บันทึกถึงยายและตา
10 ตุลาคม 2560
ถ้ายายยังอยู่
วันนี้จะเป็นวันเกิด ครบรอบ 85 ปีของยาย

ทุกครั้งที่เราทะเลาะกับแม่
ยายจะมาไกล่เกลี่ย
เหมือนช่วยหาทางออกให้

ยายเสียงดัง บ่นเก่งพอ ๆ กับตา
ตอนเด็ก ๆ เราเลวมาก
เราเคยคิดว่ายายเป็นปอบ
เพราะยายจะปากแดง ๆ นุ่งผ้าถุง
โตมาถึงได้รู้ว่ายายปากแดงเพราะกินหมาก 555
ยายค่อนข้างดุ แต่ไม่ค่อยจู้จี้มาก
และทำอะไรก็ดูตลก และน่ารัก

เราไม่เคยเห็นยายเจ็บป่วยเลยตั้งแต่จำความได้
ยายหลังค่อม แต่แข็งแรงมาก
ยายทำงาน ยายนั่งมัดผัก มัดหัวหอม นั่งตำหมากโป๊ก ๆ อยู่หน้าบ้าน
บางครั้งก็ดูไม่เหมือนคนแก่
เพราะแกเดินเหินได้สะดวก
ใส่แค่เสื้อหมากกะแหล่งกับผ้าถุง
เดินไปไหนต่อไหนนมก็โตงเตง เวลายิ้มทีก็ปากแดง ๆ เห็นฟันไม่กี่ซี่
แบบนี้จะไม่ให้ขำยายได้ยังไง 🙂

สำคัญที่สุดคือตลอดทั้งชีวิตที่เราได้เจอยาย
เราเห็นว่ายายกับตารักกันมาก
ไม่ใช่ความรักแบบสวีทหวานแหวว
แต่คือความรักของคนเป็นคู่ชีวิต

คู่ชีวิตที่สู้อดสู้ทน ลำบากมาด้วยกัน
ชีวิตชาวนาชาวไร่ ที่เลี้ยงลูกทั้ง 9 คนมาได้จนมีชีวิตที่มั่นคง
มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย

ช่วงที่ตาป่วย
สิ่งที่เราเห็นคือไม่มีใครทำอะไรถูกใจตาได้เท่ายาย
ผู้หญิงแก่ ๆ หลังค่อมคนหนึ่ง คอยเช็ดตัว ป้อนข้าวป้อนน้ำผู้ชายแก่ ๆ ที่ป่วย และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
โดยมีลูกหลานช่วยอยู่ห่าง ๆ เพราะตาอยากให้ยายเป็นคนทำให้

มีวันหนึ่ง ช่วงก่อนตาจะเสีย
ยายไปเยี่ยมตาที่โรงพยาบาล
ยายนั่งบนวีลแชร์
พอไปถึงเตียงผู้ป่วย ยายพยายามดันตัวเองให้สูงขึ้น
เพื่อให้มองเห็นตาได้ชัด ๆ
ยายจับมือตา แล้วถามว่า "เป็นแนวได๋ล่ะ"
แล้วก็นั่งอยู่ตรงนั้น อยู่ข้าง ๆ

ภาพที่เราเห็นมันคือความหมายของคำว่าชีวิตคู่แล้ว

จนวันที่ตาจากไป ช่วงก่อนออกพรรษา
ยายทองคนเดิมของเราก็เปลี่ยนไปเห็นได้ชัด
ยายเศร้า กินข้าวไม่ลง
เราตักข้าวไปนั่งกินกับยาย พยายามคุยด้วย
ด้วยความที่เราไม่ได้สนิทกันมาก เราก็ไม่รู้จะพูดกับยายยังไง
แต่เราไม่เห็นยายร้องไห้ เรารู้ว่ายายเข้มแข็งมาก

จนช่วงหลัง ๆ ยายกินข้าวไม่ลง มีอาการผิดปกติ
ลูกหลานพายายไปตรวจที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ จนที่โรงพยาบาลศิริราช
พบว่ายายเป็นไตวายเฉียบพลัน และมีอาการผิดปกติที่ถุงน้ำดี รวมถึงตรวจเจอมะเร็งเม็ดเลือดขาว

วันที่รอเตียงที่ศิริราช เรายืนจับมือยาย
ยายจำเราไม่ได้แล้ว ถามหาว่าลูกเราอยู่ไหน
ไปอีกวัน ก็บอกว่าเราชื่อนวล
ปกติยายจำแม่น ยายไม่ลืมอะไรง่าย ๆ
เราได้แต่กลับมาร้องไห้ ส่วนหนึ่งก็คิดว่ายายไม่น่าไหวแล้ว
แต่อีกใจก็รู้สึกว่าหมอที่ศิริราชเก่ง หมอน่าจะช่วยได้
จนหมออนุญาติให้กลับบ้าน

ยายกลับมารักษาตัวที่บ้าน และมีลูก ๆ ผลัดกันดูแล

จนตีสามของวันที่ 5 พ่อโทรหา แต่เราไม่ได้รับ
จนตอนเกือบหกโมงเช้า
หลังจากรับสายพ่อ ที่โทรมาบอกว่ายายไม่อยู่แล้ว
ถึงได้เห็นข้อความที่พ่อส่งมาว่ายายอาการหนัก

ยายจากไปอย่างสงบ หลังออกพรรษาเพียงหนึ่งวัน
ทิ้งช่วงจากตาเพียงแค่สามเดือน

ยายเป็นคนโชคดี มีสามีที่รักยายมาก
และมีคนที่ยายรักมากคอยอยู่แวดล้อม

เราทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เท่าที่เราทำได้
วันเผาศพ เราทำหน้าที่อ่านประวัติยาย
แต่งกลอนแล้วอ่านให้ยาย
พูดไป น้ำตาก็มาจากที่ไหนไม่รู้ พรั่งพรูไปหมด

ก่อนเผาศพ เราเห็นทุกคนร้องไห้
โดยเฉพาะผู้หญิงที่เราเห็นมาทั้งชีวิตว่าเข้มแข็งที่สุด

สำหรับแม่ของเรา รวมไปถึงลุง ป้า น้า อา
การสูญเสียแม่และพ่อช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน คงเป็นเรื่องยากจะทำใจ
ทำได้แค่อยู่เพื่อกันและกันต่อไป

การจากลาของทั้งสองท่านสอนอะไรเรามากมาย
ตอนที่ตาจากไป เราเสียใจมาก เราทำหน้าที่หลานได้ไม่ดีนัก
เมื่อถึงตอนยายป่วย เราไปช่วยดูแล เล็กน้อยมาก แต่เต็มที่เท่าที่เราทำได้
พอเผายายเสร็จ เรารีบเดินมาหาปู่ ถามนั่นถามนี่ปู่
ก่อนกลับกรุงเทพ มองหน้าแม่หน้าพ่อให้ชัดที่สุด
บอกรักเหมือนจะไม่มีโอกาสได้บอก

ในตอนนี้
ไม่มีใคร เหลือเวลามากพอสำหรับใครทั้งนั้น
แค่ต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดี ดูแลคนที่เรารักให้ดี

เราคิดว่ายายกับตาคงอยากเจอกัน
ถ้าเป็นไปได้ ขอให้มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ

บันทึกถึงยายและตา
22.39 10/10/2017
SHARE
Writer
Porpeawchanhom
Extra ordinary
Women who love to work, travel and eat.

Comments