การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากการจากหาย
คิดว่าหลายๆคนคงจะเคยพบประสบการณ์ที่ว่า ทำไมคนที่เราสนิทมาตลอดไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรัก หรือคนใกล้ตัว เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเราค่อยๆโตขึ้นๆ
ทำไมเรื่องบางเรื่องที่แต่ก่อนเราคุยได้ทุกเรื่องกลับกลายเป็นว่าเขาเริ่มปลีกไม่ยอมคุยด้วย
หรือทำไมเรื่องบางเรื่องที่เขาไม่น่ามาพูด กลับพูดออกมาราวกับเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่เมื่อก่อนเขาก็ไม่เคยเป็น ทุกวันนี้เราก็สงสัยกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับเราอยู่ทุกวันๆอยู่จนเริ่มสงสัยว่าหรือว่าเป็นเรากันแน่ที่เปลี่ยนไป

เรื่องของเรื่องมันเริ่มทุกครั้ง
ทุกครั้งที่เราเริ่มย้ายไปอยู่จากสังคมหนึ่งเป็นอีกสังคมหนึ่ง...เสมอ เราเชื่อว่า หลายๆคนก็คงจะเป็นหรือคล้ายๆแบบเรา
ตั้งแต่สมัยที่เราย้ายจากโรงเรียน ไปเป็นมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเราได้คุยกับเพื่อนสนิทบางคนอยู่เราถามเพื่อนว่า ที่ม.มันเป็นอย่างไร แล้วเราต่างก็แลกเปลี่ยนสังคมของมหาวิทยาลัยที่ต่างคนต่าง ตอนนั้นจำไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ว่าคุยอะไรกันไป แต่รู้ว่า ก็เล่าเรื่องสังคมประเพณีแปลกๆของม.ตัวเองกันเสมอ จนซักพัก การบ้านวิชาและหน้าที่ที่เหล่าบรรดาอาจารย์ได้แจกจ่ายมา ต่างฝ่ายก็เริ่มยุ่งก็เลยต้องมุ่งหน้ายุ่งกับงานของตัวเองกันไป ฮะๆๆๆๆ ชาติปีดีหน ถึงจะคุยกับเพื่อนม.ปลายกันบ้าง แต่เวลาที่เขานัดไปเที่ยวหรือนัดเลี้ยงกลุ่ม เราไปไม่ได้เลยเพราะการสอบของมหาวิทยาลัยเราไม่เหมือนของชาวบ้าน กลายเป็นว่า ตอนไหนเราว่า เพื่อนไม่ว่าง ช่วงนั้นด้วยความที่เราไม่ได้ไปไหนเลย เราก็เลยได้แต่คุยกับเพื่อนในมหาลัย และก็เพื่อนในกรุ๊ปบอร์ดที่เราเล่นอยู่ เท่านั้น

เราก็ยังคิดเสมอว่า ถึงเราจะไม่ได้คุยกับเพื่อนม.ปลายแบบเหมือนเมื่อก่อนที่มันมาทักบ้าง เราไปทักบ้างแล้ว แต่เราคิดว่ามันเห็นเราเป็นคนในกลุ่มเสมอ ถึงเราก็รู้สึกถึงความห่างไปเรื่อยๆก็ตาม

จนวันที่เราโดนเชิญไปงานรับปริญญาของเพื่อนในกลุ่มคนนึง ตอนนั้นก็มีกลุ่มที่สนิทอยู่ด้วย แต่เมื่อตอนไปถึงแล้วถ่ายรูปด้วยกัน เราเห็นพวกเขายืนด้วยกันพร้อกับเพื่อนที่รับป. เรานึกว่าจะถ่ายกลุ่มของเราสมัยม.ปลายกัน แต่พอเราเข้าไปร่วมเฟรม เพื่อนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนั้นบอกว่า
"แก ขอโทษนะคือเราจะถ่ายกันแค่เฉพาะกลุ่มเราน่ะ"
แล้วเราก็เดินออกไปอย่างโดยดี โดยเพื่อนที่เชิญเรา ก็ไม่ได้ว่าอะไรกับเพื่อนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มคนนั้น
อ่า....รู้สึกเหมือนโดนอะไรซักอย่างฟาดกลางหน้าผากเรา บางที เขาอาจไม่ได้นับเราเป็นคนในกลุ่มแต่แรก มิน่าทำไมถึงไม่ชวนเราตอนหลังๆแล้วพอตอนเจอครั้งแรกถึงไม่ค่อยถามอะไรเราเท่าไหร่ ในระหว่าง4ปีที่ผ่านมาตอนนั้น คงมีการเปลียนแปลงหลากหลายกับในกลุ่ม แต่ความหน้าชาตอนนั้นก็ไม่อะไรมาก เราพอเข้าใจอยู่ เพราะ ตัวเขาก็ค่อยๆห่างจากไปจากเราแต่แรก พอถ่ายรูปแยกอะไรเสร็จก็เลยตัดสินใจจะไม่ไปร่วมงานรับป.เพื่อนคนไหนต่อ เพราะไม่อยากรบกวนเพื่อนคนอื่นให้รู้สึกทะแม่งๆว่ามาคนเดียวทำไม 

ความเปลี่ยนแปลงรอบที่2 เริ่มเกิดขึ้นอีกหน กับเพื่อนในกรุ๊ปบอร์ด และมันก็เริ่มเมื่อพวกเขาส่วนใหญ่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัย ...แน่นอน ในกลุ่มนั้นเราเป็นพี่ใหญ่สุด เอาจริงๆเหตุนี้ก็เกิดก่อนเหตุการณ์1น่ะนะ พอคนเราเริ่มโต ก็แน่นอนว่าความคิดอย่างอิสระบางอย่างก็เริ่มเข้าโดยไม่บอกกล่าว ให้เรารู้เรื่อง ลางของเรามันแม่นยิ่งกว่าใดๆตอนที่เราสังเกตบางอย่าง จนกระทั่งพวกเขาเลือกการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาต้องการ และแน่นอนว่า ตอนนั้นคำพูดของเรา ไม่ว่าจะพูดแบบไหน หลักฐานมีมากเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครเชื่อ 

เพียงแค่เพราะเราไม่มีมือถือที่มีกล้อง เล่นเนตได้ เลยไม่สามารถถ่ายรูปให้ดูว่า ที่เรามีอยู่ มันคือของจริง เราจะขอแม่เราได้อย่างไร ในเมื่อแม่เราไม่ชอบเทคโนโลยี ทำได้มากสุดก็แค่บอกได้ทางMSN และในfacebook

และคนที่ปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงนั้น คือคนสำคัญที่เราวางใจที่สุด คนที่อยู่ข้างกายที่สุด เพียงแค่ 6เดือน ....6เดือนที่ตั้งแต่คนนั้นเขาเข้าไปในสังคมของมหาวิทยาลัยของเขา และเขาเริ่มหายตัวไป ในขณะที่เราก็ยุ่งกับการเตรียมตัวเรียนจบปีสุดท้าย มันทำให้เขาเลือกที่จะปฏิวัติเรา เลือกที่จะไปคนละเส้นทางกับเราด้วยเหตุสั้นๆคือ...เขาทรยศความซื่อสัตย์ที่เขาเคยมีต่อเราโดยไม่รู้ตัวทางจิตใจลึกๆ หรือบางที...
เขาอาจรู้ตัวเพียงแต่ไม่อยากให้เรารู้มากกว่า...

เหตุครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ชนิดว่า มันลามไปถึงบอร์ดอีกบอร์ด

และลามไปทำให้ความสัมพันธ์ของบอร์ดอีกบอร์ดรุ่นเราตอนนั้นพังทลาย และยากที่จะเชื่อมได้ จนหัวหน้าบอร์ดนั้น ตีตรากากบาทเลยว่า ขอเป็นกฎต้องห้าม ห้ามให้คนนั้นเข้ามาที่บอร์ดอีก ต่อให้เขาพยายามจะเข้ามา เขาจะไม่ต้อนรับ คุยได้ ทักได้ แต่ถ้าให้เข้ามา เขาจะไม่ยอมเด็ดขาด

และความเปลี่ยนแปลงนี้ ต่อให้หัวหน้าคนนั้นบอกว่า เราไม่ได้ทำความผิด แต่ความยุ่งยากทั้งหมดทั้งปวงมันก็คือเรา ทัั้งหมด เพราะเราคือต้นเหตุที่ไม่สามารถแก้ไขผลพวงที่เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ตราบาปก็คือตราบาปที่ทำให้หัวหน้าบอร์ดนั้นเสียความรู้สึกเสียความเชื่อใจ จนตัวหัวหน้าคนนั้นนิสัยเปลี่ยนไปจากที่เชื่อมั่นสดใสและกล้าต่อทุกอย่าง เขากลับเป็นคนเงียบคิดเยอะและไม่ค่อยบอกอะไรกับใครเท่าไหร่ ราวกับเก็บงำความลับทุกอย่างไว้คนเดียว

คนๆนั้นก็เช่นกัน หลังจากที่เลือกทางที่เขาต้องการไปแล้ว เขาก็เปลี่ยนไปมาก ราวกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเรา มันไม่เคยเกิดขึ้น .....ความจำทุกอย่าง หายไปราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น และตัวเขาเลือกที่จะไม่สงสัยกับความจำที่หายไปเป็นช่วงๆ เราไม่เข้าใจเลยว่า เขาทำใจกันได้อย่างไรกันกับความจำที่หายไปชนิดหายเป็นปี โดยทีไม่สงสัยใดๆขึ้นมา นิสัยที่เป็นคนไม่คิดมาก จุกจิกแค่ไหนก็ไม่เหน็บคนอื่นไปทั่ว เล่างุบงิบกับเราก็พอ เอาแต่ใจแค่ไหนก็ไม่วีนให้คนอื่นรอบข้างต้องยินยอม และยกยอ นิสัยแบบนั้นมันหายไปหมด...ราวกับคนละคนเลยก็ว่าได้

หากการเปลี่ยนแปลงขั้นพีค ในครั้งนี้ มันจบในชีวิตเราแล้ว มันก็คงดี

แต่อย่างที่บอก เมื่อไหร่ก็ตามที่เราย้ายไปจากที่หนึ่ง ไปอีกที่หนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงครั้งที่3เริ่มเกิดขึ้น เมื่อเราย้ายจากเรียน ไปทำงาน ในขณะที่คนอื่นพอเรียนจบ ก็เรียนต่อ แต่เราคิดว่าเราอยากไปหาคำตอบที่แน่นอนก่อน เพราะเราหัวช้า ถ้าให้เทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนจบใหม่ๆเรากับเพื่อนกลุ่มในมหาวิทยาลัยก็คุยกันตลอด และเพราะงานเราเป็นงานกวดวิชา ทำให้เราไม่สามารถลางานวันเสาร์อา.ได้ ถึงที่ทำงานเก่า จะเลือกวันหยุดได้ แต่วันอา. นั้นแม่เราขอให้เราช่วยทั้งทำและสอนการบ้าน รวมทั้งวันดีคืนดีก็ติวสอบให้น้อง ดังนั้น เราจึงไม่สามารถไปเที่ยวด้วยตัวเองคนเดียว หรือกับเพื่อนได้เลย กว่าเราจะได้เที่ยวเหมือนชาวบ้านบ้างจริงๆจังๆก็ตอนมาทำงานประจำที่ปัจจุบัน แต่ ที่ทำงานปัจจุบัน หยุดวันจ.

และแน่นอนว่า เวลาก็ไม่ตรงกับเพื่อนกลุ่มมหาวิทยาลัยอีกละ ยิ่งช่วงหลังๆ เราได้รับงานและความคาดหวังของทีมเจ้านายหนักมาก และจากแม่กับน้อง ซึ่งไม่มีความต่างเรื่องความคาดหวังนั่นเลย 
เราได้แต่มองเห็นเพื่อนเราเกาะกลุ่มด้วยกัน
คุยกัน ถึงจะอยู่ต่างภาค
ในขณะที่เรากลายเป็นคนห่างคนไกล
ที่แทบจะไม่ปรากฎตัวในเวลาที่คนทั่วไปอยู่กัน
การเปลี่ยนแปลงในใจของแต่ละคน มันก่อเกิดจนไม่รู้สึกตัวกันไป 

จนสุดท้าย วันที่พวกเพื่อนเราเรียนจบ ก็ยังดี ที่เพื่อนกลุ่มในมหาวิทยาลัย ยังไม่ทำให้เรารู้สึกแย่ตอนไปถ่ายรูปรับป. ถึงจะไม่ได้มารวมตัวกลุ่มถ่าย ถ่ายเดี่ยวแยกกันไปตามความสะดวก แต่ก็ยังดี

และพอมาถึงตาเราตัดสินใจเข้าไปเรียนบ้าง เพื่อนเราทั้งกลุ่มในมหาวิทยาลัย ต่างก็ไปทำงาน แต่งงาน มีลูก เลยกลายเป็นว่าก็เกิดความห่างอีกครั้ง จนเดี๋ยวนี้ เจอกัน มากินข้าวด้วยกันก็จริง แต่กลับกลายเป็นว่า ต่างฝ่ายต่างเงียบ ไม่สามารถเปิดประเด็นได้เหมือนเมื่อก่อน ที่ว่าเป็นยังไง ดูหนังเรื่องนี้ไหม 

ถึงการเปลี่ยนแปลง มันจะเกิดอย่างไม่สิ้นสุด ถึงตัวเราอยากจะให้ทุกอย่างยังคงสภาพให้เหมือนเดิมมากที่สุด แต่...

เพราะหน้าที่ของแต่ละคน
เพราะความคิดของแต่ละคนที่ได้พบเจอกับสิ่งที่ตอนนั้นเราไม่ได้อยู่ด้วย
รวมทั้ง เพราะสถานภาพในเวลานั้นของแต่ละคน
ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไปจนเค้าเดิมแทบจะไม่มี
สิ่งที่ทำได้มากสุดคือ ใจกว้างให้มากๆ
เป็นกำลังใจให้เวลาเขามีเรื่อง
และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกที่สนิทเหมือนครั้งก่อน 
นั่นคือเหตุที่เวลาที่ใครหลายๆคนเจอเรา มักจะถามคำถามเราว่า
เราดูไม่เปลี่ยนไปเลยนะ จากมองภายนอก
รวมทั้งนิสัยเก่าๆ ก็ยังไม่มีวี่แววจะเปลี่ยน
ยังกับดอเรียน เกรย์ ซะงั้นละ
ที่ต่อให้ผ่านไปสิบกว่าปี ก็ยังเหมือนเดิม

บางคนก็คงอยากจะต่อว่าเราละ ว่า ทำไมไม่พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นๆละ
ไม่ใช่ว่าเราไม่พัฒนา เรากล้าพูดมากขึ้น กล้าตัดสินใจในสิ่งทีควรจะทำมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่เราก็คิดเยอะว่าควรจะทำดีไหมหรือไม่ควรทำเยอะขึ้นเช่นกัน
เพียงแต่เราแค่กลัวว่า เค้าเดิมของความเป็นเราจะเปลี่ยนไป
เราเลยพยายามที่จะไม่เปลี่ยนไปมาก และไม่อยากให้ทุกคนไม่สบายใจในการเล่าเรื่องอะไรก็ตามเหมือนก่อนหน้านั้น

หากเพื่อนคนไหนอ่าน กลับมาคุยกับเราได้
เราอาจจะดูง่อย ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ไม่เหมาะที่จะปรึกษาใดๆ
หรือเสียเวลาคุย แต่ยังไงเราเป็นเพื่อนของพวกคุณเสมอนะ
มีปัญหาอะไร เล่ามาเถอะ

รักเพื่อนทุกคนเสมอ

creditภาพ: http://www.the-faith.com/featured/ramadan-chance-change/
SHARE
Writer
S_Machale
Writer
Shh.... Please be silent and read this secret.

Comments

takumacheerup
3 years ago
ภาพหน้าปกสวยจัง ^ ^
Reply
S_Machale
3 years ago
ขอบคุณมากค่ะ  ^^/
Nancysiriwan
3 years ago
เศร้าจังคะ ตอนนี้หนูเรียนป.ตรี เพื่อนหนูตอนสมัยม.ปลาย ไม่ได้คุยกันเลยคะ :(
Reply
S_Machale
3 years ago
แฮะๆ..ขอโทษที่ทำให้เราเศร้าไปนา ทุกคนล้วนมีหน้าที่ต้องจัดการก่อน เลยจำให้ต้องห่างไกลไป ยังมีบางกลุ่มที่เขายังอยู่จนเรียนจบก็มีนา อย่าพึ่งน้อยใจคิดมากไปนา อืมมมม ลองไปทักเขาตอนเราว่างๆ ทิ้งข้อความ แล้วก็ให้เขาตอบตอนที่เขาสะดวกดูนะ ^^