังเรื่องของเรานี่มันสุดยอดจริงๆ
แต่สภาพร่างกายฉันก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่ ฉันนอนไม่หลับมานับคืนไม่ถ้วน เริ่มถูกภาพหลอนเก่าๆที่เคยเห็นที่บ้านกลับมาเล่นงาน
--เธอ เธอไปหาหมอเถอะ -- ชายคนนั้นพูด เอ้า! เอาก็เอา

--Bipolar Disorder --
นั่นแหละ สิ่งที่ฉันเป็น น่าแปลกที่พอรู้ว่าตัวเองป่วย ฉันกลับมีความสุขมากขึ้น เพราะไอ้ความเลวร้ายบ้าบอทุกข์ทรมานทั้งหมดมันไม่ใช่ความผิดของฉันเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นความผิดของโรคด้วย

"คุณเก่งมากนะ ที่จัดการกับความเศร้าได้ดีขนาดนี้ แต่ก่อนอื่นคุณต้องยอมรับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณรู้สึกยังไง เพื่อที่จะได้ก้าวผ่านมันไปซักที"
 คุณหมอคนนั้นพูด "หมอว่าความเจ็บปวดมันอยู่กับคุณมานานเกินไปแล้วล่ะ"
ไม่ไหวแล้ว ฉันร้องไห้ น้ำตาพร่างพรูหลั่งไหล ภาพตรงหน้าพร่าเลือน น่าแปลกที่ฉันไม่รู้สึกถึงความน่าสมเพชแบบเดิมๆ แต่กลับรู้สึกถึงความซื่อสัตย์ที่ฉันไม่เคยมีมาก่อน ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ต่อความอ่อนแอของตัวเอง แค่อ่อนแอ ไม่ใช่ความผิดเสียหน่อย

สาวน้อยคนนั้นออกจากโรงพยาบาลนานแล้ว เธอพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ได้ยินว่าเธอทำกับข้าว พับดาวขาย เรียนขี่ม้า พูดอีกอย่างหนึ่งคือ เธอมีความสุข ฉันก็เหมือนกันมั้ง
วันนั้นฉันตัดสินใจโพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊คว่าอยากกินอาหารฝีมือเธอ แล้วก็มาถึงวันนี้

เสียงเคาะประตูดังขึ้นหน้าห้องของฉัน ปรากฎภาพสาวน้อยใส่แว่นถือกล่องข้าวบรรจุลาบหมูจนเต็มแน่นยืนส่งยิ้มให้
ความง่วงของฉันหายไปทันตา
เรานั่งกินข้าวกัน ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ ฉันเล่าเรื่องตลกที่ได้พบเจอ แล้วก็เรื่องเศร้าด้วย ใช่ เรื่องเศร้าของฉันก็ด้วยฉันว่าฉันยังคงเป็นคนที่เหมือนพระอาทิตย์ได้ โดยที่ไม่ต้องเสแสร้ง

เพราะพระอาทิตย์ก็ไม่ได้ส่องแสงตลอดเวลาเสียหน่อย
บนโลกนี้มีกลางวัน กลางคืน แม้กระทั่งยามกลางวันก็มีทั้งวันที่พระอาทิตย์ขี้โมโหสาดแสงแผดเผา วันที่พระอาทิตย์เหนื่อยอ่อนซ่อนกายหลบเร้นหลังเมฆ
คนทุกคนก็มีวันที่เข้มแข็งและอ่อนแอเช่นกัน
เอาล่ะ ตีห้าแล้ว ฉันว่าวันนี้น่าจะเป็นวันที่พระอาทิตย์ง่วงนอน. 
SHARE
Writer
Manifesto
a tofu
เต้าหู้ไข่ไม่นอน

Comments