ผู้หญิงมุสลิมผู้ร่วมมือกับโบสถ์คริสต์ ทำอาหารเลี้ยงคนยากไร้มาตลอด 30 ปี
Sabariah Hussein ผู้หญิงมุสลิมจากมาเลเซียวัย 70 ปีเรียนรู้เรื่อง "การให้" ตั้งแต่จำความได้
 
ตั้งแต่เล็ก เธอช่วยแม่ทำอาหารเลี้ยงคนยากไร้ที่สิงคโปร์ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ หลังจากที่ครอบครัวของเธอย้ายจากยะโฮบารูห์ เมืองทางตอนใต้สุดของประเทศ ข้ามเกาะไปที่สิงคโปร์ตอนอายุ 4 ขวบ
 
บ้านของ Sabariah นอกจากจะเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิกครอบครัวของเธอแล้ว ยังเป็นที่ที่เปิดให้เพื่อนหรือญาติๆ ที่เดือดร้อนเข้ามาพักได้ทุกเมื่อ ทำให้บ้านหลังนั้นมีสมาชิกถึง 18 คน

"มีคนต้องการความช่วยเหลืออยู่เสมอ เช่นเดียวกับคนที่มีปัญหา เราต้องมั่นใจว่าไม่มีเพื่อนบ้านคนใดของเราต้องหิวโหย" Sabariah กล่าว

ด้วยความผูกพัน เธอรักการทำอาหารเช่นเดียวกับแม่ Sabariah จบด้านคหกรรมศาสตร์ที่กัวลาลัมเปอร์ ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่แคนาดาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

เมื่อถึงแผ่นดินใหม่ เธอก็ทำเช่นเดียวกับคุณแม่ของเธอ Sabariah ทำอาหารให้กับผู้ยากไร้ในเมืองมอนทรีอัล เช่น นักเรียน คนไร้บ้าน และผู้อพยพ โดยตอนแรกเธอเริ่มทำแจกในมัสยิดของเมือง และหลังจากนั้นก็ร่วมมือกับ River’s Edge Church และ Unity Church โบสถ์คริสต์ในชุมชนเพื่อทำอาหารแจกผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทุกๆ คนในพื้นที่
 
"นี่คือความสุขของชีวิตฉัน ที่เห็นคนอื่นมีรอยยิ้มบนใบหน้า... มันไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติหรือศาสนา ฉันพร้อมที่จะช่วยเหลือทุกคน" 
ในแต่ละวันเธอทำอาหารเลี้ยงคนประมาณ 380 คน จนมาถึงปัจจุบัน Sabariah Hussein ได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มจิตอาสา ซึ่งส่วนมากเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในเมือง เช่นเดียวกับงบในการทำอาหารของเธอก็มาจากเงินสนุบสนุนจากหลายๆ แหล่ง

นอกจากความหิวโหยของเพื่อนมนุษย์ อีกสิ่งหนึ่งที่เธอต่อสู้คืออคติของคนตะวันตกที่มีต่อมุสลิม ภาพลักษณ์ของมุสลิมในโลกตะวันถูกนำเสนอให้เป็นผู้ก่อการร้าย และในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสหรัฐอเมริกามุสลิมทั้งคนที่เป็นผู้อพยพ นักท่องเที่ยว หรือแม้แต่คนอเมริกันด้วยกันเอง ก็ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม ดังเช่นสโลแกนของพวก White Supremacist กลุ่มชาตินิยมขวาจัดที่บอกกับผู้อพยพชาวมุสลิม (และกลุ่มอื่นๆ) ไว้ว่า "You will not replace us" สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ Sabariah อยากเป็นผู้ให้ให้มากขึ้นกว่าเดิม
 
"ฉันอยากเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนมุสลิม ให้พวกเขาก้าวออกไปช่วยใครก็ได้ที่ต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาจะได้เห็นอีกด้านของมุสลิม ที่คนเหล่านั้นได้ยินมาก็มีแต่เรื่องแย่ๆ แต่มุสลิมจริงๆ แล้วไม่ได้เลวร้ายแบบนั้นเลย" 
นอกจากทำอาหารแล้ว เธอยังเปิดศูนย์พักพิงที่ชื่อ Second Home เพื่อดูแลผู้หญิงที่ยากไร้ หรือถูกทำร้ายร่างกายและถูกล่วงละเมิดทางเพศอีกด้วย เหมือนบ้านของเธอในวัยเด็ก และทำงานร่วมกับ Human Concern International องค์การกุศลของมุสลิมในแคนาดาเพื่อช่วยเหลือชาวโรฮิงญาอีกด้วย

การทำงานตลอด 30 ปีทำให้เธอได้รางวัลมากมาย เช่นเดียวกับการถูกเชิญให้ไปพบกับ Justin Trudeau นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบ แต่ Sabariah ก็ปฏิเสธไปเพราะเธอไม่ว่าง

"ฉันไม่ได้อยากมีชื่อเสียงโด่งดัง ฉันอยากให้ทุกๆ คนรู้ว่ามุสลิมเป็นคนดี และช่วยเหลือสังคมได้มากเช่นกัน" Sabariah กล่าว พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะทำอาหารต่อไปเท่าที่เธอจะมีแรงทำได้ และหวังเมื่อเธอจากไปแล้ว จะมีคนมารับช่วงต่อการทำงานนี้




บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอลัมน์ “The Changemaker” ที่จะเล่าเรื่องคนๆ หนึ่งที่สร้างความแตกต่างให้สังคม ซึ่งจะลงในทุกวันอาทิตย์ที่เพจ We Think
SHARE
Written in this book
We Think
Writer
WoodyKooThai
Storyteller
Woody Koo is telling a story เรื่องเล่าของคนที่ชอบเล่าเรื่อง

Comments