SET ME FREE … กุญแจดอกนั้นคือเธอ
A BAD DAY ต่อให้วันที่แย่ๆของใครจะเลวร้ายแค่ไหน มันก็จะผ่านไปใน 24 ชั่วโมง
แต่  BAD DAYS ของเธอมันกินเวลายาวนานเกือบเจ็ดปีเต็ม เทียบเท่ากับ 2555 วัน หรือ 6 1 3 2 0 ชั่วโมง


ในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งที่อเมริกา ผู้หญิงเอเชียหัวดำตัวเล็กบอบบางอายุย่างเข้าวัยรุ่นตอนปลาย หน้าตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและโศกเศร้าแต่ในแววตาของเธอกลับฉายแววมุ่งมั่นของนักสู้ เธอคอยปาดน้ำตานองหน้าที่ไหลออกมาไม่หยุด เดินงกๆเงิ่นๆไปหยิบแผนที่ของเมืองที่เธออยู่เพื่อหาพิกัดการเดินทางไปที่ศาล เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศาลอยู่ที่ไหน เธอสอบถามพนักงานที่ร้านจนมั่นใจ ซื้อแผนที่ กำมันไว้แน่น แล้วรีบเดินขึ้นรถบึ่งออกไปศาลเพื่อให้ทันคู่กรณี


1 7 5 2 0

เธอพยายามรวบรวมสติ ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ... เธอทะเลาะกับสามีอเมริกันของเธอบ้านแทบแตก ... เกิน 24 ชั่วโมงแล้วที่เธอยังไม่เห็นหน้าลูกน้อยที่เพิ่งจะผ่านวันเกิดหนึ่งขวบมาได้ไม่กี่วันของเธอ เธอเริ่มแปลกใจตั้งแต่ที่ไม่เห็นลูกอยู่ที่บ้านหลังจากเธอกลับมาจากทำงาน สามีเธอบอกว่าฝากลูกไว้ที่บ้านญาติ แต่จนตกดึกแล้วก็ยังไม่มีวี่แววที่ญาติของเขาจะพาลูกมาคืน หนำซ้ำสามีเธอยังเข้าไปรื้อตู้เอกสารและยึดพาสพอร์ทของเธอไป แล้วบอกเธอว่าคืนนี้จะฝากลูกไว้ที่บ้านญาติ

หญิงสาวเริ่มโวยวายว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องเอาพาสพอร์ทของเธอไป แล้วเธอต้องการให้ลูกกลับมาบ้านทันทีคืนนี้ หญิงสาวรู้สึกได้ถึงความผิดปรกติอย่างน่ากลัว เธอเริ่มห่วงความปลอดภัยของตนเองและลูก

เธอแย่งโทรศัพท์กับสามีและโทรเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ รถตำรวจสามคันมาถึงบ้านภายในห้านาที เธอเล่าเหตุกาณ์ทั้งหมดให้ตำรวจฟัง ตำรวจสั่งให้สามีเธอคืนพาสพอร์ท และเชคไปที่บ้านญาติของเขาเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กปลอดภัยและอยู่ที่นั่นจริงๆ ก่อนกลับออกไปเจ้าหน้าที่ตำรวจกำชับกับเธอและสามี ให้ยืนยันว่าคืนนี้ทั้งคู่สามารถอยู่ร่วมบ้านกันได้โดยจะไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น ถ้าพรุ่งนี้เช้าญาติเขายังไม่เอาลูกมาส่งคืนก็ให้เธอแจ้งตำรวจได้ทันที

มันเป็นคืนที่ทรมานที่สุดกับการรอคอยนับวินาทีให้ถึงเช้า แล้วเธอก็ได้เจอหน้าลูกตอนฟ้าสาง ญาติสามีพาลูกกลับมาส่งที่บ้าน แต่ไม่ทันไรเขาก็ให้ญาติอุ้มลูกทำท่าจะพาออกไปอีก หญิงสาวพยายามขัดขวางยื้อยุดว่าเขาทำแบบนี้ไม่ได้ เธอจะโทรแจ้งตำรวจอีกครั้ง

สามีตอบกลับเธอด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า

เขากำลังจะไปศาลเพื่อขอหมายศาลห้ามไม่ให้เธอเข้าใกล้ลูกเพราะเป็นอันตราย เขาให้ทนายยื่นฟ้องหย่าเรียบร้อยแล้ว เขาจะเป็นผู้ดูแลลูกฝ่ายเดียว ด้วยเหตุที่ว่า เธอเป็นแม่ที่จิตไม่ปรกติชอบทำร้ายร่างกายลูก
 
เหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัวใจ เธอรู้สึกชาไปทั้งตัว ทำไมจู่ๆเธอก็กลายมาเป็นจำเลย แล้วเธอนี่นะทำร้ายลูกตัวเอง

ไม่มีคำใดที่จะอธิบายอาการของเธอตอนนั้นได้ ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เธองงไปหมด คำถามมากมายผุดขึ้นมา เธอพยายามคิดว่าต้องทำอะไรต่อไป
 
ศาล!!   ใช่ เธอต้องไปศาลเดี๋ยวนี้!!

แล้วเธอก็รีบขับรถออกไปทันที ถึงจะยังไม่รู้ว่าศาลอยู่ที่ไหน แต่เธอก็พร้อมไปตายเอาดาบหน้า ... รู้เพียงอย่างเดียวว่าเธอจะไม่ยอมให้ใครเอาลูกไปจากเธอแน่!!

...

จากการพูดคุยกับทนายทำให้เธอเข้าใจอาการของสามีเธอว่ามันเป็นอาการ Control Freak ตั้งแต่เธอคลอดลูกออกมา สามีเธอก็เริ่มมีอาการที่ต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา ซึ่งน่าจะมาจากอาการ Anxiety Disorder (ความกลัว กังวล นอยย์ กับบางสิ่งบางอย่าง มากจนเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตตามปรกติ) 

เขากลัวจนขึ้นสมองว่าเธอจะพรากลูกไปจากเขา เธอไม่รู้ว่าเขาเกิดความคิดนี้ได้อย่างไร แต่ถ้าจะให้เดา เธอคิดว่ามันคงมาจากการล้มเหลวในชีวิตแต่งงานของเขาครั้งก่อน ทำให้เขาไม่มีความเชื่อมั่นและเชื่อใจในชีวิตคู่ และอาจจะได้รับข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับการหอบลูกหนีของผู้หญิงเอเชีย เขาจึงทำทุกทางที่จะเอาลูกไปจากเธอก่อน และพยายามทำให้เธอออกจากงานให้ได้ เพื่อจะได้พึ่งพาเขาอย่างเต็มตัวซึ่งง่ายต่อการควบคุม ใครที่ฟ้องหย่าก่อนถือว่าได้เปรียบ การกล่าวหาอีกฝ่ายว่ากระทำเรื่องผิดร้ายแรงก็ถือว่าเป็นเกมส์สกปรกของการหย่าของคู่ที่ไม่ได้จากกันด้วยดี

หลังจากวันนั้นกับการขึ้นศาลครั้งแรกในชีวิต เธอแยกย้ายออกมาหาที่อยู่เอง เป็นเวลาเกือบสองปีเต็มที่ชีวิตของเธอต้องวนเวียนกับการขึ้นศาล พบทนาย พบจิตแพทย์เพื่อทดสอบว่าเธอเป็นโรคจิตตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ต้องให้สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์จากศูนย์พิทักษ์เด็กเยาวชนและให้มาตรวจสอบความเป็นอยู่ที่พักอาศัย และแน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาเคาะถึงประตูหน้าบ้านเพื่อสอบสวนเรื่องราวข้อเท็จจริง เพราะการทำร้ายเด็กถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากที่อเมริกา ... นอกจากตัวเธอเอง ลูกของเธอก็ต้องมีหมอและนักจิตวิทยามาตรวจสอบร่างกายและพฤติกรรมว่ามีอาการเหมือนเด็กที่โดนทำร้ายหรือไม่

จากการทดสอบและสอบสวนอย่างยาวนาน ในที่สุดผลสรุปก็ออกมา เจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์เด็กออกจดหมายสรุปว่าเขาไม่เชื่อว่าเธอทำร้ายลูกตัวเอง ผลการทดสอบจิตจากหมอก็ออกมาว่าเธอปรกติดี ส่วนตำรวจก็ไม่เชื่อและจากประสบกาณ์ของเขาเขาเชื่อว่ามันเป็นการใส่ร้ายในการฟ้องหย่า ผู้พิพากษาเลยสั่งให้เธอผลัดกันเลี้ยงลูกกับสามีไปจนกว่าการหย่าจะสิ้นสุด

นอกจากพลังกายและใจที่แห้งเหือดเหนื่อยล้า การเงินของเธอก็เริ่มย่ำแย่ เพราะเธอต้องทำงานน้อยลงเพื่อเอาเวลามาสู้คดี และเป็นที่รู้กันว่าค่าจ้างทนายนั้นแพงแสนแพง รวมทั้งค่าจิตแพทย์ ทำให้เธอใช้เงินเก็บของเธอไปเกือบหมด เช่นเดียวกับสามีของเธอ

นี่คงเป็นสาเหตุให้คลื่นลมเริ่มสงบลงบ้าง สามีของเธอทำการเจรจากับเธอว่าควรตกลงหย่ากันด้วยดี โดยที่เขาจะให้สิทธิในการเลี้ยงดูลูกกับเธอเท่ากัน ... เธอเองก็ไม่ได้อยากแย่งลูกไปจากสามีเธอตั้งแต่ต้น อย่างไรเด็กก็ควรจะเติบโตขึ้นจากการดูแลของทั้งแม่และพ่อ ถึงแม่และพ่อจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วก็ตาม ยิ่งยื้อเรื่องต่อไปก็มีแต่จะแย่กันทุกฝ่าย ทำให้เธอใจอ่อนยอมเซ็นใบหย่า ... ทั้งคู่แบ่งกันเลี้ยงลูกตามสัญญา เธอเริ่มปรับตัวกับชีวิตหย่าร้าง พยายามทำทุกอย่างให้กลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนปรกติ



3 4 9 4 4 

เธอผ่านบททดสอบแรกมาได้อย่างทุลักทุเล แต่ชีวิตคงไม่ต้องการให้เธอได้พักนานนัก บททดสอบที่สองที่สามจึงตามกันมาติดๆ ในเวลาไม่ถึงสี่ปี

อดีตสามีเธอฟ้องเธออีกครั้งในข้อหาว่าเธอทำร้ายลูกและต้องการสิทธิในการเลี้ยงลูกแต่เพียงผู้เดียว ดูเหมือนเขาจะโกรธที่เธอสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากเขา ... เธอต้องกลับไปตกนรกอีกครั้ง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่ยอมปล่อยให้เธอได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เธอเคยเห็นแต่ในละครน้ำเน่า ที่ว่า    ‘ถ้ากูไม่มีความสุขมึงก็อย่าหวังว่าจะอยู่อย่างเป็นสุข’   แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งชีวิตเธอจะกลายมาเป็นละครน้ำเน่าซะเอง

ความหนักหนาสาหัสไม่ต่างจากครั้งก่อน ...   เดจาวู!!   เธอกลับเข้าไปในขบวนการสืบสวนสอบสวน ทนาย ศาล ตำรวจ ผู้พิทักษ์เด็ก จิตแพทย์ รวมกับค่าใช้จ่ายมหาศาล เหมือนฝันร้ายเรื่องเดิม ...  แต่มันต่างกันตรงที่ครั้งนี้เธอเข้มแข็งและแกร่งกว่าครั้งก่อน เธอเริ่มคุ้นเคยกับบทบาทของการเป็นจำเลยและตัวละครที่เกี่ยวข้อง  โชคดีที่ผู้คนแปลกหน้าเหล่านี้กลับเห็นใจและเข้าใจเธอมากขึ้น ผลสืบออกมาก็ขาวสะอาดเหมือนเดิม เธอผ่านบททดสอบมาได้อีกครั้งกับความบอบช้ำที่ลดน้อยลง เพราะมันเจ็บจนชาชิน



4 3 6 8 0
 
เวลาผ่านไปไม่ถึงปี การฟ้องครั้งที่สามก็เกิดขึ้น ทุกอย่างเหมือนเดิม ข้อกล่าวหาเดิม ... ผลออกมาขาวสะอาดอีกครั้ง และครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและศูนย์พิทักษ์เด็กได้ตั้งธงแดงในเคสของเธอไว้ว่า ถ้าสามีเก่าเธอฟ้องเข้ามาอีกเหมือนเดิมก็จะมีการดำเนินคดีกับเขาแทน ... ส่วนเธอก็ไม่คิดที่จะฟ้องกลับเพื่อแก้แค้น  สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือให้เธอได้เลี้ยงดูลูกและมีชีวิตที่สงบสุขก็พอ



5 2 4 1 6
 
บทพิสูจน์ตอนจบก็มาถึง วันหนึ่งในเดือนธันวาคม เธอได้รับโทรศัพท์จากญาติของอดีตสามีให้ไปรับลูก ตั้งแต่นี่ต่อไปเธอจะเป็นคนเลี้ยงดูลูกคนเดียว อดีตสามีเธอป่วยหนักมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่ยอมให้ใครบอกเธอ บรรดาญาติของเขาก็ช่วยกันเลี้ยงลูกแทนในวันที่ลูกต้องอยู่กับพ่อ จนญาติๆสรุปกันว่าควรจะบอกข่าวนี้ให้เธอรับรู้

นับเป็นข่าวดีที่สุดในรอบหกปี ในที่สุดสงครามประสาทของการแย่งลูกก็ถึงจุดจบของมัน เธอถอนหายใจออกอย่างโล่งอก
 
ต่อให้เขาเป็นคนที่เธอเกลียดที่สุด แต่จากสภาพในวันที่เขาป่วยหนัก ความโกรธเกลียดในใจเธอก็มลายหายไป

หมอบอกว่าอดีตสามีเธอเป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย ถ้าใครเคยใกล้ชิดผู้ป่วยมะเร็งที่ใกล้เสียชีวิต จะรู้ว่ามันน่ากลัวและหดหู่แค่ไหน เขาผอมลงไปมากจนเนื้อแทบติดกระดูก ยังพูดได้บ้างเล็กน้อย ไม่มีแรงเดินหรือแม้แต่ยกแก้วน้ำดื่มด้วยตัวเอง

เขาเรียกเธอเข้าไปคุย ... เขาขอโทษกับทุกสิ่งที่ผ่านมา ขอให้เธอยกโทษให้เขา แล้วก็ขอกระดาษดินสอเพื่อเขียนจดหมายฉบับสั้นๆให้กับลูกเท่าที่สติสัมปชัญญะเขาจะสามารถ มันเป็นข้อความที่ซาบซึ้งและเศร้าที่สุดจากพ่อคนหนึ่งที่กำลังจะจากไปถึงลูกน้อย
 
เธอไม่เหลือความเคืองแค้นใดต่อไป เธอขออโหสิกรรมให้กับทุกอย่างที่เขาทำกับเธอ หรือที่เธอได้ทำกับเขา อย่างน้อยเขาก็เป็นพ่อของลูก ถึงเธอจะรู้สึกโล่งใจ แต่เธอก็รู้สึกเสียใจแทนลูกที่ต้องสูญเสียพ่อ ... เธอเริ่มต้นบทบาทหน้าที่แม่เลี้ยงเดียว ทุกวันหลังเลิกงานและไปรับลูกที่โรงเรียน เธอก็จะพาลูกไปเยี่ยมพ่อของเขาที่โรงพยาบาลทุกวัน



6 1 3 2 0
 
ไม่ถึงสามเดือน เขาก็จากไปอย่างสงบ ... สุดท้าย เจ็ดปีที่ทรมานของเธอก็ปิดฉากลง ทิ้งไว้แต่ซากปรักหักพังของความทรงจำ
 
ถึงอดีตที่เจ็บปวดได้จบลงแล้ว มันก็ใช่ว่าชีวิตจะเป็นฟ้าหลังฝน หญิงสาวรู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและไม่ได้โปรยไปด้วยกลีบกุหลาบ กับหน้าที่ของแม่เลี้ยงเดียว ยังมีความเหนื่อยยากลำบากและอุปสรรครออยู่ข้างหน้า แต่มันก็เป็นหน้าที่ที่เธอเต็มใจและมีความสุขที่จะเผชิญกับมัน

บทเรียนชีวิต มันทำให้เธอเข้มแข็งขึ้น โตขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น นอกจากมันจะเป็นวันร้ายๆที่ผ่านเข้ามาและไม่มีวันที่จะลืม เธอยังรู้สึกขอบคุณมันด้วยซ้ำ ที่มันทำให้เธอเป็นเธอในวันนี้ เธอเชื่อว่าทุกเรื่องแย่ๆ มันมักจะมีแง่มุมดีๆแฝงมาด้วยเสมอ 
 

ปล.  
แผลสดที่สยดสยองในชีวิต วันหนึ่งมันก็จะกลายเป็นแผลเป็นที่ดูน่าเกลียดน่ากลัว บางคนอาจรู้สึกเจ็บแปล๊บเพียงแค่แตะเบาๆ ... บางคนก็รู้สึกอายคอยปกปิดไม่อยากให้ใครเห็นแผลเป็นนั้น ... บางคนคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องเปิดโชว์ให้ใครดู ... หรือบางคนพยายามที่จะลืมถึงกับต้องไปทำศัลยกรรมตกแต่งเพื่อลบมันออก

ไม่ต่างอะไรกับแผลเป็นคีลอยด์ก้อนใหญ่ที่เด่นเป็นสง่าอยู่กลางหลังของฉัน ตอนเด็กที่ฉันตกเก้าอี้แล้วโดนตะปูที่เก้าอี้เกี่ยวเนื้อหลุดจากความซนของฉันเอง ฉันแผดเสียงร้องทุกครั้งตอนที่แม่ราดน้ำยาทำความสะอาดแผลลงไป ... ถึงเวลาผ่านมาเนิ่นนานแค่ไหนก้อนเนื้อปูดก้อนนั้นก็ยังคงอยู่เตือนใจในที่เดิม ถึงมันจะไม่เจ็บและฉันก็ไม่ได้ใส่ใจมันเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยลืมว่ามันยังอยู่ตรงนั้นและจะตายไปพร้อมกับชีวิตฉัน

มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะกล้าเอาเรื่องแย่หรือเรื่องล้มเหลวในชีวิตโดยเฉพาะชีวิตคู่มาเปิดเผยให้ใครๆเปิดอ่าน แต่ฉันต้องการจะวัดใจตัวเองว่า ... วันนี้ ... ฉันจะกล้าแตะแผลเป็นนั้นหรือไม่ ฉันจะกล้าพอที่จะหยิบเสื้อคว้านหลังลึกมาใส่เฉิดฉายนอกบ้าน โดยที่ไม่ต้องแคร์และรู้สึกกังวลกับสายตาหรือคำวิจารณ์ของใครที่จะมองมาเห็นแผลเป็นที่หลังของฉัน ถึงแม้หลังของฉันจะไม่สวยเนียนใสเหมือนหลังนางงามก็เถอะ
 
ไม่ว่าคุณจะถูกผูกมัดด้วยโซ่ตรวนของอดีตจากใครก็ตาม แต่จะมีกุญแจเพียงดอกเดียวที่จะสามารถปลดล็อคพันธาการนั้นออกได้ นั่นก็คือใจของคุณเอง

 
...
Credit Photo by MILKOVÍ

SHARE
Writer
WriteOutLoud
ก็แค่อยากเขียน
ก็แค่คนคนหนึ่ง ที่มีความสุขในสิ่งที่อยากทำ https://www.facebook.com/justwriteoutloud/

Comments

GMinds
2 years ago
คุณจิ๋วเข้มแข็งมากเลย จีเองก็ผิดหวังเรื่องชีวิตคู่ซ้ำๆจนทำให้ป่วย เจอมรสุมชีวิตหนักหน่วงหลายครั้ง แต่สุดท้ายเรื่องราวแย่ๆในชีวิตที่เราผ่านมามันก็ทำให้เราได้รู้ว่าเราเข้มแข็งมากแค่ไหน และมันทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโต แข่งกร่งมากขึ้นเนอะ 
Reply
WriteOutLoud
2 years ago
ใช่ค่ะ ในที่สุดทุกอย่างก็จะผ่านไป ช่วงเวลานั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าเราอ่อนแอหรือเข้มแข็ง รู้แต่ว่าเราต้องผ่านมันไปให้ได้ :)