AMY (2015)
เอมี่ ไวน์เฮ้าส์ ชื่อของหญิงสาวตัวเล็กๆ จากอังกฤษคนนึง โด่งดังเป็นพลุแตกหลังจากเธอออกอัลบั้มที่สองของเธอออกมาในปี 2006, อัลบั้ม Back to Black และเพลง Rehab นั้นเรียกว่าแทบจะกวาดทุกรางวัลที่ออกมาในปีนั้น รวมถึง Grammy Award

ในตอนนั้นเธอเพิ่งจะอายุ 23 เท่านั้นเอง

สื่อทั้งหมดทั่วโลก ต่างหันเลนส์กล้อง ไมโครโฟน และแสงแฟลชไปยังหญิงสาวคนนี้

แต่ดูเหมือนว่ายิ่งชื่อเสียงของเอมี่มากขึ้นเท่าใด กราฟชีวิตของเธอก็ค่อยๆ ตกลงมากขึ้นเท่านั้น ทั้งเรื่องของแอลกอฮอล์ ยาเสพติด ชีวิตส่วนตัว สุขภาพ และนั่นยิ่งทำให้สื่อต่างๆ เล่นข่าวของเธอหนักขึ้นไปอีก

สิ่งต่างๆ ค่อยๆ แย่ลงและแย่ลงสำหรับหญิงสาว จนสุดท้ายแล้ว หญิงสาวผู้มากพรสวรรค์คนนี้จากโลกนี้ไปแค่ในวัย 27 ปี ทิ้งเพลงต่างๆ ให้โลกนี้ไว้เพียงไม่กี่สิบเพลง, น้อยมาก น้อยมากจนเกินไป

โลกดูเหมือนจะโศกเศร้าที่เธอจากไป แต่ไม่มากนัก
เพราะไม่มีใครเศร้าใจให้กับคนที่ทำลายชีวิตของตัวเองจากยาเสพติดได้อย่างสนิทใจ

นั่นดูเหมือนจะไม่ยุติธรรมเลยสำหรับเอมี่ ไวน์เฮ้าส์

หลังจากหลายปีที่เธอจากไป หนังสารคดีเรื่อง AMY ของอาซิฟ คาพาเดีย ได้ช่วยฉายมุมมองอีกมุมในชีวิตของศิลปินสาวคนนี้ ภาพและฟุตเตตนับพันชั่วโมง และบทสัมภาษณ์ของคนรอบข้าง ได้ค่อยๆ เผยให้เราได้พอรู้ว่า เพราะเหตุใดเอมี่ ไวน์เฮ้าส์ ถึงได้จบชีวิตลงแบบนั้น

ถ้าให้พูดล่ะก็ เธอเป็นคนที่น่าสงสารและอ่อนแอมากเกินกว่าที่จะดำรงอยู่ในโลกที่โหดร้ายใบนี้ได้

เรื่องเปิดขึ้นมาด้วยเสียงร้องของเอมี่ ไวน์เฮ้าส์ที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน เธอร้องหนึ่งในเพลงที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก, "Happy birth day to you" ให้กับใครสักคนนึง แต่สิ่งที่เรารู้ผ่านเสียงของเธอในตอนนั้นคือ เธอมีพรสวรรค์ และเธอมีความสุขมากเพียงใด

หากแต่ชีวิตของเธอไม่ได้ราบเรียบแบบนั้น เธอเป็นเด็กผู้หญิงเชื้อสายยิวตัวเล็กๆ ผู้ถูกทำลายด้วยพ่อของเธอตั้งแต่เด็ก พ่อของเอมี่คบชู้ตั้งแต่เอมี่เพิ่งเกิด แล้วก็ปล่อยค้างคาอยู่แบบนั้นจนกระทั่งเธออายุ 9 ปีถึงได้หย่่าร้าง เธอโตมาเป็นเด็กวัยรุ่นที่เรียกได้ว่าแหลกเหลว เธอมั่วเซ็กส์ สูบบุหรี่ และทำอีกหลายอย่างที่เธอเองก็ดูจะควบคุมมันไม่ได้

หากแต่ทั้งหมดก็ไม่สามารถบทบังพรสรรค์ทางด้านดนตรีของเธอได้ เสียงร้องและความหลงใหลในเพลงแจ๊สของเธอได้หลอมรวมกับชีวิต และพาเอมี่ ไวน์เฮ้าส์เข้าสู่ธุรกิจดนตรี

สิ่งหนึ่งที่เราบอกได้จากหนังเรื่องนี้ทั้งหมดคือ การเดินทางของเธอนั้นถูกถ่ายทอดออกมาในเพลงของเธอเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะอัลบั้ม Back to Black นั้นคือ ประสบการณ์ที่เกือบฆ่า หรือฆ่าจิตวิญญาณของเธอไปแล้วครั้งหนึ่ง ไม่แปลกใจที่เพลงเกือบทั้งหมดจะแทรกด้วยเหตุการณ์ที่เธอบ่อนทำลายชีวิตของตัวเองมาอย่างไร

"Rehab", "You Know I'm No Good", "Back to Black", "Love Is a Losing Game",
"Tears Dry on Their Own", "Wake Up Alone"

ชื่อเสียงที่เข้ามาหาเธอนั้น ไม่มีใครคาดหวังกับเธอไว้ขนาดนั้น ไม่แม้แต่ตัวของเธอเอง เธอไม่ใช่คนที่บอกกับตัวเองว่าฉันจะต้องได้รางวัล Grammy ตั้งแต่อายุ 12 เหมือนกับเทเลอร์ สวิฟท์

เธอรับมือกับมันไม่ได้ ครอบครัวและคนรักของเธอค่อยๆ กลายสภาพเป็นภาระทางจิตใจของเธอ ความมีชื่อเสียงทำให้เธอค่อยๆ ถอยตัวออกจากความเป็นศิลปินไป เพื่อนๆ ที่เธอรักหายไปทีละคน ไม่แปลกเลยที่หญิงสาวจะหันหน้าให้กับแอลกอฮอล์และยาเสพติด มันเป็นทางออกของคนที่ไม่มีทางออกเกือบทุกคนบนโลกใบนี้

ผมเชื่อว่าการเล่นเพลงในอัลบั้ม Back to Black ซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น ยิ่งทำให้ภาพเก่าๆ และความเศร้าที่เหมือนจะผ่านพ้นไปแล้วยิ่งกลับมาหลอกหลอนเธออีก

หนึ่งในภาพฟุตเตตที่สำคัญที่สุดในหนังเรื่องนี้คือ เมื่อชื่อของเธอถูกประกาศออกมาดังๆ ว่าเธอเป็นผู้ชนะรางวัล Grammy ในปีนั้น สายตาของเธอไม่ได้เป็นสายตาของผู้ที่มีความสุขที่สุดในโลก

แต่เป็นสายตาที่เจือไปด้วยความกลัวจับใจ

พรสวรรค์ของเธอนั้นกลายเป็นคำสาปไปแล้ว มันเลยจุดที่จะย้อนทุกสิ่งกลับไปได้ โดยที่เธอไม่สามารถทำอะไรกับมันได้อีกแล้ว จนกระทั่งวันสุดท้ายในชีวิตของเธอ

AMY เรื่องนี้นั้นไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อแก้ต่าง หรือให้เหตุผล หรือแม้กระทั่งชี้ตรงๆ ว่ามันเป็นความผิดของใครที่ทำให้ชีวิตของหญิงสาวผู้มากพรสวรรค์ ต้องกลายเป็นโศกนาฏกรรมไป

แต่ทำให้เราเข้าใจเธอ และการตัดสินใจของเธอมากขึ้น

อีกสักนิดก็ยังดี

I cheated myself
Like I knew I would
I told ya I was troubled
You know that I'm no good
SHARE

Comments