วันไร้สมอง ในร้านกาแฟเรือนกระจก
บนถนนรามคำแหง กรุงเทพฯ
ผมย่ำเท้าอยู่บนถนนรามคำแหง ออกจากโรงหนังเมเจอร์ฮอลลีวูด เพราะเพิ่งเข้าไปหลบฝน
ดูหนังหนึ่งเรื่องฆ่าเวลา หนังจบก็ว่าจะไปคาเฟ่ที่เห็นรีวิวตามหน้าเฟสบุ๊ก
ย่ำเท้าเหยียบอิฐบล็อคที่ภายใต้ซ่อนไว้ด้วยน้ำขังสกปรกในเมืองคอนกรีตแห่งนี้
คล้ายเหยียบกับระเบิด ถ้าดวงดีก็รอด ถ้าดวงตกก็เปียกแฉะเท้าและกางเกง
หน้าราม เวลาฝนตกจะพาอารมณ์ให้หม่นเศร้า ตึกเทาๆ ถนนเปียกแฉะ ผู้คนไร้ชีวิตชีวา
เป็นภาพที่พบบ่อยและเห็นจนชาชิน

จุดหมายของผมอยู่ที่ซอยรามคำแหง 21 
ตามรีวิวบอกว่าร้านกาแฟอยู่แยก 10 
ผมรู้แค่ว่าซอย 21 เป็นที่ตั้งของเมเจอร์ รามคำแหง ซึ่งปิดกิจการไปเมื่อต้นเดือน
เพราะหมดสัญญาเช่่า ช่างเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก เพราะนับว่าเป็นเมเจอร์ที่ผมไปดูหนังบ่อยสุด
ส่วนเรื่องการปิดกิจการนั้น ได้ยินมิตรสหายคุยกันว่าอาจจะทำเป็นที่ทำการรถไฟฟ้าที่ก่อสร้างอยู่
ผมเดินมาเรื่อยๆจนถึงปากซอย รองเท้าแตะสีขาวชื้นแฉะจนเป็นสีดำเพราะน้ำครำจากอิฐบล็อค
ในรีวิวเขียนว่าเข้าซอยมานิดหน่อย ผมมองไปยังใต้ต้นฉำฉาต้นใหญ่มีผ้าหลากสีพันอยู่
วินมอไซค์มากหน้าหลายตานั่งอยู่บนแคร่ไหม้ บ้างสูบบุหรี่ บางคนก็นั่งเล่นมือถือ
ผมรีบหลบตาเพราะไม่อยากเป็นที่สนใจ ก่อนจะย่ำเท้าออกเดิน
เดินมาเรื่อยๆเจอสะพานค่อนข้างชัน ฝนเริ่มปรอย ในมือถือร่มสีดำที่ได้จากงานศพ
ผมหยุดบนสะพาน ภาพตรงหน้าเป็นคลองแสนแสบ ทางเดินริมคลองมีดอกไม้พุ่มบานสีเหลือง
ฝั่งขวาเป็นวัดพระไกรสีห์ ทางเดินริมคลองแสนแสบที่คุ้นตา มันอาจจะเดินไปถึงหอพักของผม
แต่ไม่ค่อยชอบทางเดินริมคลองแสนแสบเท่าไหร่ บางคราวเรือด่วนคลองแสนแสบก็ทำให้เกิดคลื่นระลอกเล็กๆ จนน้ำในคลองกระฉูดและมาเลอะเปรอะเปื้อนใบหน้า
บางทีก็ต้องคอยหลบรถมอเตอร์ไซค์และจักรยาน ผมเลยชอบเดินเส้นทางหน้ารามมากกว่า 
เดินลงสะพานก็พบป้ายเขียนว่า รามคำแหง 21 แยก 1
ผมคิดในใจว่าคงไม่เหมือนที่รีวิวว่าไว้ เพราะผมต้องเดินอีกสิบแยก
แต่ในเมื่อเดินแล้ว ก็เลยอยากเดินให้สุด 
สองข้างทางเป็นบ้านเรือน แถวนี้ค่อนข้างเงียบสงบ ไม่รู้ว่าก่อนว่าแถวรามจะมีบ้านสวยๆเยอะ
เดินผ่านบ้านจัดสรร บริษัทรับเหมาก่อสร้าง คอนโด หอพัก
แต่ระหว่างทางค่อนข้างเดินยาก ฟุตปาทถูกกลืนกินไปด้วยพุ่มไม้บ้าง การก่อสร้างท่อน้ำบ้าง
ฟุตปาทแคบและเดินยากมาก บางแห่งก็เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและทำให้ลื่นล้มได้ง่าย
เดินบนถนนคงจะปลอดภัยกว่า ผมคิดในใจ

เดินไปเรื่อยๆจนแผ่นหลังชุ่มเหงื่อ ทั้งๆที่ฝนเพิ่งตกหมาดใหม่
เสื้อแขนยาวที่ใส่มากันหนาวก็ไม่ช่วยอะไร เพราะก่อนออกจากห้องก็คิดไว้แล้ว
ว่าอากาศจะหนาว แต่ไม่ใช่ อากาศหลังฝนตกมักจะอบอ้าวเสมอ
เสื้อยีนส์สีฟ้าชุ่มเหงื่อจนเป็นสีน้ำเงินเข้ม ไม่รู้เดินมากี่เมตรแล้ว
แต่ป้ายยังเขียนบอกไว้ว่า รามคำแหงแยก 21 แยก 8
อีกนิดเดียวแล้ว ผมคิดในใจ
ก่อนจะแวะเซเว่นตรงปากซอยนั้น เซเว่นเพิ่งเปิดหมาดใหม่
สังเกตได้จากนั่งร้านที่ยังไม่เก็บ สีที่ยังไม่แห้ง กระจกเพิ่งมีรอยลอก แต่เสียงประตูเซเว่นดัง
เป็นอันว่าเปิดบริการแล้ว ซื้อน้ำเปล่าหนึ่งขวด
เหลือบไปดูตู้เบียร์ เห็นข่าวว่ารัฐจะขึ้นราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
ดูขวดเครื่องดื่มสีชา สีเขียว และ กระป๋องเหลืองที่คุ้นตา
ยังไม่ขึ้นราคา ยังพออุ่นใจได้ คืนนี้จะได้ซื้อกักตุนไว้ดื่มกับเพื่อนฝูงหลังสอบเสร็จ

หลังออกจากเซเว่น เดินชั่วอึดใจหนึ่ง ก็ถึงร้านเป้าหมายที่อยากมา
ในรีวิวบอกเดินไม่ถึงสิบนาที แต่ผมใช้เวลาเดินเกือบครึ่งชั่วโมง เป็นการเดินที่ทรหดมากครั้งหนึ่ง
คาเฟ่อยู่ตรงข้ามสถาบันรัชต์ภาคย์ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร รู้แค่ว่าเป็นมหาวิทยาลัย
ภาพแรกที่เห็น เป็นร้านกาแฟคล้ายเรือนกระจก ด้านหน้ามีโต๊ะเก้าอี้สี่ห้าตัว
โต๊ะเป็นสีน้ำตาลเข้มเพราะเป็นแอ่งรองรับน้ำฝน เนื้อไม้อมน้ำฝนไว้จนเปลี่ยนสี
เก้าอี้มีเบาะรองนั่งที่เปียกชุ่มไปด้วยฝนเช่นกัน วันนี้ฝนตกหนักเสียจริงๆ ผมคิดในใจ

เดินเข้าไปในร้าน ตกแต่งด้วยอิฐทาสีขาว เคาท์เตอร์ไม้มีขนมเค้ก วาฟเฟิล เครื่องชงกาแฟ
ขวดน้ำเชื่อมวางเรียงราย และตกแต่งร้านด้วยช่อดอกไม้แห้งแขวนไว้กับชั้นลอย
กระจกในร้านบางส่วนยังขึ้นฝ้า เป็นผลมาจากฝนตกหนัก
ในร้านมีลูกค้าสองสามโต๊ะ สั่งโกโก้ร้อน พนักงานยิ้มและรับออเดอร์
ก่อนผมจะเดินไปสวนหลังร้าน ไม่น่าเชื่อ แถวราม จะมีคาเฟ่ที่มีสวนให้นั่งอ่านหนังสือด้วย
ถึงแม้จะเข้าซอยมาไกลขนาดนั้นก็เถอะ

หลังร้านตกแต่งด้วยน้ำพุสีขาว ซึ่งตอนนี้เทพีหัวขาด คล้ายกับโดนฝนกรดอย่างนั้นแหละ
กิ่งไม้และใบไม้แห้งกองเต็มกรวดสีขาวตามทางเดิน มีหลายมุมให้นั่งเยอะแยะในสวนแห่งนี้
คล้ายสวนอีเดน แต่ไม่มีอดัฟ กับ อีฟ และไม่มีต้นแอปเปิ้ล
โต๊ะกลมเหล็กสีแดงวางคู่กับเก้าอี้กลมในมุมซุ้มไม้เขียวสด ถ้าฝนไม่ตก ผมอาจจะนั่งตรงนี้
แต่ภาพที่เห็น ดินโคลนรอบข้างเฉอะแฉะ มีรอยรองเท้าประทับอยู่ และผมคงไม่ได้ซ้ำรอยนั้นอีก
สวนหลังร้านมีต้นไม้เต็มไปหมด ทั้งกล้วยไม้กระถาง ซุ้มไม้ดัดและไม้เลื้อย
บอนไซวางอยู่บนโต๊ะไม้ เจ้าของร้านคงรักการปลูกต้นไม้แน่ๆ

เดินสวนกับพนักงานเสิร์ฟในชุดสีขาว ใส่เสื้อคลุมร้านสีเทา
เธอยิ้มให้ผมหนึ่งที ก่อนจะถามว่าหาที่นั่งได้หรือยัง
ผมยังลังเล สุดท้ายเลยเลือกที่นั่งในมุมหลังสุดของร้าน
มีไม้ไผ่สานกันสองฝั่ง โต๊ะสี่มุมหันหน้าเข้าหากัน
โต๊ะไม้เก่าๆ นึกถึงเก้าอี้ไม้ที่เคยนั่งล้อมวงกินข้าวกันที่บ้าน

บรรยากาศหลังร้านเย็นสบายๆ ไม่มีเพลงกล่อม มีแต่เสียงลมหายใจ ก็ดีเหมือนกัน
จะได้ทบทวนตัวเอง นั่งเงียบๆอ่านหนังสือสักเล่มก็สบายใจดี
โต๊ะข้างๆเป็นหญิงสาวผมยาว ใส่เฝือกที่แขนซ้าย นั่งกินพิซซ่าโฮมเมดอยู่กับกลุ่มเพื่อน
โต๊ะถัดไปเป็นกลุ่มนักเรียน นั่งเล่น Rov พลางพูดคุยเกี่ยวกับเกมที่เล่นอยู่
ไม่นานโกโก้ร้อนมาเสิร์ฟ ไม่รู้จะสั่งอะไรดี กินกาแฟเดี๋ยวใจสั่นอีก
เจอแฟนเก่าก็ไม่ใจสั่นเท่าดื่มอเมริกาโน เชื่อเถอะ คาเฟอีนมีผลมากกว่าคนรักเก่าเสมอ

หยิบหนังสือ ' ส้มจากซิซิลี รวมเรื่องสั้นแปลรางวัลโนเบล '
เพิ่งส่งถึงหอพักเมื่อเช้า แพ็คในซองสีน้ำตาลพร้อมกันกระแทกอย่างดี
ชอบเรื่อง ฆาตกร ของ เฮมิ่งเวย์ อ่านแล้วเห็นภาพและอ่านรวดเดียวจนจบ
คงต้องใช้เวลาในยามบ่ายอยู่กับหนังสือวรรณกรรม โกโก้ และบรรยากาศของสวนเล็กๆ
เป็นการเดินทางที่เหนื่อยหน่อย แต่พอได้เจอบรรยากาศเสมือนบ้าน
ระหว่างทางมันเลยกลายเป็นภาพจำที่สวยงาม 
บางครั้งหนังสือหนึ่งเล่ม ก็พาให้เราออกเดินทางไปสักแห่ง
ถ้าหนนี้แปลกหน่อย เพราะเดินทางมาเพื่อหาที่นั่งอ่านหนังสือ
และออกเดินทางอีกครั้งด้วยมวลหมู่อักษรในหนังสือเล่มที่อ่าน

Flowerpot Cafe
รามคำแหง กรุงเทพ 
๑๗ / ๙ / ๒๕๖๐

SHARE
Writer
Pratchawitdax
Reader&Writer
Writing Express

Comments