5 วิธี "หาเรื่อง" ให้ตัวเอง (ก้าวข้ามการดูถูกตัวเอง)
นี่จะเป็นการเขียนอะไรที่เป็นแนว How To ครั้งแรกของตัวเอง 
ออกตัวก่อนว่า ปกตินั้นเป็นคนที่ไม่ชอบอ่านอะไรที่เป็น How to เท่าไหร่ 
รู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย บ่อยครั้งยังรู้สึกว่าซ้ำเติมข้อด้อยหรือข้อจำกัดของเราเองด้วยซ้ำ
ส่วนมากหากอยากได้แรงบันดาลใจ หรือข้อคิดอะไรสักอย่าง จะเลือกอ่านหนังสือประเภทวรรณกรรมปรัชญา หรือ หนังดี ๆ สักเรื่อง 

แต่ก็นั่นแหละ ทุกอย่างมีการเริ่มต้นเสมอ ผมพบว่าหนังสือประเภท How to ก็มีจุดเด่นของมัน ในแง่ของความรวดเร็ว การสื่อโดยตรง มีประเด็นชัดเจนว่าต้องการสื่ออะไร และบางครั้งก็กระตุกความคิดได้ในเสี้ยววินาทีสั้น ๆ 

สาเหตุที่ลองเขียน How to ขึ้นมานั้น มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองที่ประสบปัญหาชีวิตอย่างหนึ่ง คือเป็นโรคชอบดูถูกตัวเอง โทษตัวเอง หรือคิดว่าตัวเองแย่ ไม่เหมาะกับการมีชีวิตอยู่ คิดว่าตัวเองโชคร้าย หรือบ่อยครั้งก็พาลไปโทษสังคม โทษโน่น โทษนี่ไปหมด สุดท้ายมันก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้ชีวิตให้ดีขึ้นเลย กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียง่าย กร้าวร้าว 

ตอนนี้ผมก็ใช่ว่าจะดีขึ้น หรือก้าวข้ามมันได้อย่างดีนะ เพียงแต่เริ่มรู้สึกดีขึ้น เลยอยากเขียนเล่าประสบการณ์ไว้ ซึ่งการบันทึกอะไรไว้ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ผมใช้ เดี๋ยวจะอธิบายอีกที เอาเป็นว่าใครที่ไม่ชอบอ่าน how to ผมแนะนำให้ข้ามไปได้เลย (แม้ว่าอยากจะลองให้อ่านดูก็ตาม) ก่อนจะอ่านต้องบอกว่า คุณต้องมีความคิด หรือรู้ตัวเองในระดับหนึ่งแล้วว่ามีอาการแบบนี้ หรือกำลังมองหาวิธีช่วยอยู่ ผมใช้คำว่า "หาเรื่อง" คือหมายถึง การหาอะไรมาให้ตัวเองทำนะ ไม่ใช่การสอน หรือการแนะนำแบบคำคม คำเท่ห์ ๆ อะไร 



1. "ระบายออก" ดูเหมือนจะเป็นวิธีพื้นฐาน ซึ่งได้ผลจริง ๆ อาจจะดูง่าย ๆ นะ แค่ระบาย แต่จริง ๆ มันยากมากนะ โดยเฉพาะหากใครที่มีนิสัยเก็บตัว หรือมีโลกส่วนตัวสูง (ผมเช่นกัน) หรือเคยมีประสบการณ์ที่แย่ในความสัมพันธ์กับคนอื่น มันก็จะไม่กล้าที่จะระบายเรื่องบางเรื่องให้คนอื่นรับรู้ ผมมีข้อเสนอ 3 อย่างที่ช่วยระบายได้ อย่างแรก แน่ละ ต้องเป็นเพื่อนสนิท ลองมองดูรอบ ๆ ตัวคุณว่าพอจะมีเพื่อน หรือคนรู้จักสักคนไหมที่พอจะเก็บเรื่องคุณไว้เป็นความลับได้ หรือคุณสบายใจที่จะพูดกับเขา วิธีก็คือ คุณต้องพูดกับเขาตรง ๆ เลยว่า "ขอระบายหน่อย" แบบนี้จะช่วยประหยัดเวลาในการเกริ่นนำได้มาก อีกทั้งคนที่รับฟังเขาก็จะได้รู้จุดประสงค์ และเตรียมรับมือเราถูก อย่างที่สองหากไม่มีใครจริง ๆ ก็ระบายกับตัวเอง มีเทคติกนิดเดียวคือ อย่าระบายกับตัวเองเวลาก่อนนอน เพราะจะทำให้นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ให้ระบายกับตัวเองเวลาอาบน้ำ ขี้ หรือเวลากินข้าว วิธีระบายอาจใช้การด่าตัวเองก็ได้ (ด่าแบบประชดนะ เช่น เอาอีกแล้วนะมึงทำตัวแบบนี้อีกแล้วนะ ไม่ดีนะ) อย่างที่สามคือระบายด้วยการบันทึก ไม่แนะนำให้บ่นลงในสื่อโชเซียลนะครับ แบบนั้นไม่ดีเลย มักจะถูกมองว่า เป็นพวกเรียกร้องความสนใจ (ซึ่งก็จริงอะ กูต้องการคนสนใจไงถึงได้พิมพ์ แต่กูไม่ต้องคนมาด่าซ้ำเติม) วิธีที่ผมใช้คือ ถ้าจำเป็นต้องพิมพ์ลงในโซเซียล เพราะสะดวกดี แนะนำให้ใช้การตั้งค่า เฉพาะตัวเราเอง หรือไม่ก็ใช้การเขียนลงใน "Note" แล้วตั้งค่าเฉพาะตัวเอง มันจะง่ายมากเวลาเราอยากจะย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง หรือไม่งั้นก็ตั้งเพจขึ้นมาอันหนึ่งแล้วบ่นไปเลย เต็มที่ (ผมมีประมาณ 4-5 เพจ ฮ่า ๆ) 



2. ออกจากที่คุมขัง คนที่มีอาการชอบดูถูกตัวเองมักจะสร้าง "พื้นที่" ทั้งพื้นที่ทางกายภาพเช่นหมกตัวอยู่แต่ในห้อง หรือพื้นที่ทางจินตนาการ ไว้คุมขังตัวเอง เรื่องนี้ยากมาก และต้องใช้เวลาพอสมควร การจะทำลายกำแพงของตัวเองลงได้นั้น บางทีต้องอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น เพื่อน แฟน หรือ หน้าที่การงาน แต่หากใครไม่มีปัจจัยเหล่านั้น ก็สามารถออกจากที่คุมขังได้ เช่น หากยังต้องอยู่ในห้อง ก็ลองเปลี่ยนกิจกรรมที่ตัวเองทำบ่อย ๆ เพราะพวกที่เป็นแบบนี้ชอบนอน และรู้สึกร่างกายเหนือยง่าย ไม่อยากทำอะไร คือจะจมอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ที่ทำให้ตัวเองสบายใจ หรือผ่านไปวัน ๆ ได้ ดังนั้นให้เราลองเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ก่อน เช่น หาเรื่องทำความสะอาดบ้าน อันนี้ช่วยได้เยอะมาก ได้ออกแรง หาเรื่องทำกับข้าว หรือลองสูตรใหม่ ๆ เป็นต้น ส่วนการออกจากพื้นที่คุมขังทางจินตนาการนั้น วิธีแรกคือ ลดการเสพสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะ เฟสบุ๊ค เพราะไม่รู้เหมือนกัน ผมว่า การทำงานของเฟสบุ๊ค มันมีอัลกอริทึ่ม ที่สอดประสานกับการใช้งานจริงของเรา เวลาเรามีอาการแบบนี้ บ่อยครั้งที่เรากดเข้าไปดู หรือไปอ่านอะไรที่มันหดหู่ไว้ (ผมเป็นคนชอบอ่านข่าว การเมือง - เลยอาการหนักมากช่วงหนึ่ง) เฟสบุ๊คมันก็จะจำไว้ และขึ้นเนื้อหาประมาณนั้นมาให้เราเห็นเรื่อย ๆ หากใครรู้สึกหงุดหงิดไม่มีไรทำ มันต้องเปิดเฟสบุ๊คดู วิธีของผมก็คือ เปิดเฟสใหม่ แล้วติดตามแต่สิ่งที่เราชอบ เช่น กีฬา หรือตลก อะไรก็แล้วแต่ ไว้ถ่วงดุลเฟสเก่า แค่ถ่วงดุลนะครับ เพราะมันยากที่จะไม่เข้าไปดูเฟสเก่าเลย สองคือ หารายการทีวีบันเทิงสักอย่างที่เราชอบแล้วเปิดดูในยูทูป ผมชอบรายการท่องเที่ยวสนุก ๆ ผมจะติดตามรายการเที่ยวญี่ปุ่น เช่น ดูให้รู้ หรือ สุโก่ยเจปแปน และมีรายการทำอาหาร เช่น ภัตรคารบ้านทุ่ง กับ foodwork ดูแล้วเพลินดี ส่วนการดูหนัง ฟังเพลงนั้นเป็นอะไรที่เบสิคอยู่แล้ว 

สองวิธีที่กล่าวมามันเป็นพื้นฐานหรือจุดเริ่มต้นนะครับ มันช่วยผ่อนคลาย หรือผ่อนปรนอาการได้ ในระดับที่พร้อมจะเดินไปข้างหน้านะครับ ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับเลยนะ ใครอยากทำแบบไหนก่อนก็ได้ 



3. หาอะไรทำ ไม่อยากใช้คำว่างานอดิเรก แต่จะบอกว่า อะไรก็ได้ ที่คุณสามารถทำมันได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ได้ใช้สมองในส่วนจินตนารความคิดสร้างสรรค์ได้หมดเลย ยกตัวอย่างผมชอบอ่าน กับ ชอบเขียน ผมก็จะหาเวลาในการอ่านหนังสือ กับ เขียนอะไรก็ได้ บ่อย ๆ ใครชอบวาดรูป ก็วาดไป เทคติกที่ดีและได้ผลมากคือ หากเป็นกิจกรรมที่จะต้องได้ออกไปข้างนอก ได้เจอผู้คนจะดีมาก ผมแนะนำการไปวิ่งออกกำลังกายครับ เพราะเราไม่ต้องไปพูดคุยกับใครเหมาะสำหรับคนยังไม่พร้อมจะเข้าสังคม นอกจากนั้นเทคนิคสำคัญเลยคือ การตั้งเป้าหมายของงานนั้น ๆ อันนี้ดีมากเลยครับ ผมพบว่าหากเราทำไปโดยไม่มีเป้าหมาย มันง่ายต่อการล้มเลิกมาก ผมตั้งงเป้าหมายง่าย ๆ เกี่ยวกับการอ่านว่า เดือนนี้ต้องอ่านให้ได้ 2 เล่ม เดือนนี้ต้องเขียนได้ 2 เรื่อง หรือ เดินนี้ต้องวิ่งให้ได้ 20 กิโลเมตร มันเป็นการ ท้าทายตัวเอง และเมื่อเราทำได้มันจะช่วยเพิ่มกำลังใจให้ตัวเองมาก แต่อย่าไปตั้งเป้าหมายประเภทชิงรางวัล หรือ ประกวดเลย อันนี้แนะนำเฉย ๆ ผมเคยลองละ พอไม่ได้นี่รู้สึกเฟลไปอีก ฮ่า ๆ 



4. เที่ยวสิครับ รออะไร วิธีนี้ดีมาก แต่ผมไม่แนะนำให้เที่ยวตอนที่อาการหนัก ๆ อยากให้ลองผ่านคำแนะนำด้านบนก่อน สักสองสามอย่าง และใช้เวลาพอสมควร อย่างน้อยสัก 3-6 เดือน แล้วค่อยคิดเรื่องเที่ยว และควรวางแผนการเดินทางเที่ยวด้วย แต่อาจไม่ต้องเปะอะไรมาก เผื่อให้เราได้มีความตื่นเต้นบ้าง และหากคุณเริ่มวางแผนการเดินทางนั่นหมายความว่า คุณเริ่มเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างแล้วนะครับ คือคุณรู้ว่า "อยากไปไหน" "อยากทำอะไร" จริงอยากแนะนำให้เที่ยวต่างประเทศนะครับ มันจะรู้สึกดีมาก ได้เห็นอะไรใหม่ ๆ จริง ๆ แต่หากติดขัดเรื่องทุนทรัพย์ในการเดินทางผมแนะนำให้หาที่เที่ยวในประเทศก็ได้ครับ แต่ควรเป็นคนละภูมิภาค และไม่แนะนำให้ไปสถานที่ท่องเที่ยวหลัก หรือหน้า ไฮท์ซีซั่น นะครับ เพราะบรรยากาศการท่องเที่ยวจะวุ่นวายพอสมควร ยกตัวอย่างของผมนะครับ ผมเลิกเดินทางไปญี่ปุ่น วางแผนการเดินทางเป็นปี ตั้งแต่หาตั๋วราคาถูก (ได้ราคาไปกลับ 7 พันกว่า) ผมตัดสินใจไปหน้าร้อนของที่นั่น (ตรงกับช่วงเดือน สิงหา กันยา บ้านเรา) เพราะอยากได้ความแปลกใหม่ อีกอย่างคือหลีกเลี่ยงความวุ่นวายด้วย ผมตั้งเป้าหมายในการไปครั้งนี้คือ ไปเมือง Tottori ครับ ผมอยากไปพิพิธภัณฑ์โคนันครับ อีกเมืองหนึ่งคือ เมือง kada อันนี้ตั้งใจไปกินปลา การเที่ยวต่างประเทศมันจะทำใ้เราตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และสนุกไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การเดินหลงทาง การไปไม่ทันเที่ยวรถไฟ พวกนี้มันทำให้เราเจอปัญหา และเราก็จะแก้ไขมัน เราจะเห็นผลของการแก้ไขปัญหานั้น และคิดปรับปรุงมันอีกครั้งในการเดินทางครั้งต่อไป เหมือนการจำลองการใช้ชีวิตนั้นแหละครับ ที่สำคัญการไปเที่ยวต่างประเทศหากจะให้ดี ผมแนะนำว่าอย่าไปเที่ยวแบบกลวง ๆ แต่แนะนำให้หาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่นั้น ๆ ประเทศนั้น ๆ เมืองนั้น ๆ เรียนรู้วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม การใช้ชีวิตของพวกเขาไปด้วย (สาเหตุที่เลือกญี่ปุ่น เพราะรู้สึกว่าคนในประเทศนี้สู้ชีวิตมาก ๆ ) มันจะทำให้เราเข้าใจโลกได้กว้างขึ้น นอกเหนือจากการจะได้แรงบันดาลใจ ยังได้ความรู้อีก นี่เป็นสาเหตุที่ผมอยากแนะนำการเที่ยวไว้เป็นกิจกรรมท้าย ๆ เพราะมันมีการลงทุน และซับซ้อน อยากให้ได้ประโยชน์จากมันมากที่สุด  



5. สังเกตุ และ ทบทวนตัวเอง  หลายคนอาจจะแนะนำให้ข้อนี้เป็นอันดับแรก แต่ผมแนะนำข้อนี้เป็นอันดับสุดท้ายเลย สาเหตุที่เลือกข้อนี้เป็นอันดับสุดท้ายเพราะช่วงที่เรากำลังจมดิ่ง หรือ อาการหนักนั้น สมองของเราไม่รับอะไรใหม่ ๆ หรอก และมันไม่เหมาะกับการมาครุ่นคิดอะไรหนัก ๆ ถึงเรื่องการใช้ชีวิต หรือทบทวนอะไรในตัวเอง เพราะสุดท้ายก็จะไม่เจออะไร เจอแต่ความผิดพลาดของตัวเอง เจอแต่อุปสรรค บ่อยครั้งกลายเป็นตอกย้ำ และหาทางออกไม่เจอ ผมเลยลองใหม่ ให้ตัวเองได้ทบทวนตัวเองหลังจากได้ "หาเรื่อง" มาพอสมควรแล้ว คือเรามีข้อมูล มีเรื่องราว อะไรใหม่ ๆ ที่จะมาดีเบต หรือท้าตีท้าต่อยกับความคิดแย่ ๆ ของตัวเองแล้ว  แล้วทบทวนตัวเองไม่พอเหรอ ทำไมต้องมีคำว่าสังเกตุด้วย คือ การทบทวนเนี่ยผมมองว่า มันเป็นเรื่องของการขบคิดภายในเกี่ยวกับตัวเอง ส่วนการสังเกตุเนี่ย ผมใช้เพื่อให้เราขบคิดกับเรื่องภายนอก ผ่านการเปรียบเทียบตัวเองกับส่ิงต่าง ๆ กับอะไรต่าง ๆ ที่เราเจอมา แต่ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่งในช่วงที่ตนเองกำลังจมดิ่ง เช่น ผมไปญี่ปุ่นผมสังเกตุเห็นการเลี้ยงลูกของคนญี่ปุ่น และการใช้ชีวิตของเด็ก ๆ ที่โน่น ผมพบว่า พ่อแม่คนญี่ปุ่นมีวิธีการเลี้ยงลูกที่ดีมาก คือเขาไม่สปอย์ลูก เมื่อเด็กเดินได้เขาจะไม่พยายามอุ้มเด็กเลย จะให้เด็ดเดินเอง หกล้มหัวคะมำก็ช่างมัน เด็กเขาจะฝึกความอดทนอดกลั้นตั้งแต่เด็ก หรือเมื่อโตพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เขาก็จะปล่อยให้เด็กได้ทำอะไรด้วยตัวเอง ที่ติดตาผมมากก็คือ การให้เด็กหัดเดินทางด้วยตัวเอง ตั้งแต่อายุ 7 - 8 ขวบ ปล่อยเลย (แต่ที่บ้านเขากล้าทำแบบนี้เพราะ ระบบสาธารณูปโภค และขนส่งมวลชนเขาดีมากนะครับ เขาจึงไม่กลัวที่จะปล่อยลูก ๆ ออกมาผจญชีวิต) การทบทวนตัวเองนั้นถ้าเป็นไปได้ เป้าหมายของมันจริง ๆ คือการไปถึงสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกแย่ หรือรู้สึกดูถูกตัวเอง แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเลยครับ เพราะบางทีมันอาจไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากในการก้าวไปข้างหน้า แต่ถ้ารู้ได้ก็ดีมากเลย และถ้าถึงจุดนี้แล้วใครที่มีความกล้าพอ หรือรู้สึกดีขึ้นมาบ้างแล้ว ก็อาจจะเริ่มต้นคิดถึง การตั้งเป้าหมายในชีวิต ได้ อยู่ที่ว่าจะตั้งอะไรขนาดไหนก็แล้วแต่คนนะ หากไม่มีเปาหมายใหญ่ ๆ ก็เอาเป้าหมายเล็ก ๆ ก่อน และควรจะเลือกเป้าหมายที่ไปเสริมจุดด้อยของเรา หรือ เสริมจุดเด่นไปเลยก็ได้ สำหรับผมก็ยังไม่มีจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่อะไร แต่รู้ว่าจุดด้อยของตัวเองคือภาษาอังกฤษ จึงตั้งเป้าเล็ก ๆ ว่าอยากฝึกทักษะภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น เพราะรู้ว่ามันจะไปช่วยเสริมจุดเด่นอื่น ๆ ของเราได้ ส่วนเป้าใหญ่ ๆ ค่อยว่ากันอีกทีเมื่อเรามีกำลังที่ดีกว่านี้ 

ไม่รู้ว่าทั้งหมดที่แนำนำมานี้จะเป็น how to หรือการบ่นมากกว่ากัน ฮ่า ๆ ทีแรกก็อยากเขียนอะไรให้มันชัดกว่านี้ หรือมีคำคมเยอะ ๆ แต่รู้สึกเหมือนจะไปยัดเยียดความรู้สึก หรือสอน หรือตั้งแง่ให้กับคนอ่าน ซึ่งเป็นส่วนที่เราไม่ชอบอยู่แล้วในการอ่าน how to ผมคิดว่า การใช้ชีวิตของคนเรามันไม่จำเป็นต้องออกมาเป็นบล๊อคเดียวกัน เพราะคนเราก็ไม่ได้เกิดมาจากรูเดียวกันอยู่แล้ว ฮ่า ๆ 

ที่สำคัญผมเน้นวิธีหรือ How to แบบ "กิจกรรม" มากกว่า "การใช้คำพูดประโลม" เพราะผมรู้สึกว่า การได้ทำกิจกรรม หรือทำอะไรสักอย่างนี่แหละ จะทำให้เราเข้าถึงตัวเรา มากที่สุด ในแบบของเราเอง ผมไม่มีบทสรุปนะว่า วิธีหรือกิจกรรมที่ว่ามาทั้งหมดมันช่วยให้เราไม่ดูถูกตัวเอง หรือแก้ปัญหายังไง จนกว่าคุณจะลองทำดูเอง   
SHARE

Comments

Tanjirayuprayong
4 months ago
ฉันเป็นคนชอบดูถูกตัวเองและก็ชอบมองคนอื่นว่าดีส่วนเราแย่เรามีความคิด2แบบที่แยกกันคือความคิดที่1เราจะคิดว่าเราแย่ ไม่สวย ไม่ดี โง่ความคิดที่2 เราเก่งแล้ว เอาดีแล้ว อย่าด่าตัวเอง สวยแบบตัวเอง2ความคิดนี้มันเถียงกันอยู่ในหัวเราทรมาณมากไม่รู้จะทำไง.....
Reply
Tanjirayuprayong
4 months ago
😭😭😭
Reply