ลุงสมบัติ
 การบ้านปิดเทอมฤดูร้อนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเปล่งปัญญา ในหัวข้อ "older and wiser" ว่าด้วยการให้เด็กๆ ไปสัมภาษณ์ ชีวิตของผู้สูงอายุที่น่าสนใจ เพื่อมานำเสนอหน้าห้อง ข้อแม้อีกหนึ่งอย่างคือเขาคนนั้นต้องไม่ใช่ปู่ย่าตายายของตนเอง

อย่างที่รู้ๆ กันนะครับ ไม่ว่ายุคสมัยไหน คนหัวหมอมันก็มีได้อยู่ร่ำไป เด็กส่วนใหญ่จึงหลังไมค์หากันปลพนัดแนะสัมภาษณ์บุคคลในครอบครัวตัวเองแล้วให้เพื่อนเอาไปรายงานแทน เรื่องราวเกือบทั้งหมด จึงวนเวียนอยู่กับการโล้สำเภอข้ามโพ้นทะเล วิ่งหนีระเบิดสมัยสงคราม เป็นลูกจ้างที่ซื่อสัตย์หนักเอาเบาสู้จนได้ดี และสูตรขนมไว้พระจันทร์ที่ตกทอดมาร้อยกว่าปี

พอถึงคิวของเด็กชายน๊อบ หนุ่มน้อยกำโพยในมือกระชับ เขาไม่ค่อยสันทัดกับการพูดหน้าห้องนัก แต่หลังจากได้ฟังเรื่องราวที่ไม่ต่างจากบทสนทนาช่วงตรุษจีนพอเพื่อนค่อนห้องไปแล้วก็มั่นใจว่า การบ้านชิ้นนี้จะต้องสร้างคะแนนเก็บได้เป็นกอบเป็นกำพอสมควร

“ตอนเช้าก่อนจะมาโรงเรียน ผมมีหน้าที่พาซิสซี่ หมาของผมออกไปฉี่กับอึ” น๊อบอ่านโพยเสียงสั่นด้วยความประหม่า ชักไม่ค่อยแน่ใจว่าการเริ่มเรื่องดั่งนวนิยายยากๆ ของผู้ใหญ่เช่นนี้ จะเป็นความคิดที่เข้าท่าเหมือนกับที่พี่นี้ดบังคับทำ

“ทุกๆ วัน ผมจะเจอกับคุณลุงท่านหนึ่ง แกมักใส่เสื้อผ้าสีสด คู่กับรองเท้าคู่เก่งและหมวกทรงสวยที่ประคบประหงมอย่างดี เหมือนกับมีพันธกิจ ต้องธุระสำคัญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมชอบลุง เพราะลุงยิ้มให้ผมทุกวัน ผมเลยอยากสัมภาษณ์ลุง”ความซับซ้อนของภาษาที่ดรอปลงทำให้น๊อบนึกโกรธพี่นี้ดขึ้นมาอีกครั้ง ที่เลิกช่วยแล้วปล่อยให้เขาเขียนต่อเอง

“เช้าวันรุ่ง ผมจึงไปบอกลุง ลุงจึงนัดผมที่บ้านตอนสิบโมงวันจันทร์ เพราะวันจันทร์สวนสัตว์ปิด วันจันทร์ต่อมา ผมไปหาลุงที่บ้านและเริ่มให้ลุงเล่า ลุงมีชื่อว่าสมบัติ สมัยลุงเกิด ที่บ้านยากจนมาก ลุงจึงถือเป็นสิ่งล้ำค่าเดียวของคุณแม่ของลุง จึงได้ชื่อนี้มา และลุงก็ถามถึงความยาวก็ของการบ้านนี้ ผมจึงตอบไปว่าแค่สองหน้าเอสี่” ครูเธนศพยายามจะแย้งว่าที่จริงแล้วคือ อย่างน้อยสองหน้าเอสี่ต่างหาก

“ลุงสมบัติเลยเลือกที่จะเล่าเรื่องของชีวิตลุงที่คิดว่าน่าสนใจครับ ซึ่งก็คืออาชีพของลุง ลุงทำงานในสวนสัตว์”

“ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน” คามิล่าขมิบปากปรามาศเบาๆ

“ทุกเช้า ลุงจะตื่นตั้งแต่รุ้งสาง” หนุ่มน้อยไม่สนใจเพื่อนจอมจิกกัดของเขา และตั้งใจประโยคต่อไปด้วยเสียงวรรณยุกต์ที่เพี้ยนไปหนึ่งขั้น

“อาบน้ำแต่งตัว แล้วออกเดินทางไปที่สวนสัตว์ที่อยู่ไกลโพ้น…หลายปีแสง” น๊อบรู้ตัวว่าเรื่องราวเนริ่มดำเนินเข้ามาสู่จุดแปร่งแปลก ใจก็หวั่นกลัวจะโดนเพื่อนตัวดีหรืออาจารย์ยิงเรื่องราวของเขาไม่ให้ได้ไปต่อ (ผู้เขียนเองก็หวั่นไม่แพ้กับน๊อบ) ทุกคนในห้องรวมถึงคามิล่ายังคงเงียบอยู่ น๊อบจึงเปล่งปากต่อ

“เมื่อไปถึง ลุงสมบัติก็จะเดินเข้าทางประตูหลัง เก็บของใส่ล๊อกเกอร์ให้เรียบร้อย พร้อมเดินเข้าไปทำงานในกรง ลุงสมบัติมีอาชีพเป็นสิ่งมีชีวิตให้สัตว์สปีชี่อื่นได้ทรรศนาและศึกษาครับ” ประโยคนี้น๊อบฝึกอ่านกับแม่นานมากจึงรู้สึกดีใจที่มันผ่านไปได้อย่างถูกต้องจนลืมสดับเสียงฮือฮาของเด็กๆ ในห้อง

“ในห้องขนาด 31 ตารางเมตรของลุงสมบัติ มีเตียงขนาด 3 ฟุต อยู่ที่มุมห้อง โคมไฟและตู้หนังสืออยู่อีกมุม และโต๊ะกินข้าวสำหรับ1 คนวางอยู่กลางห้องค่อนมาทางผืนกระจก ง่ายต่อการมองเห็น ตารางเวลาของลุงคือ 10 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นในวันธรรมดา และลากยาวไปถึง 6.30 ในวันเสาร์อาทิตย์ เวลาทานอาหารตอน 11.30 และ 15.00 คือช่วงไฮไลต์ที่จะมีเค้ามามุงดูกันมากที่สุด”

“ลุงบอกกับผมว่า ขอดีของอาชีพนี้ คือเค้าอนุญาตให้ลุงทำอะไรก็ได้ รู้สึกอย่างไรก็ได้ เมื่อไรก็ได้ อิสระมาก ถ้าวันไหนลุงปวดท้อง ต้องนอนพัก เค้าก็จะบรรยายบอกว่าวันนี้ลุงไม่ค่อยสบายจึงนอนขดตัวอยู่บนเตียง วันไหนลุงพึ่งถูกหวยแล้วอารมณ์ดี มีแรงจะมาเล่นกับพวกเค้าน่ากระจก เค้าก็จะดีใจรู้สึกโชคดีที่มาถูกวัน ถ่ายรูปคู่กับลุงผ่านกระจกกันใหญ่ เมื่อก่อนตอนวันเสาร์อาทิตย์จะมีโชว์ความสามารถพิเศษด้วย ลุงเคยทั้งเล่นกีตาร์เพลงอิ่มอุ่น วาดรูปสีน้ำ และสอนภาษาไทยให้กับเค้าด้วยล่ะ แต่หลังๆ นี่แก่แล้วและไม่ค่อยได้แสดง สวนสัตว์เองก็มีสิ่งมีชีวิตอื่นที่เข้ามาใหม่เป็นตัวชูโรงไปแทน”

“เจ๋งหวะ” อทิศอุทายขึ้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง

“ลุงได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนเหมือนกับงานอื่นๆ ถือว่าเงินดีทีเดียวเชียว คำนึงถึงค่าสวัสดิการคือข้าวสองมื้อ และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บอย่างเบ็ดเสร็จ” น๊อบเริ่มยินดีที่มีคนประทับใจในเรื่องของเขา แม้จะไม่แน่ใจว่าอาการอ้าปากหวอของครูครูธาดาแลว่าอย่างไร

“แต่มันก็ต้องแลกกับข้อตกลงหลายข้อ ลุงไม่อนุญาติให้มีครอบครัว ลาพักร้อนได้แต่ลาป่วยไม่ได้ และต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับด้วยวาจาจนถึงอายุ 60 และทางกายภาพตลอดไป ซึ่งสำหรับลุงที่เป็นเด็กหนุ่มยากจน มันคุ้มที่จะแลก ลุงมีเงินส่งคุณพ่อคุณแม่ให้ชีวิตบั้นปลายของพวกท่านสบายขึ้น มีเพื่อนเป็นสิ่งมีชีวิตมากมายชนิดที่พวกเราไม่มีทางหยิ่งจินตนาการไปถึง และได้ทำตัวเองให้มีประโยชน์ต่อดาวดวงอื่น ลุงรู้สึกโชคดีมากๆ ขออะไรไปมากว่านี้คงจะไม่ได้” น๊อตเว้นหายใจเฮือกใหญ่ ไล่สายตาผ่านมือที่เปียกชื้นเพราะความตื่นเต้นมาสู่ย่อหน้าสุดท้าย
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ ความภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำด้วยตัวของตัวเอง และการเลือกที่จะมองข้อด้อยหรือเงื่อนไขในชีวิตเป็นเสมือนข้อแลกเปลี่ยนของสิ่งดีๆ ที่เข้ามาครับ”
ประโยคปิดที่ลึกซึ้งที่พี่นี้ดสั่งให้เขียน ทำน๊อบรู้สึกอุกอาจที่จะพูดเล็กน้อย
 
"ทุกคนคงจะคิดว่าเรื่องของลุงนั้นยากที่จะทำใจเชื่อได้ แต่ถ้าเพื่อนๆ ได้ลองฟังเรื่องของลุงด้วยสองหู ดูสีหน้าของลุงด้วยสองตา" น๊อบรวบโพยในมือลง มองตรงไปที่ วรรณศินีที่นั่งอยู่กึ่งกลางห้อง

"มันจะไม่ยากเลยครับ" เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างเกรียวกราว แม้แต่คามิล่าก็อดยกส้นมือขึ้นกับปลายนิ้วอีกข้างของเธอไม่ได้

พี่นี้ดบอกกับหนุ่มน้อยที่โล่งอกจากการนำเสนอหน้าห้องไว้ว่า ถ้าอยากให้งานนี้ได้คะแนนดี คำว่า ‘น่าสนใจ’ ในโจทย์กำลังเตือนว่า เรื่องราวของน๊อบจะต้อง เป็นเรื่องที่ใหม่ที่สุด ดีที่สุด ไม่ก็แปลกที่สุด

เหลือเพื่อนยังไม่ได้นำเสนออีกแค่สี่คนเท่านั้น น๊อบหวังว่าจะไม่มีเรื่องราวของลุงป้าตายายที่เหลืออยู่ ซ้ำกับของลุงสมบัติ

SHARE

Comments