ริมฝั่งฉันอีกฟากหนึ่งเป็นเมืองเอ้อระเหย
....................................
.....

..

"บางทีพี่ก็อยากให้คนเราไม่รู้จักไอ้สิ่งที่เรียกว่าความโชคดีหรือความโชคร้ายอะไรแบบนั้น"
"พี่จะได้ไม่ต้องคิดมากไปกับมัน"
"ไม่ต้องเก็บมันเอามาคิดว่าชีวิตตอนนี้ดีหรือเปล่าอะไรประมาณนั้น"

มันก็เป็นแบบนี้แหละ
ความเร่งรีบของโลกใบนี้ไม่ค่อยจะใส่อะไรกับคนเอ้อระเหย
แล้วก็นิยามให้คนเอ้อระเหยนั้นอยู่ในอาณาเขตของคำว่า พวกขี้แพ้
ประมาณนั้น...

จริงๆ ฉันก็ด้วย ฉันน่าจะเป็นคนประเภทนี้ด้วยเหมือนกัน
ฉันถึงแอบมองเห็นบางเสี้ยวหนึ่งจากเขาระหว่างนั้น
ใบปลิวที่ถูกปฎิเสธ
ฟรีก็อปปี้ที่เมื่อเรายื่นออกไปแล้ว คนเหล่านั้นก็แค่เดินผ่านไป ไม่ได้สนใจอะไร
ฉันก็แค่คิดซะว่ามันเป็นงาน
ใช่ มันเป็นแค่งาน
แจกให้หมดแล้วก็รับเงิน

แต่แม่ง...
ทำไมมันเหมือนกับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและโคตรจะบั่นทอนจิตใจเลย

"แจกฟรีคะ แจกฟรีคะ"
มูลค่าของความฟรีนั้นไม่ได้ทำให้เกิดความต้องการในใครและใครเสมอไปนี่นะ
ความฟรีที่แท้จริงนั้นจริงๆ แล้วมันเต็มไปด้วยมูลค่าแอบแฝง
เพราะเนื้อในของมันต้องแสนแพง ใครเหล่านั้นถึงจะยอมรับว่านี่เป็นความฟรีที่ดีอย่างแท้จริง

..

"ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยเนอะพี่ เดี๋ยวนี้"
"ก็ปกตินะ อะไรที่ตกหล่นจากความเปลี่ยนแปลงของโลกก็จะไม่ค่อยเหลือความน่าสนใจให้อยากรับ"
"แต่พี่ก็ยังไม่เลิกทำ"
"อืม เหมือนเดิมแหละ ไม่มีอะไรที่อยากทำเลย ไม่มี"

คนเอ้อระเหย เอื่อยเฉื่อย
ไม่ได้คิดถึงความก้าวหน้า แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรที่แย่ไปกว่าวันนี้หรือวันพรุ่งนี้
ไม่มีความกระหาย
จริงๆ แล้วก็อยากที่ฉันบอก เพราะฉันมีสิ่งนี้ ฉันเลยรู้สึกว่าฉันเลยเข้าใจพี่เขา
แต่มันก็น่าจะเป็นแค่เพียงช่วงชีวิตตอนนี้เท่านั้นแหละ
ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้ไฟในการอยากทำอะไรสักอย่างมอดไหม้ลงไป
เหมือนกับพี่เขา...

"ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครอยากรับ แล้วก็ไม่มีให้เราแจกแล้ว พี่จะไปทำอะไรหรอ"
"ไม่รู้สิ แต่มันก็คงจะมีแหละ คงจะมีอะไรที่อยากจะทำต่อ อะไรก็ได้"

ไม่ว่าจะพบกันกี่ครั้ง พี่เขาก็จะไม่หลุดไปจากเสื้อผ้าสไตล์เดิมๆ ไม่สิ น่าจะชุดเดิมๆ ด้วยซ้ำ
ฉันเคยถามตรงๆ ว่าไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงวิธีการแต่งตัวหรอ
แต่ก็น่าจะได้คำตอบที่ใครๆ ก็น่าจะรู้ได้จากคนประเภทนี้

"...."
"เวลาที่พี่ตกรถไฟ ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจจะรู้สึกแย่ใช่ไหม แต่พี่ไม่ได้คิดอย่างนั้น
ไม่ได้รู้หรอกว่ารถคันนั้นจะขบวนสุดท้ายหรือเปล่า
แต่ถ้าพลาดเที่ยวนั้นแล้ว ก็จะใช้เวลาที่เหลือเดินเล่น หาอะไรทำรอขบวนต่อไป"
"แล้วถ้ามันไม่มีอีกแล้วล่ะพี่"
"...."
"ถ้ามันไม่มาอีกต่อไปแล้วล่ะ"

สิ่งแวดล้อมรอบข้างของเราเต็มไปด้วยความรวดเร็ว สวนกันไปมา
บางครั้งฉันก็แพ้กลางคืนที่เต็มไปด้วยเสาไฟที่ใช้หลอดสีส้ม
ดังนั้นฉันก็มักจะรีบเดินผ่านมันให้ไวที่สุด
เพื่อให้มันกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกอะไรบางอย่างในตัวฉันให้น้อยที่สุด

ถ้าโลกใบนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความโชคดีหรือความโชคร้ายที่ว่าจริงตามที่พี่เขาคิด
ก็ไม่ได้หมายความว่าโลกใบนี้จะไม่มีสิ่งอื่นเอาไว้เปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนเรานี่นะ
มันอาจจะเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่เคยเป็นใจสำหรับเขาหรือฉัน
แต่เขาก็น่าจะไม่รู้สึกแย่เหมือนกับฉัน

"ปกติพี่คิดถึงวันพรุ่งนี้หรือเปล่าก่อนจะนอน"
"คิดสิ"
"คิดยังไงพี่"
"ก็คิดว่าพรุ่งนี้จะเหมือนวันนี้หรือเปล่านะ ถ้ายังเหมือนวันนี้ วันต่อๆ ไปจะยังเหมือนกันอีกหรือเปล่า อะไรประมาณนั้น"
"ฟังดูแล้วเหมือนพี่ก็แค่ปลงสินะ"
"อืม"
"....."
"แล้วเธอล่ะ"
"คิดสิ คิดถึงวันพรุ่งนี้ที่ไม่เคยเหมือนกับนี้เสมอๆ แต่บางทีบางวันมันก็ไม่ยอมเปลี่ยนไปจากวันนี้ แต่ความหวังอะไรสักอย่างมันก็จะให้กำลังใจเสมอๆ น่ะว่าอีกไม่นานแกก็จะเปลี่ยนแปลง"
"....ดีจัง"

"...."
"บางทีพี่ก็เอ้อระเหยเกินไป เพียงแต่ว่าสำหรับพี่ สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องของการยอมแพ้น่ะ
เวลาได้เจอคนที่กำลังจะเดินออกไปจากชีวิต
มันก็มีบ้างนะที่รู้สึกว่า ทำไมเราไม่ไปแบบเขาบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วทำไมถึงยังอยู่ที่เดิมน่ะ"
(หัวเราะ)
"งั้นถามหน่อยสิว่าจะไปทำอะไรต่อ"
"หนูว่าหนู..."

จู่ๆ ทุกสิ่งในหัวของฉันก็ว่างเปล่า
จริงๆ แล้วฉันอยากทำอะไรหลายอย่าง แต่ทุกๆ อย่างนั้นเหมือนกับจะบอกให้ฉันรอคอยอีกสักหน่อย
รอจนกว่าตัวฉันจะมั่นใจในวันพรุ่งนี้อีกสักหน่อย
พอนึกถึงชานชาลารถไฟที่ว่างเปล่า
ถ้ามันเป็นยามค่ำคืนที่มากเกินพอแล้ว ฉันก็เศร้าใจในความพลาดรถไฟที่น่าจะเป็นขบวนสุดท้ายของวันนี้ไป
แล้วก็ใช้ช่วงเวลาที่ว่างเปล่านั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยว่าคืนนี้จะทำยังไงดี
ในขณะที่พี่อีกคนนั่นเอาแต่ยืนมองท้องฟ้า
แล้วก็เอาแต่คิดว่า โชคดีจังที่วันนี้พระจันทร์สวย
ฉัน....

".......อ๊ะ"
เราสองคนเดินผ่านมาที่กำแพงรกๆ ที่มีใบประกาศตามหาแมวหายถูกติดเต็มไปหมด
อะไรที่สำคัญในชีวิตเธอช่วงนั้นจู่ๆ ก็หายไป เธอคงกระวนกระวายน่าดู

"เศร้าเนอะ"
"...."
"แต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงเหมือนกัน ขอให้เขาเจอเนอะ"
"หนูไม่รู้ว่ามันจะเป็นการบั่นทอนกำลังใจหรือเปล่า แต่แมวบางทีมันก็ชอบหายไปจากเจ้าของเพราะไม่อยากให้เจ้าของเจอมันตอนตาย...."
"หรอ"

ฉันเก็บใบปลิวนั้นกลับมาด้วย
แล้วนั่งเปิดคอม คิดถึงสิ่งที่น่าจะต้องทำให้ระหว่างที่ความอยากทำอะไรหลายๆ อย่างของฉันนั้นหนีหายไปจากความรู้สึกของฉัน
ฉันกำลังคิดว่า เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก ฉันกับพี่เขาอาจจะไม่ได้เจอกันหลังจากที่ฟรีก็อปปี้เล่มนี้ประกาศกับพวกเราว่าเป็นเล่มสุดท้าย...

...

"พี่ หนูขอเฟซพี่ได้ไหม"
"อ๋อ ได้สิ"
"ถ้าจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับชีวิตพี่ หนูอยากจะรู้น่ะ"
"อืม งั้นพี่ต้องโพสบอกใช่ไหม"
"นิดนึงก็ได้นะ"


...
.


อีกฟากหนึ่ง
ค่ำคืนในเมืองที่เอ้อระเหยนั้นไม่เคยมืดมิด
แสงไฟของความอยากมีชีวิตของคนในเมืองนั้นสว่างเกินไป
ปกติแล้วเขามักจะเดินไปปิดผ้าม่าน
ไม่ให้แสงของคนมีไฟฝันกระทบเข้ามาภายในห้องนี้มากนัก
เขากลัว
เขากลัวที่จะต้องมองดูตัวเองในปัจจุบัน แล้วเปลี่ยนเทียบกับอายุที่มากขึ้น
แล้วเปรียบเทียบกับผู้คนที่เคยรู้จักกันที่อายุมากขึ้นไปด้วยกันคนแล้วคนเล่า

มันก็แค่หนีไปจากเราชั่วขณะเท่านั้นเอง
เขาคิดแบบนั้น แล้วก็ขยำใบประกาศตามหาแมว แล้วก็ขว้างลงถังขยะ
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ลงถังก็ตาม

...

ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่ง ถ้าเขาหรือเธอยังเลือกที่จะไม่ตายไปกับกระแสของเวลา
เขาหลับตา
แล้วคิดเหมือนทุกๆ คืน คิดถึงวันพรุ่งนี้ที่น่าจะแตกต่างไปจากวันนี้
พรุ่งนี้ที่น่าจะไม่เจอแมวตัวนั้นอีกต่อไปแล้ว
เขาหวังว่าเจ้าของจะทำใจได้

แล้วก็หลับไป

....

(ภาพปกเรื่องจากงานของ Kwanchai Lichaikul : The Linement of Metrophere, 2016
ติดตั้งที่หอศิลป์กรุงเทพฯ)
SHARE
Written in this book
From the Inside of My Oldest Heart
จากหัวใจเสี้ยวเก่าในโลกก่อนหน้านี้ที่ยังมีอยู่
Writer
Itymtakhang
mind writer
There's a monster in your head. :) (From Monster - Slow Reverse)

Comments