When You Had a Bad Day
 
อดทนเวลาที่ฝนพรำ 
เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเพลงฤดูที่แตกต่าง หนึ่งในซิงเกิลฮิตตลอดกาลของเบเกอนี่มิวสิก ค่ายเพลงอารมณ์ดีของคุณบอย โกสิยพงศ์ ที่เล่าเปรียบเทียบชีวิตของคนกับฤดูต่างๆ มีทั้งสุขเศร้า คละเคล้ากันไปเช่นเดียวกับฤดูหรือสภาพอากาศ ที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา คล้ายกับสำนวนฝรั่งที่ว่า Every cloud has a silver lining (เมฆทุกก้อนย่อมมีแสงระเรื่อของพระอาทิตย์ซ่อนอยู่)

ฟ้าครึ้ม 
เชื่อว่าชีวิตของเราทุกคนต้องเคยผ่านวันแย่ๆ มาบ้าง ใครหน้าไหนจะเกิดมาชีวิตดีได้ทุกวันกัน สำหรับผมในตอนเด็ก วันแย่นั้นเรียบง่ายมาก เพียงแค่ตื่นมาไม่ทันดูเจ้าขุนทองตอนเช้า โลกก็พร้อมจะพังทลายลงตรงหน้าแล้ว 

พอโตขึ้นมาหน่อย วันเหล่านั้นมักจะวนเวียนอยู่กับปัญหาสุขภาพ เพราะเป็นคนขี้โรคพอประมาณ หนึ่งในวันที่ดราม่า คือผมไม่สบาย ปวดท้องหนัก นอนอ่อนแรงอยู่ที่เก้าอี้โยก ตกค่ำ แม่ต้องออกไปซื้อกับข้าวและของจำเป็น พ่อเองก็ยังไม่กลับบ้าน ระหว่างที่อยู่ในห้องคนเดียวก็เกิดคลื่นไส้อยากอ้วกขึ้นมา เด็กอนุบาลคนนี้ก็ต้องแบกสังขารตัวเองไปห้องน้ำ พลางเอามือป้องอ้วกที่อ๊อกออกมาหยดเลอะตามทาง คิดดูสิครับว่ามันสิ้นหวังแค่ไหน ทั้งปวดท้อง กลัว เหงา เสียใจ มันแย่เสียจนผมจำฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้ 
 
วันเหล่านั้นเกิดขึ้นง่าย แต่ก็อันตธานหายไปได้ไวพอๆ กัน เจ้าขุนทองรอฉายตอนใหม่ในวันรุ่งขึ้น การป่วยจนแอดมิดทำให้ได้หยุดเรียนและได้ดูทีวีตอนบ่าย แฮปปี้จะตาย

กระแสลมเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะปัดเป่าฟ้ามืดครึ้มให้เคลื่อนย้ายไปที่อื่น ฟ้าจึงกลับมาเปิดได้ไม่ยาก

โหมกระหน่ำ 
เติบโตจึงได้รู้ความจริงอีกขั้น วันทุกข์เราซับซ้อนและเข้มข้นมากขึ้น ยิ่งกระทบจิตใจมากเท่าไร ก็ยังยิ่งสาหัสมากเท่านั้น ผมสังเกตว่าวันเย่ๆ เหล่านั้นมักจะเกิดจากคนอื่นเป็นสาเหตุเสียด้วยซ้ำ สำหรับวันสุดห่วยในวัยผู้ใหญ่ ผมยกให้สองวันนี้ครับ

"วันที่ครอบครัวมีปัญหา" 
พอมาเจอกับตัวเองแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไม่เด็กเขาถึงมีปัญหากัน คือเราโตเป็นควายขนาดนี้แล้ว ยังส่งผลกับตัวตนและความรู้สึก ในระดับที่ว่าความเครียดจากการสอบการทำแลป มันเทียบกันไม่ติดจริงๆ เย็นวันนั้นที่ความเศร้ามันเอ่อล้น แบบควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมต้องคว้ามือเพื่อนวิ่งออกมากจากฝูงคน ไปยังที่รโหฐานแล้วปล่อยโฮออกมาแบบควบคุมตัวเองไม่ได้ มันเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ต้องให้เพื่อนปลอบอยู่ร่วมชั่วโมง กว่าร่างกายจะกลับมาควบคุมจิตใจได้อีกครั้ง

"วันที่ความฝันซึ่งเต็มไปด้วยความหวังถูกปฏิเสธ"
ต้องเป็นคนเข้มแข็งขนาดไหน ถึงจะทนกับคำปฏิเสธได้ซ้ำๆ ซากๆ ผมมักจะถามตัวเองด้วยคำถามเวลาทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ด้วยความฝันของเราที่ฉีกออกมาจากสายการเรียนที่จบ โอกาสในสายงานที่ต้องการก็ค่อนข้างที่จะแคบ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่โอกาสเปิดมาถึง ผมก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถ และก็มักจะเผลอฝันเฟื่องไปไกลอยู่เสมอ วันนั้น หลังจากผ่านเข้าไปจนถึงรอบสุดท้าย ผมก็ถูกปฏิเสธอีกครั้ง

การเข้าใกล้แค่ไปไม่ถึงไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย เรารู้อยู่แก่ใจว่าท้ายที่สุด จะมีเพียงคนเดียวที่ถูกเลือก ซึ่งพอปรากฏว่าคนคนนั้นไม่ใช่เรา มันก็เดินทางมาถึงจุดที่ผมมานั่งนึกกับตัวเองว่า แล้วเราจะแขวนสิทธิ์ในการดีใจไว้กับคนอื่นที่เขาไม่เห็นว่าเราคู่ควรไปทำไมกัน

เหนื่อย ฉันเหนื่อยเหลือเกิน 

พายุเข้าแต่ละครั้งทั้งนานและยิ่งรุนแรงขึ้น ไม่มีท่าทีว่าฝนจะหยุดตกง่ายๆ เหมือนสมัยเด็กแล้ว 
 
แดดส่อง 
ถึงมันจะเป็นวันแย่ๆ แค่ไหน มันก็เป็นแค่เพียง "วัน" จริงไหมครับ สุดท้ายแล้วมันก็จะผ่านไปด้วยกันทั้งนั้น พักกายให้มาก แล้วเพียงปล่อยให้เวลาเป็นตัวทำละลาย ไม่ว่าจะแย่แค่ไหน เชื่อว่ามันก็น่าจะหายได้เองตามธรรมชาติ

หรืออีกทาง อันนี้ส่วนตัวผมใช้แล้วได้ผลนะ มันคือการใช้ Logic approach หรือการคิดอย่างวิเคราะห์ถึงอุปสรรคที่เรากำลังเผชิญอยู่ สาเหตุมันคืออะไร แล้วทำอะไรถึงจะคลี่คลายสาเหตุเหล่านั้น ถ้ามันซ่อนเงื่อนเสียจนจับต้นจนปลายไม่ถูก ให้ท่องประโยคนี้ในใจออกมาดังๆ ครับ
 ปัญหาที่แก้ได้ สิ่งนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาที่แก้ไม่ได้ ก็ไม่ปัญหาอีกเหมือนกัน
มันเป็นประโยคที่แม่พูดกับผมสมัยไปบวชเณรปฎิบัติธรรมช่วงปิดเทอม แล้วความสว่าง สะอาด สงบกำลังจะทำให้ผมสติแตก ตอนแรกได้ฟังก็กรอกตาใส่โยมแม่ พูดอะไรปัญหาๆ วกๆ วนๆ แต่พอมานั่งนึกทำความเข้าดูแล้ว มันเปิดตาเราเหมือนกันนะครับ

ดั่งท่อน bridge ของเพลงฤดูที่แตกต่างได้กล่าวเอาไว้ 
“อย่าไปกลัวเวลาที่ฟ้าไม่เป็นใจ
อย่าไปคิดว่ามันเป็นวันสุดท้าย
น้ำตาที่ไหลย่อมมีวันจากหาย
หากไม่รู้จักเจ็บปวด ก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ”

วันไหนที่ทุกข์มาก จงดีใจ เพราะฟ้าหลังฝนที่สดใสกำลังใกล้เข้ามาแล้ว : )


บทความนี้เขียนเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม
“Dare You To Write…Bad day : วันนั้น ฉันไม่ลืม”
#Badday 
#Springbooks 
#Storylog

SHARE

Comments