สาวสามัญสู่สูงสุด
พี่มาจากบุรีรัมย์ค่ะ สมัยนั้นแล้งขนาดไม่มีน้ำกินนะคะเชื่อไหม
พี่โดนพ่อบังคับให้ยกโอ่งดิน เพื่อมารีดน้ำออกประทังความกระหาย
ยกมาตั้งสิบกีโล ได้น้ำมาไม่ถึงครึ่งแก้ว แล้วเราทั้งครอบครัวต้องแบ่งน้ำกันกินสี่คนพ่อแม่ลูก

..

เสียงพี่สาวสำเนียงคนไทยนอกกรุงพูดอย่างระลึกถึง
พี่สาวผู้ใส่ชุดราตรีแสนสวย ร่างท้วม สูงสง่า นั่งจิบวิสกี้อยู่ในร้านชื่อดังย่านสีลม
ผู้จัดการร้านเหล้าสุดหรูท่านนี้รำลึกอดีตให้ผมฟังท่ามกลางบาร์เทนเดอร์และเด็กเสริฟที่ว่างงาน

..

น้องรู้จักคำว่ายากจนน้อยไปค่ะ
ครอบครัวพี่ไม่มีกระทั่งเหรียญสิบ เพ่ือซื้อขันพลาสติกไว้รอน้ำฝน

บุรีรัมย์เวลาแล้งนี่มันแห้งไปทั่วทุกมุมเมือง น้ำฝนที่เป็นน้ำจากฟ้าคือแหล่งเดียวที่จะเก็บตุนไว้
เพื่อนพี่หลายคนพยายามผลักดันตัวเองออกจากความข้นแค้น
กู้เงินเพื่อโอกาสในการเป็นนักการเมือง 
โอกาสสุดท้ายในการหลุดพ้นจากชะตากรรมอันหลีกเลี่ยงไม่ได้
หวังเพียงจะได้ทวงคืนเงินต้นและดอกเบี้ยตอนเป็นผู้ใหญ่ผู้โต
จุดเริ่มต้นของคอรัปชั่น มันก็เกิดมาจากความยากจนและความไม่เท่าเทียมนี่แหละค่ะ

..

ผมที่นั่งดูดซิการ์อยู่นั่งมองพี่สาวเล่าอย่างจดจ่อ
พลางนึกแปลกใจว่าทำไมคนเรามันถึงโชคร้ายได้ขนาดนี้
และแปลกใจที่ทำไมพี่เขาถึงหลุดออกจากชะตากรรมอันน่าสะพรึงนี้ได้

..

"พี่เลือกชีวิตตัวเองค่ะ และพี่จะไม่ให้ใครมากำหนดชะตาชีวิตพี่นอกจากตัวพี่"

สมัยนั้น พี่โดนพ่อบังคับให้ไปเป็นสาวโรงงาน
กินเงินเดือนเดือนละสี่พัน โดนบังคับให้ทำโอที โดยที่ไม่ได้เงินเพิ่ม
พี่ทำงานโรงพิมพ์ เพื่อนพี่พิการไปหลายคน
เพราะเครื่องในโรงงานที่ทับมือได้ทุกเมื่อหากกะระยะและจังหวะผิด

..

อีกครั้งที่ตาผมลุกวาว
ความจริงของชีวิตที่ทรหดทำให้ผมรู้สึกเศร้าลึกๆ

..

ยังโชคดีที่พี่พอมีดวงเรื่องการศึกษาอยู่บ้าง
สมัยนั้นพี่ยังพอมีแรงเก็บไปเรียนหลังจากทำงานจันทร์ถึงเสาร์เจ็ดโมงยันสามทุ่ม
วันอาทิตย์คือวันเดียวที่พี่มีความสุข เพราะได้เรียน 
มีครั้งหนึ่งนายพี่คะยั้นคะยอให้พี่เลิกเรียนมาทำงานโรงพิมพ์ต่อ
พี่ถึงขนาดงอแงกลับบ้านประชดชีวิตไม่ไปทำงานและเรียนให้ที่บ้านเห็น
พ่อพี่อยากให้พี่ทำงาน บอกว่าไม่ทันไรเดี๋ยวก็มีผัวแล้ว
คนต่างจังหวัดมันคิดได้ไม่หลุดจากนี้เท่าไหร่หรอกค่ะ

"แล้วยังไงต่อครับพี่" เสียงผมถามด้วยความสงสัย
"แล้วพี่มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ถ้าพี่ไม่ได้เรียน พี่ก็คงไม่ได้มาเป็นผู้จัดการเสริฟ์วิสกี้ตรงนี้แน่นอน"

..

อาจารย์ตามมาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน
บอกครอบครัวว่าพี่เรียนเก่ง อยากให้กลับมาเรียน
เป็นครั้งแรกที่พี่เข้าใจถึงคำว่า 'สิทธิ'
คนเรามีสิทธิในการศึกษา
พี่ถึงขนาดเก็บเงินโทรไปหา 1113 เห็นเพื่อนเขาว่ากันว่าถามได้ทุกอย่าง
"ถ้าหนูอยากเรียน นายจ้างไม่ให้เรียน อย่างนี้ได้หรอคะ"
คำที่โอเปอเรเตอร์ตอบมาเป็นจุดเริ่มต้นให้พี่มาทำงานกรุงเทพ

"ใช่คะ ทุกคนมีสิทธิเรียน หนูก็มีสิทธินะคะ"
ชีวิตพี่ก็เหมือนจะมีหวังขึ้นมา เหมือนเห็นแสงปลายอุโมงค์

..

จากสาวไม่มีการศึกษา
จนจบวิชาชีพ มีคนเขามาคุยว่าโรงแรมชื่อดังแถวสยามเขาเปิดรับฟรอนท์รับแขก
ต้องการประสบการณ์การโรงแรมสองปี 
พี่ไม่รอช้า พี่ไม่เห็นว่าเป็นอุปสรรค์
เดินดุ่ยๆไปสมัครทันที เจอคำถามแรก ถามว่า 
ตามหลักแล้ว หลักการบริการที่ดีมีอะไรบ้างคะ

พี่อึ้งไปสักพัก
คนเรียนมาสามสี่ปีคงตอบได้
แต่พี่ตอบด้วยใจ ตอบด้วยความซื่อ
"ยิ้ม" "ขยัน" "อดทน" "สู้"
เขาก็รับพี่ทำงาน 
คงเห็นว่าเด็กคนนี้ มันพอจะมีแวว มันคงจะปั้นได้กระมัง

..

ได้งานแล้วพี่ก็ทำตามที่พี่พูด
ยิ้มในทุกกรณีที่ยิ้มไม่ได้
ขยันเรียนรู้งานทุกฝ่ายทุกแผนก
อดทนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทุ่มเทกระทั่งอดหลับอดนอนเพื่อทำงานเกินที่ได้รับมอบหมาย
สู้กับทุกอย่างที่เข้ามา อุปสรรค์ทุกอย่างที่กั้น พี่ต้องผ่านพ้นได้หมด

จนวันหนึ่ง ผู้จัดการมาบอกพี่ว่า
อยากทำตำแหน่งอะไร บอกพี่มา
ทำได้หมดเลย 

..

ถึงจุดนี้
พี่มาไกลมากแล้ว
สาวบ้านนอกคนนึงมาอยู่ตรงจุดนี้
ต้องยอมรับว่าเสียอะไรไปเยอะ
เพื่อนๆหายเกลี้ยง พี่กลายเป็นคนบ้างาน
ถึงขนาดเพื่อนหาว่า "อีนี่ ไม่มีผลประโยชน์ มันไม่คุยด้วยหรอก เอาแต่งาน"


ถึงจุดที่พี่ต้องเลือกระหว่างเกรงใจคนอ่ืนกับทำเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง



คิดได้ดังนั้นก็สบายใจ
ยังไม่หมด
ยังมีเรื่องครอบครัว พ่อแม่หาว่าพี่ไม่กลับบ้าน
วันหยุดเทศกาลอะไรไม่สนใจทำแต่การงาน
พี่ก็ยอมรับว่าพี่บ้างาน แต่ถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีกิน 
ถ้าไม่มีงาน ก็ไม่มีเงินส่งพ่อแม่

ก็กัดฟันสู้ไปจนจุดหนึ่ง มันเหนื่อย เหมือนงานที่ทำมันมากแต่ผลตอบแทนไม่คุ้ม พี่ก็ลาออก

..

"พี่ดูเติบโตแบบก้าวกระโดดมาก แล้วจุดไหนที่พี่จะพอละครับ"
"ทำแต่งาน มีเหงาบ้างไหม?"

รอยยิ่มและเสียงหัวเราะดังสนั่นร้าน
สงสัยผมคงถามจี้จุดพี่แกเกินไปกระมัง
แต่กระนั้น พี่แกก็ยังตอบมาอย่างเปิดเผยและสบายใจ

"ผัวหน่ะเคยมีนะ แต่ตอนนี้อยู่กับหมาหว่ะ"
พี่แค่เป็นคนหนึ่งที่เลือกชีวิตตัวเอง และเป็นคนแฟร์ 
ใครเข้ามาแล้วทำให้ไม่สบายใจ ลำบากใจ ปากอย่างใจอย่าง ไม่ต้องคบจะสบายใจกว่า

ในเรื่องของจุดที่พอ
ถึงจุดหนึ่ง คนเราจะเหนื่อย สู้ไปไม่คุ้มกัน
ร่างกายก็แก่ลง เลยมาจบลงที่นี่ ที่บาร์วิสกี้แห่งนี้

..

พี่แกเฉลยทีหลังว่าความลงตัวของชีวิตมีหลายแบบ
อยู่ที่คนเลือก อยู่ที่คนลองผิดลองถูก
ชีวิตต้องมีรสชาติ ที่สำคัญต้องเป็นรสชาติที่เราชอบ
มันง่ายกว่าที่จะทำตามคนอื่น แต่ยากกว่าที่จะยอมรับว่าทุกคนเห็นแก่ตัว และเลือกทางเดินตัวเองได้

ไม่มีใครติดพันใคร
พี่เลือกของพี่ คนอื่นเลือกของเขา
เราไม่ยุงกัน พี่แฮปปี้ คนอื่นพี่ไม่รู้ และพี่คงไม่สนใจ
พี่ไม่ทำให้เขาเดือดร้อนก็แล้วกัน

..

จากสามัญสู่สูงสุด
พี่เขาได้พิสูจน์ให้ผมเห็นแล้วว่า
ความเท่และความสนุกในการใช้ชีวิตมันเป็นยังไง

ทำให้นั่งระลึกกลับมาที่ชีวิตของเรา
"วันนี้ เราเลือกปรุงรสชาติชีวิตของเราแล้วหรือยัง"

https://www.facebook.com/moommongpage/

SHARE
Writer
Moommong
writer photographer
ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ระบายปัญหาแห่งแรกของไทย : www.moom-mong.com มีปัญหาชีวิตอยากระบาย มาระบายได้เลยครับ ชีวิตมีเรื่องราวมากมาย หมื่นแสนปัญหา ร้อยพันความสมหวัง มากเกินกว่าจะยึดติดอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้ 'มุมมอง' เกิดขึ้นมาเพื่อเตือนสติผู้อ่าน ให้อย่ามองอะไรเพียงมุมเดียว.. ทุกเรื่องราว มีมิติ มีความลึก มีมุมมีองศา สามารถมองเรื่องดีเป็นร้าย ร้ายเป็นดีได้เสมอ.. อยู่ที่ทัศนคติของคน ว่าจะมีปัญญาพลิกแพลงได้มากน้อยเท่าไร.. หากชอบรบกวนกดติดตามเพจเฟสบุ๊ก: มุมมอง ด้วยนะครับ

Comments

PLAN
8 months ago
เรื่องราวน่าสนใจมากครับ คงอาจจะสนุกมากขึ้นถ้าได้รับบรรยากาศร้านเหล้านี้ด้วย 😁
Reply