งานที่สำคัญกับเราไม่ใช่งานแรก แต่เป็นงานสุดท้าย
“เฮ้ย! ลาออกจากงานเลยดีกว่า!”
 
ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ผมได้ยินพนักงานบริษัทกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งบ่นปรับทุกข์กัน เพื่อนผมที่เป็นคนตกงานได้ยินสิ่งที่พวกเขากำลังพูดเช่นกัน จิบเบียร์พลางบ่นให้ผมฟังว่า อย่างน้อยพวกนั้นก็ยังได้เขียนใบลาออก ไม่ใช่ใบสมัครที่ไร้ค่าของตัวเขา

เชื่อว่าในตอนนี้หลายๆ คนกำลังลำบากใจว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับงานที่ทำอยู่ ลาออกเพื่อหาเส้นทางชีวิตใหม่ดีหรือไม่ หรือทำต่อไปเพื่อหวังในความก้าวหน้าและมั่นคง เพราะในสังคมการทำงานที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน คนที่อยากลาออกและไม่อยากทำงานคงมีไม่น้อยทีเดียว

ทั้งที่ตอนแรกที่เราได้หางานทำได้แล้วนั้น อาจรู้สึกหายใจคล่องขึ้น เบาใจที่การเงินไม่มีปัญหาแล้ว แม้ว่าทีทำอยู่จะไม่ใช่งานที่ฝันไว้จากที่เคยตั้งไว้สมัยเรียนเลยก็ตาม แต่เรื่องของรายได้ก็ถือว่าน่าภูมิใจ ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครั้งที่ได้ตื่นเช้าแต่งตัวออกไปทำงานวันแรกยังแจ่มชัดในความทรงจำ แต่มีพนักงานใหม่จำนวนไม่น้อยที่บ่นว่า ยิ่งนานเท่าไหร่การปรับตัวให้เข้ากับองค์กรก็ยิ่งไม่เป็นอย่างที่คิด น่าเบื่อและเหนื่อยล้า

แม้จะปลอบใจตัวเองอยู่ตลอดว่าสมัยนี้งานหายาก มีงานให้ทำก็ดีแค่ไหนแล้ว แต่บ่อยครั้งเราก็มักจะไขว้เขวไปกับความหนักใจจากงานที่ทั้งเร่งด่วนและทำไม่ได้หลายๆ เรื่อง
 
ความยากลำบากในการเข้าทำงานในองค์กรที่ต้องการ เป็นหนึ่งในสาเหตุของความเครียดของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ นี่เป็นปัญหาของสังคมและยุคสมัย ในแต่ละปีมีบัณฑิตจบใหม่จำนวนมากกำลังมองหางาน และคาดหวังว่าจะได้ตำแหน่งงานดีๆ ในบริษัทใหญ่ๆ ที่มีอยู่จำกัด แต่ในทางกลับกัน การลาออกจากก่อนกำหนดของพนักงานใหม่ที่อุตส่าห์ฝ่าฟันเข้าไปทำงานในบริษัทชั้นนำก็มีไม่น้อยเลย

ผมเคยคุยเรื่องนี้กับรุ่นพี่เมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ตอนนี้เป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่ เขาแสดงความคิดเห็นว่า “ดูเหมือนคนรุ่นใหม่จะเอาความเครียดสมัยเรียนมาใช้กับที่ทำงานด้วย เป็นผลต่อเนื่องจากการที่คิดว่าเมื่อผ่านช่วงลำบากสมัยมัธยม จะสบายเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย แต่กลับต้องลำบากกับการเรียนมากกว่าเดิม ไหนจะต้องวิจัย ทำรายงาน ก็เลยหวังต่ออีกว่าเรียนจบแล้วจะออกไปทำงานอย่างสบายใจ แต่ต้องมาเจอกับปัญหามากขึ้นไปอีก และค้นพบว่าเมื่อทำอะไรพลาด จะไม่มีโอกาสแก้ตัวเหมือนเมื่อครั้งเป็นนักเรียน”

ชีวิตคนทำงานไม่มีใครที่จะราบรื่นไปตลอด พนักงานรุ่นใหม่จำนวนมากสร้างความเครียดขึ้นมาหลังจากที่ผ่านวัยเรียนและการเตรียมตัวสมัครงานมาแล้ว แต่เมื่อคิดว่ายังไงก็ต้องหางานให้ได้ แม้ว่าจะเป็นบริษัทที่ไม่ชอบก็ต้องคว้าก่อน จึงทำให้ยิ่งเครียดหนัก 

หัวหน้างานหลายๆ คนมักบอกว่าคนหนุ่มสาวเดี๋ยวนี้มีความอดทนต่ำ ขาดทักษะในการปรับตัว ในขณะที่คนที่ลาออกจากงานก็บ่นทำนองว่าบริษัทใช้งานหนักเกินไป ซึ่งถ้ามองเปิดใจกว้างๆ จะพบว่าวัฒนธรรมองค์กรหลายแห่งมีความเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ คนเดียวมักจะแบกภาระเท่ากับคนสองคน อีกทั้งเมื่อมีใครตกงานเรามักจะมองว่านั่นเป็นเรื่องโชคร้าย แต่ผมคิดว่าคนที่ทำงานเกินกำลังก็ถือเป็นโชคร้ายเหมือนกัน

ค่านิยมของยุคสมัยที่เปลี่ยนไปก็มีผล เมื่อก่อนจะมีทัศนคติว่าเมื่อเข้าทำงานที่ใด องค์กรจะเปรียบเสมือนครอบครัว การละทิ้งต่อหน้าที่และไม่มีความอดทนถือว่าไม่มีความสามารถ แต่ในปัจจุบันนั้นคนทำงานรุ่นใหม่เมื่อได้งานที่ไม่เป็นอย่างที่หวัง ก็พร้อมจะยื่นใบลาออกทันที

บางคนก็พยายามเสาะหาแต่บริษัทชั้นนำอันดับหนึ่ง เพราะเกิดจากการยึดติดกับตารางจัดอันดับ ดังนั้นเมื่อได้งานที่เป็นตัวเลือกรองลงมาก็มักจะผิดหวัง และต่อให้ได้งานตามที่หวังก็ใช่ว่าจะไม่พบความลำบากหรือเบื่อหน่าย สุดท้ายก็ผิดหวังซ้ำเข้าไปอีก

ถ้าจะให้แนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร หรือควรลาออกเมื่อใด คงยากที่จะให้คำตอบรูปแบบเดียวออกมา เพราะสุดท้ายแล้วมีแต่ตัวเราเองเท่านั้นที่รู้ดีว่า ความต้องการในงานที่ใช่นั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร 

สิ่งที่ตัวเรารักจริงๆ นั้นคือ สิ่งที่พาเราไปสู่ที่ที่ดีกว่า เติมเต็มจิตใจและนำพาความสุขมาให้ และคำถามที่เราต้องตอบตัวเองคือ ตอนนี้กำลังสนใจสิ่งใดอยู่ การตอบคำถามนี้จะช่วยให้เรามองเห็นตัวเองได้มากขึ้น และค้นพบตัวเองที่แท้จริง
 
แต่งานที่รักและช่วยพาเราไปสู่ชีวิตที่ดี คงไม่เกิดขึ้นได้ในวันเดียว ต้องก่อร่างสร้างตัวทีละขั้น การยื่นใบลาออกด้วยเหตุผลที่ว่าทำไม่ไหว บ่งบอกว่าขาดความรับผิดชอบ เพราะคนเรามักประเมินศักยภาพตัวเองเกินจริง แถมคาดหวังเลื่อนลอยว่า สามารถทำงานที่ใหม่ได้ดีกว่าที่เดิม ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยทำ นั่นเป็นเพราะหลังจากหันหลังให้กับวัยเรียนและได้รับความอิสระครั้งแรก ทุกคนต่างวาดฝันถึงชีวิตในที่ทำงาน แต่เมื่อเผชิญกับความกดดันและความเร่งรีบ จึงเกิดจินตนาการถึงการลาออก

ความจริงแล้วเรื่องนี้เราควรคิดให้รอบคอบตั้งแต่ตอนสมัครงาน แต่ปัจจุบันการหางานนั้นยากลำบาก คนส่วนใหญ่จึงเลือกสมัครงานอย่างไม่ลังเลใจ คิดว่าแค่ขอมีงานทำก็พอ แต่ในขณะเดียวกันการลาออกอย่างไม่ลังเลก็มีมากมาย เข้าใจได้ว่านั่นเป็นอารมณ์หุนหันพลันแล่น แต่ลองคิดถึงว่านั่นอาจเป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายกับชีวิตได้

เราอาจต้องประเมินความฝันในมุมกว้างมากขึ้น ไม่ใช่การหนีที่เลื่อนลอย แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าตัวเองจะเติบโตและก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างเข็มแข็ง กำหนดช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ เตรียมตัวให้พร้อมเสมอ รอจังหวะและโอกาสที่จะบอกตัวเองว่า

ถ้าไม่ใช่สิ่งที่รักจงไป ถ้าไม่ไปก็ให้จงรัก
 
เพราะงานที่สำคัญกับเราไม่ใช่งานแรก แต่เป็นงานสุดท้ายในชีวิตที่เราได้ทำ

 
SHARE
Writer
TAKUYA1091
Writer and Designer
...Welcome to Introspection Area...

Comments

cestploy
2 years ago
โครตโดนนน
Reply