ข้อคิดดีๆจากการเข้าพบนักจิตวิทยา
ขอบอกก่อนเลยว่า เรื่องนี้เป็นบันทึกการเข้าขอคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาครั้งเเรก เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราประทับใจเเละได้ข้อคิดใหม่ๆในการใช้ชีวิต หากใครกำลังประสบปัญหาความคิดมาก ความวิตกกังวล อยากให้ลองอ่านดูค่ะ :)



เริ่มเลยคือบุคลิก ลักษณะนิสัยของเราเป็นคนคิดมาก วิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตเเละอดีต ซึ่งค่อนข้างมากกว่าคนปกติทั่วไป กล่าวคือไม่สามารถหยุดคิดได้เลย จะคิดวนอยู่ในหัวตลอดเวลา ใจสั่น เเละร้องไห้บ่อย


ก่อนหน้านี้เราไม่ได้คิดว่ามันเป็นปัญหา เลยปล่อยไว้อย่างนั้น จนวันหนึ่งมันเริ่มหนักขึ้น ยิ่งเราเป็นคนชอบคาดหวังอยู่เเล้ว เเน่นอน เวลาผิดหวัง มันเจ็บปวด เราเริ่มควบคุมอาการคิดนั้นไม่ได้ จนถึงขั้นไม่อยากอาหาร เเละนอนไม่หลับ เป็นภาวะที่ค่อนข้างเเย่พอสมควร


เราเป็นคนเเคร์สิ่งรอบข้าง บุคคลที่เราสนิทหรือสัมพันธ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือเเม้เเต่เเฟน เราเเคร์ เราใส่ใจทุกสิ่งทุกอย่าง เวลาทำอะไร เราก็กลัวว่า เอ เขาจะรู้สึกไม่ดีกับเราหรือเปล่า พูดง่ายๆ เราไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราไม่ดี น่ารำคาญ หรือไม่น่าคบหา เราตัดสินเองโดยเสร็จสรรพว่าเขาคิดอย่างนี้ เเต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้



เราเข้าพบนักจิตวิทยาที่ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยของเราเอง ซึ่งพึ่งเปิดบริการให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา ตอนเปิดเพจครั้งแรกเราก็กดถูกใจเอาไว้ คิดว่าต้องมีซักวันหนึ่งเเหละ ที่เราจะต้องพึ่งพาเขา


เเละเเล้ววันนี้ก็มาถึง เราตัดสินใจนัดพี่นักจิตวิทยาในเพจของโครงการ เมื่อเลิกเรียนในคาบเช้าเสร็จ เราก็ไปตามเวลาที่นัดหมาย


ห้องให้คำปรึกษาถูกจัดตามหลักจิตวิทยา สีเขียวอ่อนให้ความสงบเเละผ่อนคลาย ส่วนพี่นักจิตวิทยาก็นั่งฝั่งตรงข้ามเรา เว้นระยะห่างให้พอดี


พอเเนะนำตัวกันเสร็จสรรพ เขาก็จะเริ่มถามคำถาม โดยเริ่มจาก"ไหน เป็นอะไรมา มีเรื่องกังวลใจอะไรถึงมาปรึกษากับพี่"

เราเงียบไปซักพัก ก่อนจะเริ่มเรียบเรียงความคิดในหัว เเละพูดออกไปถึงปัญหาที่เราเผชิญ เราก็เล่าว่า เราเป็นคนชอบคิดมากนะ ชอบกังวล จนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้เราเริ่มหนักคิด เริ่มระเเวง เริ่มกลัวสิ่งต่างๆรอบตัวว่ามันจะเปลี่ยนไป


เขาพยักหน้าเเละเริ่มเจาะลึกขึ้นเรื่อยๆว่า "เคยมีประสบการณ์ หรือปัญหาอะไรมั้ยที่เราคิดว่ามันหนักสำหรับเรา สิ่งที่เรากลัวมากที่สุดคืออะไร"เราชั่งใจเเละทบทวนอยู่พักหนึ่ง ว่าเรากลัวอะไร เราจึงตอบไปว่า "กลัวการเปลี่ยนแปลงของคนๆหนึ่ง" 

เขาจึงเริ่มถามต่อ "เเสดงว่าเราเคยมีประสบการณ์ที่มันฝังใจเเละทำให้เรากลัวใช่มั้ย เรากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีก" เราก็พยักหน้า ใช่ เรากลัว เราไม่ชอบการเปลี่ยนเเปลง เพราะเราคาดหวังในตัวคนๆหนึ่งมากเกินไป พอผิดหวัง เลยเจ็บปวด


ขณะนั้น เราเเละพี่ได้พูดคุยกันเยอะมาก เราจะพยายามดึงส่วนที่เราพอจำได้ อาจจะไม่ปะติดปะต่อกันซักเท่าไหร่นัก เเต่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เเละทำให้เราอยู่บนฐานแห่งความจริง



อย่างเเรก เรื่องการคาดหวัง เเน่นอนว่าเมื่อเรารักใครซักคน ไม่จำเป็นต้องเป็นเเฟน อาจจะเพื่อน พี่ น้อง ครอบครัว ด้วยบุคลิกของเราเอง เมื่อเราถูกใจกับสิ่งๆหนึ่ง เรามักจะให้เขาไปเต็ม100% โดยที่ไม่สนว่าเขาจะให้กลับมาเท่าไหร่ เราให้เขาไปเต็มก่อนเเล้ว โดยที่เราอาจจะไม่รู้จักตัวตนของเขาดีพอ เขาจะเป็นอย่างไรเราไม่สน เราให้เต็มไปก่อน


ซึ่งถามว่าดีมั้ย ก็อาจจะตอบได้ว่าดีในระดับหนึ่ง เเต่ในความเป็นจริงต้องดูด้วยว่า "เขาให้เรากลับมาเท่าไหร่ เท่าที่เราให้เขาไปมั้ย เราให้ใจเขา เราคาดหวังในตัวเขาว่าเขาจะต้องเป็นอย่างที่เราคาดหวังนะ เราให้ไปเต็มในส่วนของเรา เราก็อยากได้กลับคืนในส่วนนี้บ้าง แต่จริงๆเเล้วมันไม่ใช่ เขาอาจจะให้เรามาเเค่ 50% โดยที่เราให้ไปเต็มร้อย เเน่นอนว่าเราเสียเปรียบ เป็นเราที่ผิดหวังเสียเอง" 



เราคาดหวังในตัวคนๆหนึ่งมากเกินไปหรือเปล่า เราหวังว่าจะให้เขาเป็นเหมือนสิ่งที่เราคิด เเต่พอผลออกมา ดันตรงกันข้าม แล้วใครกันล่ะ ที่เสียใจ เพราะเรากำลังคาดหวังในสิ่งที่มันจับต้องไม่ได้



"การที่เรารักใครซักคน ควรรักในสิ่งที่ตัวตนของเขาเป็นจริงๆ ไม่ใช่รักในสิ่งที่เราคาดหวังอยากจะให้เขาเป็น เพราะนั่นคือความต้องการ ไม่ใช่ความรัก"


เเล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ ไม่ให้ผิดหวังเเละรับมือกับความเจ็บปวดเเละการเปลี่ยนเเปลงนั้นได้ เราอาจจะบอกว้าเราเตรียมใจเเล้ว เเต่เมื่อวันหนึ่ง ทุกอย่างมันพัง เราก็ร้องไห้เสียใจอยู่ดี ทั้งๆที่เราเตรียมใจไว้เเล้ว เพราะอะไรกันล่ะ ?



เพราะว่าเรา"เตรียมใจ" เเต่ไม่ได้ "เปิดใจ"

 สมมติวันนึง เราเตรียมใจว่า วันนี้เราจะต้องเสียใจนะ พอเหตุการณ์นั้นมาถึง เราดันร้องไห้ฟูมฟาย นั่นเป็นเพราะว่าเราไม่ได้เปิดใจให้กว้าง เราไม่ให้อภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่ยอมทำความเข้าใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มีคาดหวังต้องมีผิดหวัง บางครั้งเราก็ต้องยึดตามเหตุผล ไม่ใช่เเค่ความรู้สึก นั่นเเหละคือการเปิดใจ 



เรื่องที่สอง ความคิดมากเเละความวิตกกังวล


พี่นักจิตวิทยาบอกเราว่า เราเป็นคนที่ยึดติดกับอดีตเเละอนาคตมากเกินไป จนลืมสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเราตรงนี้ คือปัจจุบัน คือสิ่งที่เราจับต้องได้ เเต่เรายังไปคิดซ้ำๆเกี่ยวกับเรื่องที่จบไปเเล้ว ผ่านไปเเล้ว มันอาจจะไม่มีประเด็นอะไรตรงนั้น แต่เราก็ยังไปขุดคุ้ยเเละตั้งคำถามว่าทำไมซ้ำๆ ทั้งๆที่มันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เหมือนกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เราก็กลัวเเละตัดสินใจมันไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้เเน่ๆ เเต่ในเมื่อเราไม่ทำปัจจุบันให้ดี อนาคตมันก็คงไม่ดีใช่มั้ย เหมือนกับการอ่านหนังสือ เรากลัวสอบตก เเต่ถ้าเราไม่อ่าน มันก็ต้องสอบตก เปรียบเทียบกันง่ายๆเลย


ส่วนอดีต เรากลัวว่ามันจะซ้ำรอยเดิม เราจึงพยายามทำทุกวิถีทางไม่ให้มันกลับไปเป็นเหมือนเเต่ก่อน จนกลายเป็นว่า เราพยายามมากเกินไปจนเราเหนื่อย จนกลายเป็นว่าเราหวาดระเเวง เรากลัว เราไม่เชื่อใจคนตรงหน้าเรา กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่ง




เรากลัวคนๆหนึ่งจะเปลี่ยนไป เเต่อยากให้คิดให้ดีนะ ว่าเขาเปลี่ยนไปเพราะเรา หรือเขาเปลี่ยนไปเพราะตัวเขาเอง ถ้าเขาเปลี่ยนเพราะตัวเอง นั่นก็เป็นสิ่งที่เราห้ามไม่ได้ เเละก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป


เเละมีประโยคหนึ่ง ที่เขาพูดขึ้นมาเเล้วเราชอบมาก


"เรากลัวว่าคนอื่นจะเปลี่ยนไป เเต่คนที่อยู่ข้างๆเราอย่างเพื่อนหรือครอบครัว ก็กลัวว่าเราจะเปลี่ยนไปเหมือนกัน เขายังรอวันที่เราจะกลับมาเป็นเราคนเดิมอยู่นะ"



เราหันไปมองหน้าเพื่อนที่อยู่ข้างๆแล้วยิ้มให้ เออเนอะ ยังมีเพื่อนดีๆอยู่ตรงนี้ทั้งคน ทำไมเราต้องไปใส่ใจอะไรที่มันทำให้ชีวิตเราเเย่ด้วยล่ะ



เรื่องสุดท้าย คือการเป็นคนที่เเคร์เเละใส่ใจคนอื่นมากเกินไป พี่เขาบอกว่า จริงๆเเล้วมันดีนะ กับการที่เรามีนิสัยเเบบนี้ น้อยคนที่จะเป็นแบบเรา แต่แน่นอนว่ามากไปมันก็ไม่ดี เเละจะเป็นเราที่ทุกข์



เปรียบง่ายๆ เราทำตัวเปรียบเสมือนฟองน้ำ ซึมซับทุกสิ่งทุกอย่าง สังเกตไหม เมื่อมันซึมซับน้ำมากๆ มันจะหนัก เหมือนกับการที่เราคอยเเคร์คนอื่น เเละเก็บเอาเรื่องต่างๆมาคิดมากเกินไป ก็เป็นตัวเรานั่นเเหละ ที่เเย่ซะเอง

ในขณะเดียวกัน


คนประเภทนี้ก็เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ คนส่องเเสงสว่างให้คนรอบข้าง ใส่ใจคนอื่นๆโดยที่ไม่สนว่า เขาต้องการแสงเหล่านั้นหรือเปล่า บางทีเขาอาจจะไม่ต้องการมันเลยก็ได้ เเละก็มีแต่เราที่ร้อนรนเสียเอง เพราะต้องคอยส่องเเสงให้คนอื่น โดยที่ไม่ได้สนใจตัวเราเองเลย

สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องใส่ใจและเเคร์มากที่สุดคือตัวเราเอง ที่ผ่านมาเรามัวเเต่กังวลกับอดีตเเละอนาคต ไม่สนใจปัจจุบัน สนใจคนอื่น ไม่สนในตัวเอง เมื่อคิดได้เช่นนี้เเล้ว ก็อยากให้กลับมามองดูตัวเราเองบ้าง ว่าหลงเหลือความเป็นเรามากเเค่ไหน คอยเเต่วิ่งตามคนอื่นจนตัวเราเองถูกบิดเบือน



ควรเลิกถามว่าทำไมๆซ้ำๆในสิ่งที่ไม่มีคำตอบ เเต่หันมาฉุกคิดว่า เมื่อไหร่ที่เราจะกลับมาเป็นตัวของเราเองจริงๆเสียที คนที่ร่าเริงคนเดิม คนที่หัวเราะเเละมีรอยยิ้มในทุกๆวัน ไม่ใช่ร้องไห้เวลาเจอเรื่องเล็กๆน้อยๆ เราอยากให้ตัวตนของเราเเบบนั้นกลับคืนมา ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเเค่ไหน แต่ก็อยากให้รอยร้าวเหล่านั้น หายไปให้เร็วที่สุด เราจะได้บอกกับคนอื่นว่า วันนี้ฉันมีความสุข โดยที่ไม่ต้องหลอกตัวเองเสียที :)






ปล.การเข้าพบนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิดนะคะ เป็นประโยชน์ซะด้วยซ้ำ หากใครมีเรื่องทุกข์ใจหรือกังวลใจ เเนะนำให้ไปพบเลยค่ะ ไม่ต้องกลัว บางครั้งเขาอาจจะเข้าใจเหตุเเละผลของสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากกว่าเราเสียอีกนะ :)  



SHARE
Written in this book
writeandlife
Writer
m-petitefille
Survivor
1997 l Silpakorn นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร

Comments

Karukawa39
3 years ago
เข้าไปกับเพื่อนได้ใช่ไหมคะ จริงๆเราอยากไปตั้งแต่มีโครงการแรกๆเลย ก็ยังไม่มีโอกาสและยังกลัวๆอยู่ พออ่านอันนี้แล้วทำให้เราเริ่มกล้าอยากจะไปลองคุยดู เพราะ อาจจะช่วยอะไรเราได้บ้าง ...
Reply
m-petitefille
3 years ago
ได้ค่าาาาา ตอนแรกเพื่อนเราจะรอข้างนอก แต่เขาให้เพื่อนเข้าไปด้วยก็ได้ เพราะเขาก็ถามนะว่าเราเป็นอย่างไร ประมาณนี้ค่าา ลองดูค่ะ ช่วยได้จริงๆ เเต่ต้องนัดก่อนด้วยนะคะ