Neighbors’ Nash equilibrium
1
แอ่ด!
เสียงอ่อดหน้าบ้านของกล้วยดังขึ้น ในเช้าวันเสาร์ เธอรู้ทันทีว่าแขกหน้าประตูคือท๊อปบาร์

2
ท๊อปบาร์เป็นเพื่อนวัยเดียวกันกับกล้วย ที่พึ่งย้ายมาเช่าบ้านเยื้องออกไปไม่ใกล้ไม่ไกล ครอบครัวของท๊อปบาร์มีพ่อเป็นนักจิตวิทยาและแม่เป็นเชฟขนมหวาน ในวันแรกของการมาเยือน ครอบครัวของกล้วยจึงได้พายพีแคนน้ำผึ้งรสชาติโคตรอร่อย เป็นของขวัญสานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

“อย่างกับในหนังฝรั่งชัดๆ” กล้วยกระตุกชายกางเกงแล้วกระซิบบอกยาย

3
ท๊อปบาร์ใส่แว่นกรอบใหญ่ดูราคาแพงจนแม่กล้วยต้องย้ำเสมอว่าอย่าไปเล่นกับแว่นของท๊อปบาร์เด็ดขาด นอกจากนี้เขายังเป็นคนพูดเก่งน้ำไหลไฟดับ คำต่อคำ พูดได้โดยไม่ต้องเว้นจังหวะนึกเรื่องต่อไป แต่คนอ่านอย่าพึ่งเข้าใจผิด กล้วยบอกว่าเขาไม่ได้พูดเร็ว ในทางตรงกันข้าม ออกจะมีจังหวะจะโคน น่าฟัง แถมยังปฎิบัติตามศีลข้อสี่อย่างเคร่งครัดไปอีก

“คือ ไม่โกหก น่ะเหรอ” กล้วยถาม

“ไม่ใช่โกหกอย่างเดียว “มุสาวาทา” ครอบคลุมถึง ไม่หยาบคาย ไม่ส่อเสียด และไม่เพ้อเจ้อ ด้วย” ท๊อปปบาร์ตอบทันควันก่อนจะเสริมว่า การตอบแบบทันทีโดยไม่ทันคิดหรือเตรียมตัวของเขา ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Impromptu

4
กล้วยวิ่งแจ้น กระโดดลงบันไดเว้นขั้นลงไปเปิดประตูต้อนรับแขกตัวน้อย ทุกๆ วันเสาร์เก้าโมงเช้า ท๊อปบาร์จะแวะมาหากล้วยพร้อมกับกระดาษเมมโม่ใบเล็กในมือ สิบห้านาทีในโซฟาห้องนั่งเล่น หรือ ห้องสมุดของพ่อ พลางกินขนมต่างประเทศที่แม่กล้วยชอบซื้อกลับมาฝาก คือคลาสการเรียนความรู้ใหม่ๆ จากเพื่อนของเธอ

5
“รู้จัก Nash equilibrium ไหม” กล้วยกลอกตาในใจ อยากจะตอบกลับไปว่า แน่นอน เด็กไทยป.5 ในโรงเรียนธรรมดาอย่างเราต้องรู้จักวลีภาษาอังกฤษยากๆ ที่ดูมีความหมายเฉพาะเจาะจงอยู่แล้วน่ะสิ ถามได้ แต่นึกขึ้นได้ว่าจะเป็นการพูดส่อเสียด กล้วยจึงได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ

“เมื่อวานบังเอิญดูยูทูปเกี่ยวกับเรื่องนี้พอดี เราชอบมาก เลยอยากจะมาเล่าให้ฟัง เท่าที่เราเข้าใจนะ มันคือความสมดุลอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่มีคนอยู่สองฝ่าย กำลังทำกิจกรรมเพื่อนผลประโยชน์อะไรสักอย่าง” เจ้าหนูแว่นโตตาเป็นประกายขณะเล่า

“อาจจะเป็น การค้าขาย หรือ เล่นเกมแข่งกันก็ได้ ต่อไปลองฟังตัวอย่างแบบง่ายๆ นะ” กล้วยฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าพลางกัดคิทแคทรสพานาคอตต้าพีชไปครึ่งแท่ง

“สมมติว่าโลกนี้ไม่มีตำรวจจราจร มีรถสองคันกำลังออกเดินทางไปทีหมาย ขับมาเจอกันที่สี่แยก ทั้งคู่เงยหน้ามองขึ้นมาเห็นไฟจราจร คันสีเขียวเจอไฟเขียว ส่วนอีกคันสีแดงเจอไฟแดง”

“ไหนบอกสมมติว่าไม่มีตำรวจจราจรไง”

“ก็ใช่ ไม่มีตำรวจ แต่มีไฟจราจร”

“อื้อ ตรงตามเงื่อนไข สองฝ่าย ทำกิจกกรรม เพื่อเป้าหมาย ว่าต่อสิ” กล้วยเร่ง

“ในเมื่อไม่มีตำรวจ รถทั้งคู่ก็มีทางตัดสินใจว่า จะปฎิบัติตามไฟจราจรหรือไม่ก็ได้ รถสีแดงอาจจะฝ่าไฟแดงเพื่อจะได้รีบไปถึงจุดหมาย หรือรถสีเขียว อาจจะกวนโอ๊ย หยุดรถซะดื้อๆ”

กล้วยนิ่งเงียบไปสักครู่ ก่อนจะทักท้วง “แต่มันก็ไม่เม้กเซนส์อยู่ดี ถ้ารถแดงฝ่าไฟแดง ก็มีสิทธิจะชนกับรถเขียวได้ รถเขียวเองก็คงไม่จอดอยู่นิ่งๆ นอกเสียจากว่าจะรู้ว่ารถแดงฝ่าไฟแดง แต่ใครจะไปเดาใจได้ล่ะ”

“ถูกเผงเลย! กล้วย เธอเก่งมาก” ท๊อปบาร์ซ่อนความลิงโลดไว้ไม่มิด เช่นเดียวกับเศษคิดแคทในปากที่ร่วงลงพื้น

“Nash equilibrium คือภาวะสมดุล ที่ทั้งสองฝ่ายเลือกที่จะปฎิบัติตามกฎหรือไม่เปลี่ยนการตัดสินใจต่อให้สามารถก็ตาม เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย อย่างในเรื่องนี้ การไม่แหกกฎจราจร ก็จะเป็นวิธีที่รถทั้งสองคันจะไปถึงเป้าหมายโดยสวัสดิภาพในเวลาที่เร็วที่สุดยังไงล่ะ”

“สุดยอด เธอไปหามาจากไหนเนี่ย” กล้วยมักพูดประโยคดังกล่าวเป็นสัญญาณของการจบบทเรียนตอนเช้าวันหยุดของเด็กหญิง-ชายหัวดีคู่นี้

“อะไรสักอย่างเกี่ยวกับ เศรษฐศาสตร์เชิงทดลอง หรือทฤษฎีเกมเนี่ยแหละ อ่านไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก” ท๊อปบาร์ตอบแก้เขินคำชมแล้วแล้วค่อยๆ ลุกขึ้น

“ต้องไปแล้วล่ะ”

“อื้อ” อาจจะมีการการเล่มเกมเพลย์ฯ เดินเล่นในสวนหลังหมู่บ้าน หรือ กิจจกรรมน่าสนุกอื่นๆ ในวันหยุดหลังบทเรียน แต่ถ้าท๊อปบาร์ไปทันทีแปลว่ามีธุระกับที่บ้าน

6
ในหมู่บ้านเล็กๆ ย่านยานาวา เด็กชายในเบาะหลังที่คาดสายนิรภัยเรียบร้อย กับเด็กหญิงที่กำลังคุ้ยเปลือกไข่ในครัวไปเพ้นท์เป็นงานศิลปะกำลังอมยิ้ม คิดในใจเป็นใจความเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า

ถ้าจะเรียกความสัมพันธ์ของเราว่า Nash equilibrium ก็คงไม่ผิดเท่าไรนัก 
SHARE

Comments