The best thing is not last. (สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่สิ่งสุดท้าย)
ผมจินตนาการตลอดเวลาว่า มันจะรู้สึกอย่างไรหากเรากลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากเราตัดสินใจแยกทางกันวันนั้น

"เราว่าเราเจอแล้วแหละ" เธอเอ่ยในคืนหนึ่งที่เรากลับมาเจอกันที่บาร์ประจำที่เราชอบมานั่งดื่มด้วยกันเสมอ 

บาร์สีทึบทึม มืดมนที่มีดนตรีร็อกสดที่เราชอบฟังลูกค้าแค่ไม่กี่คนและความเงียบงันที่แทรกตัวเข้ามาในห้วงอากาศเป็นสิ่งที่เราต่างชื่นชอบ 

"เจออะไร?" ผมถามกลับ พยายามเหลือเกินที่จะไม่ให้เธอจับได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร 

"ก็ใครสักคนที่เราคิดอยากหลงหลักปักฐานด้วย"

 มันเหมือนคำพูดของเธอคล้ายกับคำประกาศิต ดั่งคำประหารสำหรับนักโทษ แววตาสดใสของเธอสร้างความร้าวรานภายในใจของผม

"ยินดีด้วยนะ ดีแล้วที่เจอใครคนนั้นสักที" 

ท้ายที่สุดเธอก็เดินต่อ... เธอเคยพูดเสมอว่าชีวิตจะดีแค่ไหนหากเธอค้นพบว่าใครสักคนที่ยอมรับเธอได้ คนที่เข้าใจเธออย่างแท้จริง 

เธอเคยพูดว่าเธอโชคดีที่เราเจอกัน บนโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนนับล้าน แต่เรายังค้นหากันจนเจอ ค้นหาใครสักคนที่เข้าใจเจอจนเจอนั่นเป็นเรื่องยาก...  แต่เธอไม่เคยบอกหรอกว่า 'ใครคนนั้น' ของเธออาจไม่ใช่ผมอีกแล้ว

แล้วความเงียบก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบสงบอย่างที่เราเคยชอบอีกแล้ว...

ผมคว้าแก้วใสวิสกี้ขึ้นดื่ม แสร้งมองบรรยากาศรอบร้านเพื่อหลบหลีกสายตาของเธอที่มองมา

มันคือสายตาที่ผมเคยชอบมอง

"แล้วชีวิตเป็นไงบ้าง เราไม่ได้ติดต่อกันเลยตั้งแต่วันนั้น"


'เราเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เรายังรักเธออยู่ ยังคิดถึงวันเวลาเหล่านั้น คิดเสมอว่าสักวันว่าเธอจะกลับมา'

นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมพูดออกไป สิ่งเดียวที่ทำได้คือการแสร้งฝืนยิ้ม และเอ่ยสิ่งที่ตรงข้ามทั้งหมด

"ก็ดี เราก็ยังทำงานที่เดิม ชีวิตเราก็เรื่อยๆ แหละ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง รู้มั้ยเราดีใจนะที่เธอติดต่อมา"

"ไม่คิดหาแฟนบ้างเหรอ เราต่างอายุมากขึ้นทุกวัน มีใครสักคนช่วยแบ่งปันทุกอย่างก็ดีนะ" คำถามของเธอเหมือนค้อนที่เข้ามาทุบกำแพงความอดทนให้พังทลาย

"ตลกดีนะ... เธอเคยบอกว่าโชคดีที่เราเจอกัน เคยบอกว่าเราเป็นใครคนนั้นของเธอ แต่ตอนนี้เธอก้าวเดินต่อ และกลายเป็นเราเองที่ไปไหนไม่ได้"

"เรารู้ว่าสำหรับนาย มันไม่แฟร์ แต่ชีวิตทุกคนล้วนก้าวต่อไป เราต่างยังเด็ก ยังไร้เดียงสา สำหรับทุกช่วงเวลาที่ผ่าน ไม่มีครั้งไหนเรารู้สึกมันผิดพลาดเลย ระหว่างเรานั่นสวยงามเสมอ แต่สิ่งที่ชีวิตล้วนต้องเจอความเปลี่ยนแปลง เราจะไม่พูดว่านายไม่ใช่ เพียงแค่ใครคนนั้นในตอนนั้นกับตอนนี้อาจไม่ใช่คนเดียวกัน"

"เรารู้ว่าชีวิตต้องเดินต่อ เธอไม่ผิดหรอกที่จะเลือกอย่างนั้น เราก็คงไม่ผิดอะไรที่จะรักเธออยู่"

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่การสบตาของเราสองคนกลายเป็นความอึดอัดมากกว่าการสื่อความหมายบางสิ่ง




ห้าปี สี่เดือนนั่นเป็นวันเวลามากพอสำหรับความสัมพันธ์กับใครสักคน เราต่างก็เติบโตมาด้วยกัน ฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกัน มีทั้งทุกข์ สุขอย่างที่ใครหลายคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะดีจะร้าย เรายืนอยู่ข้างกันเสมอ...

แต่แรงแม่เหล็กที่ดึงคนเข้าหากัน สักวันมันก็ดีดคนสองคนออกห่างได้เช่นกัน
"เรารู้ แต่ถ้าเรากลับไปคบกันอีก ทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม เราจะเจอปัญหาเดิม เราต่างมาสุดทางแล้ว นายก็รู้ รักจะไม่มากไปกว่านี้อีกแล้ว" 
เธอแตะไหล่ผมราวกับเพื่อนปลอบใจกัน บอกไม่ถูกเลยว่าเธอสงสารหรือสมเพชกันแน่

ครั้งนี้กลับเป็นเธอที่ยกแก้วใสที่รินด้วยวิสกี้ขึ้นดื่มครึ่งแก้วก่อนเอ่ยต่อ

"จำเรื่องของทอมกับซัมเมอร์ใน 500 days of summer ได้ไหม?"

ผมเลิกคิ้วหันอย่างแปลกใจ แต่ก็พยักหน้าให้เธอพูดต่อ ทำไมผมจะจดจำมันไม่ได้ เราดูหนังบ้าบอนั่นมาเป็นร้อยครั้งแล้ว และทุกครั้งผมมักบอกเธอเสมอว่า 'ซัมเมอร์แม่งใจร้ายว่ะ' และเธอก็ขำใส่ทุกที

"เราแค่จะบอกว่า เราเพิ่งเข้าใจเหตุผลของซัมเมอร์และหลายคนก็มีชีวิตแบบนั้น บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายหรอก"

บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่สิ่งสุดท้าย
"เราก็เหมือนทอมงั้นสิ" 

"นายหลงประเด็นแล้ว เราแค่จะบอกว่าคนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบใช่ไหม คนเราต่างเก่งคนละเรื่องเสมอ เราโคจรมาเจอกันเพื่อเรียนรู้อะไรบางอย่างในช่วงเวลานึง และไม่นานชีวิตก็จะโคจรให้เราเจอคนอื่นอีก ไม่มีใครหรอกจะอยู่ด้วยกันตลอดกาล'

"เหมือนที่เธอไม่เชืี่อว่าจะมีคนที่รักกันจนวันตาย?"

"เราไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อ มันอาจจะมีบ้าง แต่ชีวิตทุกคนไม่พ้นความตาย ในแง่นี้แล้ว เราไม่มีทางรู้หรอกว่าจะเป็นเรา หรือคนที่รักต้องจากไปก่อน นายเคยได้ยินใครจับมือกันไปตายพร้อมกันมั้ย?"

"เธอแม่งใจร้ายว่ะ"

"เชื่อเราเถอะ อย่าจมกับเราเลย นายอาจพลาดโอกาสดีๆ ที่จะเจอใครสักคนก็ได้ ออกไปใช้ชีวิต ลืมเราไปสักพัก ถึงตอนนั้นทุกอย่างคงดีขึ้น"

"เธอไม่ผิดหรอกที่ก้าวเดินต่อ เราเองก็ไม่ผิดหรอกที่ยังคิดอยู่ที่เดิมและยังรักเธออยู่"

"ยังหัวดื้อเหมือนเดิมเลยสินะ"

"เราว่าจะไปสูบบุหรี่ข้างนอก อันนี้ค่าเหล้าเผื่อเราไม่กลับมา ช่วงนี้เรามีงานด่วนน่ะ ชอบโดนเรียกตัวตลอด" ผมแทรกยิ้ม และควักแบงค์พันสองใบให้เธอ หวังว่าจะพอค่าเหล้าเราทั้งคู่ 

เธอก้มมองหน้าจอมือถือที่สว่างวาบเพราะใครบางคนส่งข้อความมาหา

"โอเค ดูแลตัวเองด้วย มีอะไรก็ยังติดต่อเราได้อยู่นะ เราต้องกลับแล้วเช่นกัน"

ไม่รอให้เธอจากลา ผมเดินออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกร้าน อัดสารนิโคตินเข้าปอด เผื่อมันจะทำให้รู้สึกดีขึ้น

ไฟถูกจุดขึ้นที่ปลายมวนบุหรี่ เปลวเพลิงเผาไหม้ช้าๆ กลิ่นหอมของล่องลอยไปทั่วบริเวณ ควันสีเทาล่องลอยในห้วงอากาศ พร้อมกับสายตาที่เหม่อมองอย่างไร้จุดหมาย

'ดีแล้วที่เธอก้าวเดินต่อได้ ดีแล้วที่รู้ว่าจะมีใครสักคนคอยดูแลเธอแทนเรา'

ผมปลอบตัวเอง เพิ่มมวลสารนิโคตินเข้าปอดอีกครั้ง ควันสีเทาจางล่องลอยอย่างไร้จุดหมายก่อนผมใช้เท้าบดขยี้มันจนไฟมอดดับ และก้าวเดินต่อไป






SHARE
Writer
Janiva
No one
A girl who loves writing, emotional, sold my soul to devil, love sadness, disappointed daughter.

Comments

Viczorr
3 years ago
รู้สึกดิ่งหลังจากอ่านจบ 😢😢
Reply
Janiva
3 years ago
ขอบคุณมากเลยจ้าที่มาอ่านงานเราตลอด อันรี้ลองเขียนเรื่องสั้นดู มันอาจดูแปลกๆ หน่อย แต่ถ้่ามันหน่วงก็โอเค ตั้งใจไว้แบบนั้แหละ 55
Viczorr
3 years ago
รู้สึกจม อารมณ์ขุ่นๆมัวๆเทาๆ เขียนได้ดีฮ่ะ ชอบจัง
JNJunsopa8
3 years ago
อ่านแล้วรู้สึกดีจัง
Reply
Janiva
3 years ago
ฮื้อ ยังไงจ่ะ