ฉัน อาตมัน

"…ดูก่อนพระอินทร์ ร่างกายไม่ใช่ตัวตน ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่อยู่เพื่อประโยชน์ของตัวตน
ประสบการณ์ทั้งหลายในความฝันก็ไม่ใช่ตัวตน แม้ว่าประสบการณ์เหล่านั้นจะมีความหมายสำหรับตัวตนก็ตาม ตัวตนไม่ใช่สภาวะอันเป็นนามธรรมในเวลาที่บุคคลหลับสนิท จักษุ ร่างกาย เจตสิกธรรม กระแสแห่งสัมปชัญญะ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดล้วนแต่เป็นอุปกรณ์เครื่องอาศัยของตัวตนทั้งสิ้น ตัวตนเป็นรากฐานแห่งความตื่น ความหลับ และความฝัน… ตัวตนเป็นอมฤตปรากฏได้โดยตนเอง เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความสงสัยและการปฏิเสธ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ความสงสัยและการปฏิเสธเป็นไปได้ มันเป็นผู้รู้ที่ไม่มีวันจะถูกรู้และเป็นสิ่งที่ทำให้ความรู้เป็นได้มีได้ สิ่งดังกล่าวมานี้เรียกว่าตัวตน หรืออาตมัน(อาด-ตะ-มัน)…"



ฉานโทคยอุปนิษัท









ฉันมักมีความคิดผ่านเข้ามาอยู่เสมอๆ ความคิดหลายครั้งเป็นความสงสัย ความสงสัยบางครั้งไม่จำเป็นจะต้องอยากรู้ แต่ก็มีที่ความสงสัยหนึ่งจำเป็นจะต้องได้รับความกระจ่าง ฉันชื่นชมวิทยาศาสตร์อยู่เสมอ มันเกิดมาจากความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์ มันทำให้เกิดหนังหรือภาพยนต์ที่ฉันรัก ในความรักนี้เองที่มักทำให้ฉันวาดฝันกลางวันอยู่เป็นประจำ มันเป็นความสุขที่ได้หลีกหนีจากโลกและเข้าไปในฝันที่วาดไว้ ฉันรู้ตัวดีอยู่เสมอว่าเมื่อใดที่กำลังฝัน เมื่อใดกำลังตื่นอยู่กับความเป็นจริง บางครั้งความเป็นจริงก็มิได้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ บางครั้งเมื่อคิดให้ลึกลงไปฉันเห็นว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นนั้นเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ฉันเห็นสิ่งต่างๆได้ด้วยตาคู่นี้ที่มีอยู่แต่ฉันไม่เคยมองเห็นตัวเองเลย ถ้าไม่อาศัยภาพสะท้อนของเงา เมื่อครั้งชั้นประถมเมื่อถูกถามว่าชื่อะไรฉันก็ตอบว่าพร้อมกับสะกดให้ฟัง พอขึ้นชั้นมัธยมเมื่อมีคนถามถึงความหมายของมันฉันก็พอจะตอบได้ว่าชื่อของฉันหมายความว่าอย่างไร "ฉันเป็นใคร?" เป็นคำถามที่ฉันพยายามใช้ความคิดเพื่อหาคำตอบตั้งแต่ที่มันยังเป็นเพียงห้วงนึกที่ผ่านเข้ามา ในตอนแรกฉันยังมีภาระต้องเรียนให้จบมหาวิทยาลัย แต่พอส่งหนังสั้นสำหรับจบการศึกษาแล้วฉัน อาตมันก็ขึ้นรถทัวร์มุ่งหน้าลงเกาะเต่าทันทีในคืนวันนั้น

ที่ท่าเรือเฟอร์รี่จังหวัดชุมพรแสงแดดจากดวงอาทิตย์ยามเช้ายังไม่ร้อนเท่าไหร่ ฉันล้างหน้าแปรงฟันที่ห้องน้ำเมื่อลงจากรถ การนั่งรถนานร่วมสิบชั่วโมงทำให้ร่างกายเมื่อยล้าไปทั้งตัว ระหว่างที่รอเรือออกฉันซื้อแซนวิชและกาแฟจากร้านค้ามากิน มองดูนักท่องเที่ยวที่กำลังต่อแถวรอขึ้นเรือทั้งชาวไทย ชาวยุโรป และชาวจีน

ฉันเลือกที่นั่งนอกห้องแอร์บริเวณท้ายเรือบนชั้นสอง แสงแดดอุ่นๆส่องเข้ามาทางด้านข้าง ฉันลังเลจะเปลี่ยนที่แต่พอคิดดูที่ตรงนี้ก็ดีอยู่เหมือนกัน ในวันนั้นคลื่นลมสงบ การแล่นเรือเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เหมือนกับเมื่อสิบปีก่อนที่ฉันมากับพ่อ ครั้งนั้นเรือออกจากฝั่งพร้อมกับมรสุมพอดี เรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่ถูกยกขึ้นด้วยคลื่นและปล่อยให้ร่วงหล่นเป็นจังหวะตลอดการเดินทาง มีเสียงอ้วกเป็นระยะๆผสมโรงกับเสียงพายุฝนข้างนอก การเดินทางครั้งนั้นฉันรู้สึกกลัวตายอย่างประหลาด

ที่นั่งข้างๆมีชาวเอเชียสองคนมานั่ง น่าจะเป็นคู่รัก พวกเขาทั้งสองมองทะเลกันอยู่แต่ไม่นานก็หลับไป

ฉันมองเส้นขอบฟ้าที่อยู่ไกลสุดลูกหูลูกตา มันเกิดจากการตัดกันของท้องฟ้าสีอ่อนกับทะเลสีเข้ม ห้วงนึกหนึ่งได้ผ่านเข้ามา

“ที่ผ่านมามหาลัยให้อะไรกับฉันบ้าง ฉันได้ความรู้ที่จะใช้หากินในระบบสังคม แต่ความรู้นั้นไม่เคยบอกเลยว่าฉันเป็นใคร มาจากไหน และควรจะเอายังไงกับชีวิต”

แล้วฉันก็คิดคาดการณ์ไปตลอดทางว่าชีวิตจะพาให้ไปเจอกับอะไรอีก



พอเรือเทียบท่าบนเกาะฉันก็ออกจากเรือพร้อมกับนักท่องเที่ยวที่มาด้วยกัน สัมภาระมีเพียงเป้ใบเดียวที่อยู่กับตัวตลอด ป่านเพื่อนฉันกำลังโบกมืออยู่หน้าช่องจำหน่ายตั๋ว เขาเป็นชายร่างใหญ่ไว้เคราผิวคล้ำแต่ใจดี หลังจากที่ทักทายกันเรียบร้อยฉันก็ซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปโฮสเทลของเขา

โฮสเทลของป่านตั้งอยู่ระหว่างร้านอาหารอิตาเลียนและไทยริมถนนหลักของเกาะ ซึ่งอยู่ห่างจากหาดทรายรีเพียงไม่กี่ก้าว มันเป็นตึกแถวห้าชั้นที่มีดาดฟ้า ชั้นล่างมีรีเซฟชั่นและบาร์อยู่ด้วยกัน

ฉันเดินดูภาพขาว-ดำที่ติดตามผนังระหว่างที่ป่านหายไปในหลังบาร์ มันเป็นภาพทิวทัศน์ขนาดใหญ่กว่าเอกสารราชการไม่มากเรียงเป็นแถวในระดับสายตา

“ใครเป็นคนถ่ายน่ะป่าน” ฉันถามตอนที่เขาออกมา

“แฟนกูเป็นคนถ่าย”

“ใช้ได้นี่หว่า”

“ข้างบนยังมีอีกนะ มึงอยากได้น้ำไรป่าว โค๊ก เบียร์ กาแฟ"

"กาแฟแล้วกัน เบียร์ยังเร็วไปว่ะ" ฉันตอบ

หลังจากที่ป่านถูกมหาลัยขอให้ลาออกเพราะไปทำร้ายร่างกายลูกชายนายพลที่มาพูดจาดูถูกก็กลับมาที่เกาะเต่า ซึ่งเป็นบ้านเกิด โชคดีที่ตอนเขากลับมาสัญญาเช่าตึกหลังนี้หมดพอดี ฝรั่งคนที่เช่าอยู่ต้องคืนตึกให้พอปรับแต่งเล็กน้อยจากของเดิมที่ดีอยู่แล้วมันก็กลายเป็นของเขาไปโดยสมบูรณ์

"มึงจะขึ้นเขาวันนี้เลยรึเปล่า คืนนี้มีปาร์ตี้ กูเชิญดีเจจากฟินแลนด์มา อยู่ก่อนสิ"

ฉันตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา

ตอนเย็นป่านยังยุ่งอยู่กับงานของเขา ฉันออกไปเดินเล่นที่ชายหาดเพียงลำพัง หาดทรายรีเปลี่ยนไปมาก บาร์ที่แต่ก่อนมีไม่กี่ที่สร้างจากไม้ตอนนี้มีอยู่เต็มหาดและทำด้วยปูน ฉันเดินทอดอารมณ์ไปเรื่อยๆจนเจอต้นมะพร้าวที่ยืนต้นผิดรูป แทนที่ลำต้นจะตั้งฉากกับพื้นโลกมันกลับขนานไปกับพื้น

ฉันนั่งลงข้างมัน

พระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า แสงสีปรากฏขึ้นเหมือนบทกวีเหนือเส้นขอบฟ้า คนที่ลงเล่นน้ำเริ่มทยอยกันขึ้นมาบนหาด มีเสียงนกร้องคลออยู่กับจังหวะดนตรี ฉันเหมือนตกอยู่ในภวังค์

พอฉันกลับมาป่านแนะนำผู้หญิงรูปร่างสูงและเจ้าเนื้อให้รู้จัก เธอเป็นคนที่ถ่ายรูปขาว-ดำพวกนั้น

"นี่ลูกแมว" ป่านบอก

“เราชอบภาพที่เธอถ่ายนะ ได้อารมณ์ดี"

เธอพยักหน้าและบอกขอบคุณ

ฉันบอกป่านว่าอยากอาบน้ำ เขาพาฉันไปที่ชั้นสาม ตลอดทางขึ้นมีภาพติดอยู่ตามผนัง บางภาพก็ดูไม่ออกเลยว่าถ่ายที่เกาะเต่า ที่หน้าห้องของป่านมีภาพที่ฉันเห็นและรู้จักประดับอยู่ มันเป็นบ้านต้นไม้เก่าๆที่ฉันมาพักกับพ่อเมื่อสิบปีก่อน

“ตอนที่กูไปดูบ้านให้มึง ลูกแมวเขาไปด้วย เขาเห็นแล้วชอบมาก"

“ภาพนี้แม่งโคตรได้อารมณ์เลยว่ะ"

ถ้านับตั้งแต่ตอนที่พ่อจากไปตอนนี้ก็ผ่านมาหกปีแล้ว ก่อนตายเขาทรมานด้วยโรคมะเร็ง มันกัดกินเขาจากภายใน ฉันเห็นขณะที่เขากำลังสิ้นลมและหลับไปอย่างสงบ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความเจ็บปวด

“มึงไปอินเดียมาเป็นไง" ฉันถามตอนที่เรากำลังนั่งกินมื้อเย็นกันที่ชั้นล่าง

"ก็มันส์ดี ได้เปิดโลกชิบหาย มึงคิดดูสิ ประเทศเราแม่งโคตรจะเจริญเลยถ้าเทียบกับอินเดีย ขอทานก็น้อย คนก็กินดีอยู่ดี"

“ใช่" ลูกแมวบอก "ที่นั่นขอทานเยอะกว่าหมาข้างถนนบ้านเราอีก"

"แล้วพวกเทวสถานก็เยอะด้วย เยอะเหมือนเซเว่นในกรุงเทพเลย พอกูกลับมานะกูนี่รักประเทศไทยชิบหาย"

"มึงได้ไปแม่น้ำคงคาป่ะ" ฉันถาม



“ไปดิ่ ลูกแมวอ่ะร้องไห้ เห็นไอ้ที่เขาเผาศพกันริมแม่น้ำ ไฟที่เผานั่นแม่งไม่ดับมาสองพันปี"

“เห็นแล้วก็ปลงเนอะ สังขาร" ลูกแมวว่า

ต่อจากนั้นเขาก็เล่าแต่ละเมืองที่เขาไป ทัชมาฮาล เมืองสีชมพู ที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

“มึงดูนี่" เขายื่นมือถือมาให้ มันเป็นภาพภูเขาที่มีประตูทางเขาขนาดใหญ่เรียงรายกันอยู่นับสามสิบช่อง

"อายุเป็นพันปี ทั้งหมดขุดด้วยสิ่วกับค้อน"

ฉันขยายภาพเพื่อดูรายละเอียด

"กูว่ามันใช้จิตวิญญาณด้วยนะเนี่ย โอ้โห" ฉันเลือนภาพต่อๆไป มีปติมากรรมที่ประดับอยู่ปากทางเข้า ภายในมีจิตรกรรมฝาผนั่งที่รางเลือนไปเพราะกาลเวลา



หลังจากมื้ออาหารป่านพาฉันขึ้นไปที่ดาดฟ้า บนนั้นมีต้นไม้ปลูกในกระถางวางเรียงริมกำแพงทั้งสามด้าน บริเวณที่เป็นตะแกรงเหล็กมีกล้วยไม้แขวนอยู่มาก ตรงกลางมีโต๊ะที่ล้อมด้วยเบาะบีนแบ็ก

"พวกนี้มาจากบ้านต้นไม้มึงทั้งนั้น เท่าที่รอดมาได้น่ะนะ"

ฉันแหงนหน้ามองพระจันทร์ มันคงจะเต็มดวงในอีกไม่กี่วัน

มีเสียงจุดไม้ขีดมาจากข้างหลัง ป่านพ่นควันฉุยออกมา กลิ่นของมันช่างคุ้นเคย และเขาส่งต่อมาให้

"กัญชา ยานรก" ฉันพูดและรับมาสูบ

ขณะที่เรานั่งลอยละล่องเคลิบเคลิ้มที่บีนแบ็กมีผู้หญิงสาวสามคนเดินเข้ามา สำเนียงที่พวกเธอคุยกันฟังเหมือนรัสเซียน สองคนนั่งลงตรงข้ามเราอีกคนเดินหาอะไรบางอย่างรอบๆ ไม่นานก็มานั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนพร้อมกับกระป๋องโค๊กที่ถูกเจาะเป็นรูด้านข้าง

พวกเขาคุยอะไรสักอย่างกันที่ฉันฟังไม่ออก คนที่มีกระป๋องโค๊กหันมาถามป่านเป็นภาษาอังกฤษว่ามีไฟแช็กไหม

“ผมมีแต่ไม้ขีด" ป่านตอบและส่งกล่องให้

ฉันเห็นเธอประกบกระป๋องกับปากและจุดไฟเผาสิ่งที่อุดรูอยู่ กลิ่นกัญชาไหม้ลอยมาพร้อมกับเสียงสูดอากาศ

“คุณสูบกัญชาเหรอ" ฉันถามพวกเขาตอนที่วนมาถึงคนสุดท้าย "มันผิดกฏหมายประเทศไทยนะ ผมจะแจ้งตำรวจ"

เธอชะงักไป สำลักควัญ และไอตามมา

ฉันกับป่านหัวเราะเบาๆ

“เขาแกล้งเล่นน่ะ" ป่านบอก "ตามสบายเลยนะครับ"

เธอมองหน้าฉันเหมือนไม่สบอารมณ์ ฉันได้แต่ยิ้มตอบไปอย่างขี้เล่น

“คุณชื่ออะไร" ฉันถามตอนที่เธอคืนกล่องไม้ขีดมาให้

“อานุชก้า" เธอบอกและแนะนำเพื่ออีกสองคน แต่ฉันฟังชื่อรัสเซียไม่ค่อยถนัด

“แล้วพวกคุณล่ะ"

“อาตมัน"

“ผมป่าน"

"พวกคุณมาจากรัสเซียใช่มั้ย" ฉันถาม

"สองคนนี้มากจากรัสเซีย แต่ฉันมาจากอามาเนีย"

"อานุชก้าจากอามาเนีย" ฉันพูด

"อาตมันจากไทย"

"ใช่ ยินดีที่ได้รู้จัก"

"ไปหาเบียร์กันดีกว่าอาต สักพักดีเจก็เล่นละ" ป่านบอกฉันเป็นภาษาไทย

"พวกเราจะไปหาเครื่องดื่ม" ฉันหันไปบอกอานุชก้าขณะที่ลุกขึ้น

"เดี๋ยวก่อน" เธอว่า "ช่วยถ่ายคลิปวีดีโอให้หน่อยสิ"

ฉันกับป่านมองหน้ากัน

"ทำไมจะไม่ล่ะ" ฉันตอบ

"โอเค ฉันขอไปเปลี่ยนชุดก่อนข้างล่าง เดี๋ยวขึ้นมา"

ฉันพยักหน้าและนั่งรอ

พอเธอขึ้นมาก็นัดแนะให้ฉันเป็นตากล้องและป่านเป็นคนจัดไฟ

อานุชก้าสวมบทบาทเป็นแม่มด เธอโผล่มาจากทางเข้า เธอเดินไปรอบๆด้วยท่าทางที่ตื่นตระหนกระแวดระวังและดูมีมนต์ขลัง หลังจากนั้นเราแยกจากกลุ่มของเธอลงมาข้างล่าง ไม่นานดีเจก็เริ่ม ฉันอยู่ในนั้นได้สักพักก็ออกมาเพื่อสูดอากาศ ฉันเมาเล็กน้อยด้วยฤทธิ์ของกัญชาและเบียร์

อานุชก้าทำให้ฉันนึกถึงตอนที่แคสนักแสดงสำหรับหนังสั้น ฉันได้รู้จักพราย รุ่นน้องเอกการแสดง เธอได้รับบทนักไวโอลินหญิงที่กำลังแสวงหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เพลง ดวงตาของเธอเป็นประกายหน้ากล้องเหมือนกับอานุชก้า เธอช่างดูมีชีวิตชีวาและงดงามจนฉันไม่อาจต้านทานได้

ฉันเดินไปที่ถนนเรียบหาดที่เดินเล่นเมื่อเย็น เพราะไม่มีอารมณ์ปาร์ตี้เท่าไหร่ นักท่องเที่ยวเดินออกจากร้านหนึ่งเปลี่ยนไปอีกร้านหนึ่งแสงจากพระจันทร์สะท้อนกับพื้นผิวน้ำทะเล ไฟจากนักควงไฟหมุนติ้วเป็นลูกข่าง ทำไมคนๆนึงถึงติดตาตรึงใจได้ขนาดนี้นะ ฉันคิด

ระหว่างที่ถ่ายทำหนังสั้นฉันหาโอกาศเพื่อสร้างสัมพันธ์กับพรายอยู่เสมอ เธอขำทุกมุกตลกที่ฉันเล่นจนฉันแทบคลั่ง บางวันเรานั่งคุยกันถึงเรื่องชีวิตจนดึกดื่นซึ่งฉันไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน อาจเป็นเพราะเหตุนี้หละมั้งที่ทำให้ฉันตกหลุมรักเธอเข้า





วันต่อมาฉันตื่นค่อนข้างสาย ตอนนั้นป่านยังหลับอยู่บนเตียง ฉันล้างหน้าแปรงฟันและลงไปที่ชั้นล่างในชุดเดิม เห็นลูกแมวกำลังดื่มชาอยู่ที่โต๊ะตรงมุมห้อง เธอโบกมือเรียก ฉันพยักหน้าตอบ

บุฟเฟ่ต์อาหารเช้ายังไม่หมด ฉันตักขนมปังชุบไข่กับสลัดแล้วไปนั่งกับลูกแมวที่โต๊ะ

"ป่านยังนอนอยู่เลย" ฉันบอก

"ปล่อยไปเถอะ เมื่อคืนกว่าปาร์ตี้จะเลิกก็ตีห้าแล้ว"

ฉันจัดการกับอาหารเช้าอย่างเงียบๆ โทรทัศน์กำลังฉายข่าวแต่เสียงเบาจนเพลงที่เปิดอยู่กลบจนเกือบไม่ได้ยิน

"อยากได้กาแฟมั้ยอาต" ลูกแมวถาม

"ได้ ขอบคุณ"

เธอหายไปที่บาร์พร้อมกับเพลงของนอร่าห์ โจนส์ที่เริ่มบรรเลง

และฉันก็คิดถึงพรายอีกครั้ง



ตอนที่เราอยู่ที่บ้านลุงสันต์ ป้าเชอร์รี่เป็นคนทำมื้อเย็นให้เรา พรายก็เป็นคนที่ชอบทำอาหารจึงเข้าไปช่วยป้าในครัว ฉันอยู่คุยกับลุงสันต์ที่ห้องนั่งเล่น

"ผมว่าจะไปเกาะเต่านะลุง" ฉันบอกเขา "ผมอยากปลีกวิเวกสักพัก"

"มีปัญหาอะไรรึเปล่าอาต"

"มันก็ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ มันเป็นคำถามมากกว่า ผมอยากขบคิดเงียบๆน่ะครับ"

"อ่อ ลุงเข้าใจ ช่วงเปลี่ยนผ่านก็อย่างนี้แหละนะ" เขาว่า

แล้วฉันก็ไปที่ครัวเพื่อดูว่าป้าเชอร์รี่กับพรายทำอะไรกัน ดูเหมือนว่าทั้งสองจะเข้ากันได้ดี ป้าเชอร์รี่ยุ่งอยู่กับเตา พรายกำลังฮัมเพลงและหั่นผักอยู่ใกล้ๆ

"คัม อะเวย์ วิธ มี อิน เดอะ ไนท์" มันเป็นของนอร่าห์ โจนส์

ฉันฟังเธอฮัมเพลงและหั่นผักไปโดยที่เธอไม่รู้ว่าฉันยืนอยู่แถวนั้น

"หนูชอบแจ๊ซเหรอ" จู่ๆป้าเชอร์รี่ถามขึ้นมา

"ค่ะ" พรายหยุดลงเพลงเพื่อตอบคำถาม

"อาตมันน่ะชอบแจ๊ซ" ป้าเชอร์รี่กล่าว "หนูรู้จักกับเจ้านั่นได้ยังไงล่ะ"

"เขาเป็นเพื่อนกับแฟนหนูน่ะค่ะ" ข้อเท็จจริงได้ถูกเผยออกมาโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ฉันรู้สึกเหมือนหล่นจากที่สูง ท้องไส้ปั่นป่วนเหมือนมีพายุหมุนอยู่ข้างใน มันคือความหลงที่ทำให้ฉันไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่เห็น ฉันคิดหลอกตัวเองมาตลอดว่าเขากับเธอเป็น"เพื่อนสนิท"กัน

"เราเจอกันช้าไป" เธอบอกกับฉันในคืนนั้น ขณะที่เราอยู่ในรถซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปบ้านของเธอ

"อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดไม่ใช่เหรอ" ฉันตอบไปอย่างเย็นชา

"มันก็ถูกของพี่แหละ น่าตลกนะชีวิต"

"ตลกร้ายน่ะสิ" ฉันพูดไปแต่ขำไม่ออก

ในคืนนั้นฉันคิดว่าถ้าฉันไม่ได้บอกความรู้สึกตัวเอง มันอาจจะไม่มีเลยวันที่พรายจะได้รู้ความจริง แต่มันก็ไม่สำคัญหรอก เพราะตอนที่ฉันอยู่ต่อหน้าพรายนั้นทุกอย่างมันดูสมบูรณ์แบบ ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเพิ่มเติม เธอไม่จำเป็นต้องรู้ ฉันไม่จำเป็นต้องบอก



“เสียงเขาก็เพราะดีนะ นอร่าห์ โจนส์น่ะ" ฉันบอกลูกแมวเมื่อเธอกลับมาพร้อมกาแฟ

"ใช่ ป่านนี่คลั่งอย่างกับอะไร"

ฉันยิ้มและชิมกาแฟ รสชาติของมันขมกำลังพอดี

"เห็นป่านบอกว่าอาตชอบสาวนักแสดงอยู่นี่ เป็นไงมั่งล่ะ"

ฉันส่ายหัว

"เขามีคนของเขาอยู่แล้ว"

"ทำไมไม่แย่งมาเลยล่ะ"

"บ้า ทำไม่ลงหรอก"

"ล้อเล่นน่ะ" ฉันเพิ่งเห็นลูกแมวทำทีเล่นทีจริงเป็นครั้งแรก "งี้แหละความรัก ไม่เข้าใครออกใคร"

"อืม บางที่เราก็แอบคิดนะว่าเราอาภัพรักรึเปล่า"

"อย่าไปคิดงั้นสิ มันอาจจะยังไม่ถึงเวลาก็ได้"

"ยังไม่ถึงเวลา" ฉันทวนคำ "อืม… งั้นคงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ล่ะ"





บ้านต้นไม้อยู่บนเขาที่ต้องใช้เวลาขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปราวสิบห้านาที ในตอนแรกฉันคิดว่าจะให้ป่านขึ้นไปส่ง แต่เขาบอกให้ฉันเอามอเตอร์ไซค์อีกคันไปด้วย เพราะโฮสเทลมีมอเตอร์ไซค์หลายคันไว้ให้เช่า ทั้งรายวันรายเดือน

ก่อนจะขับขึ้นเขาเราแวะซื้อเสบียงที่ตลาดก่อน ฉันเลือกผักหลายอย่างเช่นมะเขือเทศ หัวหอม บล็อคโคลี่ และเนื้อหมูพร้อมน้ำแข็ง ป่านบอกว่าลังโฟมที่เขาหิ้วติดมาด้วยใช้เป็นตู้เย็นในระยะสั้นก่อนได้และฉันก็ไม่มีแผนว่าจะอยู่กี่วัน ถ้ามีมอเตอร์ไซค์อยู่ด้วยก็ช่วยให้กลับลงมาเมื่อไหร่ก็ได้

ตรงทางเข้าที่ดินฉันแวะทักทายอังเคิ้ลแกร์รี่ เพื่อนของพ่อจากออสเตรเลีย เขาบอกว่าฉันเปลี่ยนไปมากจนจำแทบไม่ได้ นั่นอาจเป็นเพราะฉันไว้ผมยาว แต่อังเคิ้ลแกร์รี่ก็ดูเปลี่ยนไป รอยริ้วของความชราบนใบหน้าเห็นได้ชัด ผมบนหัวเริ่มบางและขาวโผลน เราคุยกันไม่นานนักฉันก็แยกจากเขามา



บริเวณที่ของฉันมีหญ้าขึ้นรกสูง มีต้นไม้หลายอย่างที่ฉันไม่รู้จักโตขึ้น ฉันเห็นต้นไม้ใหญ่ยืนตระหง่าน บ้านต้นไม้อยู่ตรงนั้น มันมองเห็นได้ยากเพราะกิ่งก้านมากมายของไม้ใหญ่บังไว้อยู่ เราจอดมอเตอร์ไซค์ใกล้ๆกับต้นไม้ ฉันมองขึ้นไปคิดว่ามันคงสูงขึ้นเล็กน้อย



ฉันบอกป่านให้ปีนขึ้นบ้านไปก่อนแล้วส่งรอกลงมา ฉันจัดการมัดรวมสัมภาระกับเสบียงเข้าด้วยกัน วางมันบนไม้กระดานที่ป่านส่งลงมา พอฉันเห็นว่าป่านสามารถดึงพวกมันขึ้นไปได้ ฉันก็ปีนบันไดลิงตามขึ้นไป

ภายในบ้านต้นไม้ดูทรุดโทรม สีที่ทาเคลือบไว้หลุดร่อนออกไปตามกาลเวลา ที่มุมห้องฝั่งทิศตะวันออกมีหน้าต่างและที่นอนกับมุ้งที่ถูกรวบเก็บไว้ ถัดไปข้างๆมีตู้ที่พ่อสร้างขึ้นพร้อมกับบ้าน ในนั้นไม่มีเสื้อผ้าแต่มีหนังสืออยู่เกือบยี่สิบเล่ม มีเตาถ่านและไม้กวาดอยู่ที่ช่องด้านล่าง ข้างตู้ไปเป็นมู่ลี่ที่กั้นภายในกับภายนอก มันสามารถเปิดได้จนสุดเหมือนไม่มีอะไรปิด ตรงส่วนที่เป็นระเบียงมีเก้าอี้ไม้สูงเท่าเอวกับโต๊ะซึ่งมีแจกันไม่ได้ใส่ดอกไม้วางไว้อยู่

ฉันจัดการเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าไปใส่ตู้ ป่านช่วยเอาเสบียงที่เป็นของสดใส่ลังโฟม ส่วนพวกข้าวสารและบะหมี่สำเร็จรูปฉันใส่รวมเข้าไปในตู้ใกล้ๆเตาถ่าน ซึ่งฉันเพิ่งเห็นว่าในช่องนั้นยังมีจานชามช้อนกระทะตะหลิวและหม้ออยู่ด้วย

“เดี๋ยวกูพาไปดูไรอาต" ป่านบอกเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

เราลงบันไดลิงมาแล้วเขาก็เดินนำไปทางทิศเหนือ พอผ่านดงหญ้าไปเขาชี้ให้ดูต้นไม้ที่มีใบเป็นแฉก

“กูมาปลูกไว้ ไม่นานคงได้ดูด" เขาบอกพลางลูบคลำใบของต้นไม้แล้วนั่งลงในท่าขัดสมาธิ

ฉันนั่งลงตามแล้วเขาก็จุดไฟจากไม้ขีด

"เดี๋ยวกูต้องกลับแล้วล่ะอาต ถ้าเถลไถลลูกแมวฆ่ากูตายแน่"

ฉันยิ้ม

"เออ อาต" ป่านพูดหลังจากที่นิ่งเงียบไปเหมือนรูปปั้น "กูกำลังจะเป็นพ่อคนแล้วนะ"

"ห้ะ" ฉันตกใจจนกัญชาในมือหล่นลงพื้น

"อือ ลูกแมวท้องได้สองเดือนแล้ว"

"ไม่รู้จะพูดไรเลยว่ะ" ฉันบอกหลังจากเงียบไปสักพัก

"ตอนกูรู้ตอนแรกก็พูดไรไม่ออก"

"เป็นพ่อป่านซะแล้วว่ะเพื่อนกู"

เขาขำอย่างมีความสุข



ฝนตกลงมาในตอนบ่าย อากาศเย็นสบายและไม่มีแสงแดดเลยตลอดบ่ายนั้น ฉันรื้อหนังสือออกมาดูว่ามีอะไรบ้าง เล่มแรกที่วางอยู่บนสุดคือ เดอะก๊อดฟาเธอร์ของมาริโอ้ พุซโซ ไม่รู้ว่าจะเหมือนกับหนังที่มาร์ลอน แบรนโดแสดงนำหรือเปล่า มีเชอร์ล็อค โฮล์มส์สามสี่เล่ม ตรรกวิทยาเชิงปฏิบัติ มีคอสมอส หนังสือวิทยาศาสตร์ของคาร์ล เซแกน ดิ อินเทลิเจนท์ อินเวสเทอร์ มีคัมภีร์เต๋า เต๋อ จิง และมีเล่มหนึ่งที่สะดุดตาฉัน มันเป็นหนังสือสันห่วงที่ถ่ายเอกสารมา หน้าปกทั้งสองด้านของมันมีลายมือหวัดๆของพ่อเขียนอยู่อย่างไม่มีระเบียง หน้าปกด้านหน้าตรงกลางมีตัวพิมพ์ภาษาไทยว่า "ปรัชญาเบื้องต้น"

ฉันคิดว่ามันคงเป็นหนังสือที่พ่อใช้เรียนตอนมหาวิทยาลัย ฉันเปิดดูด้านในเห็นว่ามีรอยขีดด้วยปากกาหลายสี มีรอยจดบันทึกตามที่ว่าง บ้างก็เป็นภาพวาดขีดๆเขียนๆของเขา หนังสือเล่มนี้ไม่มีคำนำหรือสารบัญ ชื่อของผู้เขียนฉันก็หาไม่เจอ ในส่วนสุดท้ายของหนังสือเป็นสรุป

ฉันจับมันแยกไว้ต่างหากแล้วดูในตู้ต่อ ด้านหลังกองหนังสือฉันเห็นบางอย่างเป็นเหลี่ยมจึงยกหนังสือทั้งหมดออกมากองข้างนอก มันเป็นภาพเขียนบนเฟรมผ้าใบ เป็นรูปนาฬิกาทรายวางอยู่บนพื้นที่ว่าง ภายในส่วนที่เป็นแก้วบรรจุด้วยของเหลวสีแดง

"เลือด" ฉันคิด



ฉันยกกองหนังสือกลับเข้าที่ เหลือภาพเขียนกับหนังสือปรัชญาเบื้องต้นเอาไว้ คิดว่าในบ้านนี้น่าจะมีที่ให้แขวนภาพได้จึงเดินดูตามผนัง ที่ฝั่งตรงข้ามกับตู้ไม้ฉันเจอตะปูตัวหนึ่งตอกไว้ในระดับสายตาพอดี ฉันจึงแขวนภาพเขียนไว้ตรงนั้น

ภาพนี้ฉันมั่นใจว่าพ่อเป็นคนเขียน ด้วยทีแปรงแบบนั้น คู่สีอย่างนี้ ฉันมักเห็นเขาวาดรูปตัวเองกับกระจกอยู่บ่อยๆ จนวันนึงที่ฉันโตพอจะสงสัยฉันจึงถามเขาว่าทำไมถึงต้องวาดรูปตัวเองเยอะขนาดนั้น

“มันทำให้พ่อเห็นตัวเอง รู้ตัวเองว่าตอนนี้อารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างไร”

เสียงหยดน้ำจำนวนมหาศาลกระทบใบไม้แห้งดังมาจากข้างล่าง พวกใบแก่ที่ติดอยู่กับก้านหลุดร่วงลงมา ฉันเดินไปนั่งข้างมู่ลี่กับหนังสือ จากนั้นก็เปิดบทสุดท้ายของมันอ่าน





ด้วยฤทธิ์กัญชาที่สูบไปกับป่านทำให้ฉันอ่านบรรทัดข้ามบรรทัด เนื้อความที่ได้ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ฉันจึงวางมันไว้ตรงนั้นแล้วไปต้มน้ำร้อนเพื่อชงกาแฟ

ฉันฉีกซองออก เทใส่ถ้วย เทน้ำร้อนจากหม้อ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน กลิ่นของมันหอมฟุ้งในอากาศ

ฉันฮัมเพลงไปกับสายฝนที่ตกลงมา เพลงออทั่ม ลีฟที่ฉันชอบฟังระหว่างนั่งรถไฟฟ้าไปเรียน

พอฝนหยุดตกนกก็เริ่มร้องออกหากิน เมฆที่เกาะตัวกันหนาเริ่มคลี่คลายให้แสงอาทิตย์ได้ส่องผ่านเข้ามา อากาศที่เย็นชื้นเริ่มอบอุ่นขึ้น

"ช่วงเปลี่ยนผ่านก็อย่างนี้แหละนะ" คำพูดของลุงสันต์แล่นผ่านเข้ามา เขาเป็นคนเดียวในพี่น้องสามคนของพ่อที่ไม่ถูกความโลภเข้าครอบงำ หลังจากที่พ่อเสียไปได้ไม่ถึงปีพี่น้องของเขาก็คิดฮุบสมบัติที่ผู้ตายทิ้งไว้ แม้แต่บ้านที่ฉันโตมาก็ยังโดนพวกเขาเอาไป ลุงสันต์ช่วยแม่ต่อสู้เรื่องคดีความอยู่เป็นปีๆแต่ก็ไม่เกิดผลเพราะพ่อกับแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน หลังจากนั้นแม่ก็ย้ายออกไปอยู่กับยายที่กาญจนบุรี ฉันอยู่กับลุงสันต์ตลอดช่วงชั้นมัธยม ที่ดินทั้งหมดที่เป็นชื่อของพ่อถูกขายทอดตลาดไป เป็นครั้งเดียวที่ฉันได้ยินลุงสันต์บอกว่าเขาเสียใจ เสียใจที่พี่น้องทำกันแบบนี้ได้ลง

"ชีวิตหนอ ชีวิต" ฉันคิด จิบกาแฟที่เหลืออยู่ครึ่งถ้วย มองหน้าปกหนังสือที่มีลายมือเขียนเหมือนลายแทง "มีแต่อะไรก็ไม่รู้" ภาพเขียนนาฬิกาทรายสว่างขึ้นเพราะแสงที่ลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้เข้ามากระทบ เลือดที่บรรจุอยู่ด้านในดูเหมือนกำลังหยดลงอย่างช้าๆ



"ปรัชญาคืออะไร" ฉันอ่านบทสรุปของปรัชญาเบื้องต้น บทนี้มีไม่กี่หน้า หลังจากที่อ่านจบฉันนั่งจมอยู่ในความคิดและลืมเวลาไป

พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน ฉันเดินไปหยิบสมุดจดบันทึกมาเขียน พ่อเคยบอกว่าการเขียนทำให้เห็นความคิดตนเองได้ชัดขึ้น

"ยังไม่มีคำตอบตายตัวแน่ชัดว่าปรัชญาคืออะไร" ฉันเขียนด้วยดินสอกด

"ลักษณะ 3 ประการของปรัชญา - 1. มีลักษณะวิพากษ์ 2. ปัญหาปรัชญาเป็นปัญหาพื้นฐาน 3.ปรัชญาแสวงหาโลกทัศน์

ชีวิตก็เหมือนการล่องเรือ ความรู้คือเครื่องยนต์และโลกทัศน์คือเข็มทิศนำทาง

โลกทัศน์คือความเชื่อที่เป็นระบบ ปรัชญาโต้แย้งกันเรื่องปัญหาพื้นฐาน แต่ปัญหานี้ก็ไม่อาจชี้ขาดได้ว่าถูกหรือผิด และเป็นปัญหาที่ชีวิตของมนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และความเข้าใจปัญหาเหล่านี้จะเป็นรากฐานให้กับทัศนะเรื่องมนุษย์โลกสังคมและความหมายชีวิต

ปรัชญาเกิดจากความอยากรู้อยากเห็นโดยธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งจะซักไซ้สงสัยในทุกๆเรื่องโดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์"

พอท้องเริ่มร้องฉันก็หยุดเขียนและลุกไปหุงข้าว ตอนนั้นใกล้มืดแล้ว เหล่านกกาเริ่มบินกลับรัง ฉันมองไปยังท้องฟ้ากว้าง

"ฉันเป็นใคร?"





ฉันกับเพื่อนในทีมห้าคนกำลังแทรกซึมเข้าไปในโรงพยายบาลแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ตั้งแต่หน้าทางเข้าจนถึงชั้นแปดหน่วยรักษาความปลอดภัยจู่โจมเข้ามาตลอด ตอนที่ลิพท์เราค้างที่ชั้นแปดเราทั้งหกคนช่วยกันเปิดประตูเหล็กด้วยมือ พอประตูแง้มออกได้เล็กน้อยระเบิดลูกกลมเกลี้ยงถูกโยนเข้ามา เพื่อนคนหนึ่งในทีมสละตนเอาร่างกายกดทับระเบิดไว้กับพื้น แรงระเบิดดันตัวเข้าลอยขึ้นในอากาศ ผิวหนังและกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวฉีกกระจุย เราต่อตัวกันปีนขึ้นด้านบนของลิพท์ ขณะที่ฉันมองลงมาที่พื้นข้างล่างเครื่องในและเลือดกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น

ที่ชั้นเก้าไม่มีใคร ดูเหมือนหน่วยรักษาความปลอดภัยจะยังอยู่กันที่ชั้นแปด พวกเรารีบวิ่งขึ้นบันไดไปที่ชั้นสิบสาม

ที่ชั้นสิบสามแสงไฟสว่างจ้า ทั้งชั้นมีเตียงเรียงรายมากมาย ในโรงพยาบาลแห่งนี้ตามข้อมูลที่ได้รับมามีการจับมนุษย์มาทดลอง

บนเตียงทุกเตียงมีคนนอนหลับอยู่ มีสายต่อจากคอมพิวเตอร์ข้างเตียงเชื่อมเข้ากับกระโหลกที่เปิดอยู่จนเห็นก้อนสมองสีเทา

ขณะที่เรากำลังหาสวิทช์เพื่อปิดระบบมัน ฉันเห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วย ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนคนตาย จอคอมพิวเตอร์ส่องสว่างวูบวาบ

ทันใดนั้นแสงไฟดับลง ความมืดเข้าครอบงำ ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ๆจากทุกทิศทาง ไม่นานระบบไฟสำรองก็เริ่มทำงาน

ปืนทุกกระปอกของเพื่อนในทีมกำลังเล็งมาที่ฉัน ดวงตาของพวกเขาทุกคนเหลือกขึ้นจนเห็นแต่ตาขาว ฉันทิ้งปืนลงกับพื้นและยกมือขึ้นเหนือหัว

"สิ่งที่คุณเห็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ความจริง" พวกเขาพูดพร้อมกันโดยที่ยังเล็งปืนมาที่ฉันอยู่

"ข้อมูลทางประสาทสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง ถูกส่งเข้าไปในสมองของคุณโดยคอมพิวเตอร์" เสียงพวกเขาเป็นโทนเดียวฟังแล้วเหมือนหุ่นยนต์

"คุณไม่เคยออกจากตึกหลังนี้ และจะไม่มีวัน"

ฉันตื่นขึ้นมาพบกับเช้าที่สดใส ไม่มีภารกิจ ไม่มีการจับมนุษย์มาทดลอง

ฉันยืดเส้นบิดร่างกายไล่ความขี้เกียจแล้วออกกำลังกายด้วยการวิดพื้น ลุกนั่งและซิท อัพ เหงื่อกาฬไหลออกมาแต่ไม่นานก็แห้งไป ต่อจากนั้นฉันนอนลงกับพื้นห้องในท่าศพที่เรียนมาจากคลาสโยคะ ค่อยๆผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งจากการออกแรง ติดตามลมหายใจที่ผ่านเข้าออกอย่างช้าๆ ภายในเริ่มรู้สึกสงบ ร่างกายเริ่มเบาสบาย ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนกำลังลอยคออยู่บนผิวน้ำนิ่งที่ไร้แรงกระเพื่อม

พอท้องเริ่มร้องหิวฉันก็ลุกขึ้นจากท่านอนมาตั้งเตาถ่านเพื่อต้มน้ำสำหรับกาแฟและไข่ลวก

ระหว่างที่ดื่มกาแฟที่เก้าอี้ไม้ฉันอ่านภาคหนึ่งของปรัชญาเบื้องต้น มันเขียนถึงอภิปรัชญา(ในบทสรุปบอกว่าเป็นสาขาวิชาปรัชญาที่ว่าด้วยความเป็นจริงอันเป็นพื้นฐาน) ภาคนั้นถูกแบ่งเป็นสามตอน ฉันอ่านไปคิดตามไปจนพระอาทิตย์โคจรมาอยู่เหนือศรีษะพอดีจึงเลิกอ่านและลงจากบ้านต้นไม้เพื่อจะไปที่ลำธารทางทิศใต้

เมื่อวานมีฝนตกในตอนเย็นพื้นดินจึงชุ่มแฉะจนเป็นเลนติดรองเท้า ฉันถอดมันทิ้งไว้ที่ใต้ต้นไม้แล้วเดินเท้าเปล่าไป ระหว่างทางมีดอกไม้มากมายกำลังบานสะพรั่ง สีสันสดใสระยับตาปะปนกันไปกับสีเขียวของแมกไม้ มีผีเสื้อบินผ่านไปมาหาน้ำหวาน เสียงน้ำไหลที่ได้ยินชัดขึ้นเรื่อยๆเป็นสัญญาณบอกว่าใกล้ถึงแหล่งน้ำเข้าไปทุกที

ฉันปีนขึ้นโขดหินสีเทาขนาดใหญ่ ถอดเสื้อผ้ากองไว้บนนั้นกับสมุดจด ฉันมองลงไปยังผิวน้ำ มันไม่ลึกมาก น้ำใสจนสามารถเห็นตะไคร่ที่จับอยู่กับก้อนหิน ฉันกระโดดลงไป

อาจเป็นเวลาสักครึ่งชั่วโมงหรือชั่วโมงที่ฉันอยู่ในน้ำ เพราะตอนที่ขึ้นมานิ้วมือทั้งสิบเริ่มเหี่ยวย่นแล้ว

ฉันปีนขึ้นมายังโขดหินดังเดิม นั่งตากลมอยู่บนนั้นจนร่างกายแห้งสนิทแล้วค่อยใส่เสื้อผ้า ในตอนที่มีลมแรงพัดมาจนผมปลิวปิดหน้าใบไม้สีเหลืองมากมายจากต้นไม้ฝั่งตรงข้ามสลัดตัวเองออกจากกิ่งก้าน ปล่อยตัวไปตามสายลมก่อนจะตกลงสู่ผิวน้ำ

ฉันเปิดดูสมุดจดหน้าก่อนๆที่เคยเขียนอะไรต่อมิอะไรลงไป

“สรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป

ฉันนึกสงสัยฉันคือสิ่งใด

ฉันกำลังจะตายคือความเป็นจริงแห่งการดำรงอยู่

หัวใจฉันหมองหม่นจนไม่อาจร่ำไห้

แต่กระนั้นฉันก็ยังเริงรำไปตามบทเพลงแห่งชีวิต"

มันเป็นบทกวีที่เคยเขียนเมื่อปีก่อน ฉันลองมองย้อนกลับไปในตอนนั้นแต่ก็นึกไม่ออกว่าทำไมถึงเขียนมัน ฉันเปิดหน้าต่อๆไป มีหลายหน้าที่เป็นบทกวี ในส่วนที่ไม่ใช่ก็เป็นบันทึกช่วยจำ ฉันเริ่มเขียนอภิปรัชญาต่อจากที่เขียนไปเมื่อวาน

"เนื้อแท้ของโลกไม่ได้มีแค่สสาร(สิ่งที่กินพื้นที่และเวลา)แต่ยังมีอีกสิ่งที่เรียกว่า"แบบ"ด้วย มีลักษณะเป็นจิตหรืออสสาร ไม่กินพื้นที่ไม่กินเวลา ดอกไม้ที่มองเห็นเป็นดอกไม้เพราะแสดงตัวออกมาจาก"แบบ"ของ









ดอกไม้ แบบเป็นรากฐานของวัตถุสสาร ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือมีอยู่แต่ในความคิด ประสาทสัมผัสบิดเบือนความจริงของแบบจึงทำให้ดอกไม้ที่เห็นเป็นดอกไม้ที่ไม่สมบูรณ์

มนุษย์สามารถเข้าถึง"แบบ"ได้ด้วยการคิดและไตร่ตรองด้วยเหตุผลโดยไม่อาศัยประสาทสัมผัส"

ฉันเขียนชื่อ "เพลโต" ต่อท้ายความคิดที่เพิ่งจดลงไป เขาเป็นนักปรัชญากรีกโบราณเมื่อสี่ร้อยปีก่อนคริสตกาลที่คิดเรื่องนี้

ครั้งหนึ่งฉันเคยเข้าโบสถ์ของชาวมอร์มอน นิกายหนึ่งของคริสตศาสนา ในหนังสือบอกว่า"แบบ"ก็เหมือนพระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งสร้างโลกและบรรดาลสรรพสิ่งทั้งหลาย และยังเป็นผู้ให้รากฐานแก่ความจริง ความดีและความงาม

ในตอนที่ฉันร่วมสวดอ้อนออนพระผู้เป็นเจ้ากับชาวมอร์มอน ฉันวิงวอนต่อพระองค์ ขอให้พระองค์ทรงบอกความจริงแก่ฉัน ในตอนนั้นมีเพียงความเงียบที่เกิดขึ้น เป็นความเงียบที่เงียบที่สุดในชีวิตที่ฉันเคยได้ยิน



ฉันผิวปากเป็นเพลงออทั่ม ลีฟส์ตลอดทางเดินกลับบ้านต้นไม้ พื้นดินเริ่มแห้งจากเดิม มีเสียงร้องของนกหลายชนิดและพระอาทิตย์เริ่มทำองศาแคบลง ฝนเทลงมาอีกรอบตอนฉันกำลังผัดผักอยู่บนบ้าน รสชาติไม่เข้มข้นนักแต่ก็มีความหิวช่วยชูรส ในคืนนั้นเสียงหยดเม็ดฝนกระทบหลังคากล่อมฉันให้หลับไปโดยไม่ฝัน





อากาศตอนเช้ามืดเย็นสบายชื่นใจ เหล่าวิหคนกกายังไม่ตื่นจากนิทรา วันนี้ฉันตื่นเช้ากว่าปกติ อาจเป็นเพราะว่าเมื่อคืนนอนเร็วกว่าทุกวัน

ฉันออกกำลังกายยามเช้าอย่างที่ทำเป็นประจำแต่วันนี้หลังจากยืดเหยียดด้วยโยคะฉันนั่งสมาธิต่อ ตอนที่เข้าคลาสโยคะครูผู้สอนบอกว่าโยคะโดยดั้งเดิมแล้วเป็นการฝึกจิต ฉันไม่เข้าใจนัก และยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีกเมื่อไม่รู้จะถามใครว่า"จิต"ในโยคะกับแบบของเพลโตที่เป็นเหมือนกันหรือไม่

ฉันผละตนจากการรับรู้ทางประสาทสัมผัส มีเสียงคลื่นจากไกลๆมากระทบโสตประสาท เสียงใบไม้เสียดสีกันเข้ามาผสมโรง แต่เสียงทุกเสียงก็แค่ผ่านมาและผ่านไป เหมือนลมหายใจที่ผ่านเข้าออกอยู่ตลอดเวลา

หลังจากนนั้นฉันก็ชงกาแฟ

ในระหว่างที่ดื่มกาแฟอยู่นกระจอกตัวน้อยบินมาเกาะที่ราวระเบียงไม้ มันกระโดดลงมาจากตรงนั้นแล้วหาอาหารตามพื้น ก้มลงจิก เงยหัวแล้วก้มลงใหม่

ในช่วงที่นกกระจอกตัวนั้นกำลังจิกอาหารตรงมุมระเบียง แมวเพศผู้ตัวใหญ่สีน้ำตาลเข้มได้กระโจนออกมาจากกิ่งไม้ เขี้ยวของมันฝั่งลงที่คอของนกในทันที เสียงร้องจิ๊บๆเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ปีกกระพือพั่บๆเพราะความรักตัวและกลัวตาย ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งเจ้าแมวสีน้ำตาลได้คลายคมเขี้ยวของมันปล่อยนกน้อยออกมาและมองดู

นกตัวนั้นกางปีกบินหนีไปไหนไม่ได้เพราะปีกของมันหักจนผิดรูป มันพยายามใช้สองขาของมันหนีตายไปทางขอบระเบียง มันอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าปีกทั้งสองไม่สามารถใช้ได้แล้ว ร่างของนกร่วงลงไปข้างล่าง เจ้าแมวตัวใหญ่สีน้ำตาลไต่ต้นไม้ตามลงไป มีเพียงคราบเลือดเท่านั้นที่เหลือทิ้งไว้



ฉันขับมอเตอร์ไซค์ลงมาที่ตลาดในตอนเที่ยงกะว่าจะซื้ออาหารแมวกับบุหรี่ ฉันหยุดบุหรี่มาได้หกเดือนแล้วแต่ไม่รู้เพราะอะไรถึงอยากสูบมันขึ้นมา ฉันบังเอิญเจอป่านกับลูกแมวที่ร้านขนมจีนตรงข้ามกับร้านชำจึงเดินเข้าไปทัก ฉันเล่าเรื่องแมวตัวนั้นให้ป่านฟัง เขาได้แต่พยักหน้าเหมือนว่ามันเป็นเรื่องปกติสามัญที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน ตลอดบ่ายวันนั้นฉันอยู่ที่โฮสเทลกับป่าน

"ลองถามลูกแมวดูสิ ลูกแมวเรียนปรัชญามา" ป่านบอก เขาไม่รู้เรื่องจิต

ฉันพ่นควัญกัญชาฉุยออกทางปากและจมูกฟังลูกแมวพูด

"เราว่ามันก็พูดยากนะเรื่องจิตน่ะ" เธอดันแว่นให้เข้าที่ "คือมันมองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ พวกนักคิดบางสำนักบอกว่ามันไม่มีอยู่จริง บางสำนักก็บอกว่ามันมาจากการรวมตัวในลักษณะเฉพาะจนเกิดเป็นคุณสมบัติแบบนี้

ส่วนพวกที่คิดว่ามี พวกจิตนิยมเนี่ยก็มีหลายแนวความคิด เรื่องจิตในรายละเอียดเราว่านะ ทั้งทางฝั่งตะวันออกกับตะวันตกน่ะต่างกัน แต่โดยรวมแล้วก็พยายามทำความเข้าใจที่สิ่งที่เรียกว่าจิตเหมือนกัน"

"แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าจิตมีอยู่จริงๆ"

"ถ้าจะให้พิสูจน์ให้เห็นน่ะยาก เพราะมันอย่างที่บอก จับต้องมองเห็นไม่ได้ แต่ถ้าจะให้พูดแบบเพลโตน่ะน่าจะได้ ลองคิดตามดูนะอาต มีรูปถ่ายของโต๊ะกับโต๊ะ รูปถ่ายของโต๊ะถ่ายมาจากโต๊ะจริงๆ แล้วโต๊ะจริงๆมาจากไหน เพลโตจะบอกว่ามนุษย์สร้างขึ้น สร้างขึ้นมาจากแบบของโต๊ะ(เธอเน้นที่คำว่าแบบ) เพลโตบอกว่าแบบมันมีอยู่ก่อนหน้ามนุษย์ใช่มั้ย ดังนั้น โต๊ะก็ถูกสร้างมาจากแบบของโต๊ะโดยมนุษย์ ในทำนองเดียวกัน รูปถ่ายของอาตก็มาจากตัวอาตเอง และตัวอาตเองก็มาจากโลกของแบบ"

ฉันพยักหน้า สมองกำลังประมวลผลทำความเข้าใจ

"ทั้งสองโลกแยกจากกันโดยสิ้นเชิงรึเปล่า" ฉันถามต่อ

"ไม่ ถ้าเป็นเพลโตจะบอกว่าโลกที่เราเห็นน่ะมาจากโลกของแบบ"

"ดอกไม้ที่เห็นก็มาจากแบบของดอกไม้"

"ใช่" เธอยื่นกัญชามวนจากป่านมาให้ฉัน

"ป่าน" มีเสียงเรียกมาจากประตู "กลิ่นคลุ้งเลยนะ"

"พี่นิค" เขาหันไปหาเสียงเรียก "เท่าไหร่ครับ"

เบอร์เกอร์ที่เราสั่งมาถึงแล้ว ป่านจ่ายเงินให้ผู้ชายที่ชื่อนิคไป อาหารมาเป็นชุดพร้อมกับเบียร์ ฉันเปิดกระป๋องก่อนเป็นอย่างแรก ในระหว่างที่กินกันฉันถามลูกแมวเกี่ยวกับจิตอีกสองสามข้อเพื่อความกระจ่าง

ตอนขากลับบ้านบรรยากาศตอนนั้นถูกย้อมไปด้วยสีฟ้าของเวลาโพล้เพล้ ดูวังเวงและเศร้าสร้อย แสงไฟริมทางสีส้มทำให้ความเงียบเหงาเพิ่มขึ้นอีกเป็นทบทวี

พอถึงบ้านต้นไม้ฉันร้องเหมียวๆเรียกแมวที่พื้น ทำไมฉันถึงต้องซื้ออาหารมาให้มันด้วยล่ะเนี่ย ฉันสงสัยตัวเอง เรียกอยู่สักพักพอไม่มีเสียงตอบรับฉันก็ปีนบันไดลิงขึ้นบ้าน หลังจากจุดเทียนด้วยไม้ขีดแล้วเงาที่ขยับอยู่ทางหางตาข้างซ้ายทำฉันกระตุกตกใจ เจ้าแมวตัวใหญ่สีน้ำตาลกำลังกระดิกหางและจ้องมองมา ฉันถามเป็นภาษามนุษย์ว่าหิวมั้ย มันไม่ตอบ แต่เดินเข้ามาหาและคลอเคลียที่ขา ฉันหยิบจานใบเล็กจากในตู้มาใส่อาหารให้มัน

"ชื่อเพลโตดีมั้ย" ฉันถามโดยที่รู้ว่ามันจะไม่ตอบเป็นภาษามนุษย์

"เหมียว" มันร้องรับ ฉันลูบมันตั้งแต่หัวจนถึงโคนหาง

ในคืนนั้นพระจันทร์แหว่งไปเพียงเสี้ยว ไม่มีก้อนเมฆ ไม่มีดวงดาว ฉันทอดอารมณ์ไปกับควัญบุหรี่และปล่อยใจให้ลอยไปกับสายลม





ในเช้าวันต่อมาแสงแดดลอดช่องสอดส่องเข้ามาทางหน้าต่างแยงตาจนฉันตื่น มีเสียงนกร้องเหมือนวันก่อนๆฉันออกกำลังกายตอนเช้าอย่างที่เคยทำ ต่างกันตรงวันนี้ฉันสูบบุหรี่หลังดื่มกาแฟเสร็จ ทั้งฤทธิ์กาเฟอีนและนิโคตินออกโรงผสมกัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับฉัน

ระหว่างที่นั่งสมาธิความคิดฉันวนเวีนยอยู่กับเรื่องจิตที่ได้อ่านไป ฉันจะเห็นจิตตนเองได้ไหมในเมื่อมันจับต้องมองเห็นไม่ได้ จิตของฉันสัมพัธ์กับร่างกายอย่างไรในเมื่อสิ่งหนึ่งเป็นอสสารอีกสิ่งเป็นสสาร

ขณะที่ฉันอ่านปรัชญาเบื้องต้นต่อจากเดิมเพลโตเดินเข้ามาหาและคลอเคลียที่ขา ฉันเทอาหารใส่จานให้แต่มันไม่ยอมกินและร้องเหมียวๆ ฉันถามมันเป็นภาษาคนว่าต้องการอะไรมันก็ได้แต่ร้องเหมียวๆตอบ มันเดินไปยังกิ่งไม้ที่เหลื่อมเข้ามาที่ระเบียงและปีนลงไปข้างล่าง เสียงเหมียวๆยังไม่เงียบลง ฉันชะเง้อมองลงไปมันก็ยังยืนรออยู่ที่ใต้ต้นไม้

ฉันปีนลงบันไดลงตามเพลโตไป มันเดินนำไปทางทิศเดียวกับลำธาร ผ่านแมกไม้ที่สูงระดับเอว วันนี้มีผีเสื้อมากกว่าวันก่อน และท้องฟ้าก็เริ่มอึมครึมขึ้นมาอีกครั้ง

เพลโตหยุดที่ใต้ต้นมะขามขนาดสามคนโอบ มีเสียงร้องของอีกาขณะที่มันบินผ่านหัวไป เพลโตมุดหายเข้าไปในพงหญ้าเตี้ยๆ มันกลับออกมาพร้อมกับแมวอีกสี่ตัว

สามตัวแรกยังเป็นเด็กอยู่ ดูแล้วน่าจะเพิ่งหย่านมแม่ อีกตัวเป็นแมวขาวดำมีลายที่หน้าเหมือนใส่หน้ากากอยู่ เมื่อมันเห็นเพลโตเข้าเดินมาคลอเคลียที่ขามันจึงทำตาม ฉันลูบหลังมันเบาๆเหมือนที่ลูบเพลโต มีเสียงครางครือๆมาจากคอของมัน มันปีนขึ้นมาบนตักของฉันแล้วดันหน้าของมันกับคางของฉัน

ชอบฉันล่ะสิเหมียว ฉันบอกมัน

ฉันไปเอาอาหารจากบนบ้านต้นไม้ พอกลับมาแมวทั้งห้าก็ยังอยู่ที่เดิม ฉันเทอาหารลงที่พื้น แมวโตสองตัวรีบวิ่งเข้ามากินอย่างหิวโหย ส่วนลูกๆอีกสามตัวยังดูกล้าๆกลัวๆ ฉันถอยห่างออกมาจากกองอาหารลูกแมวทั้งสามถึงจะเริ่มกิน

พวกแมวเป็นสัตว์ลำไส้ตรงฉันคิด พอมันกินเสร็จก็แยกหายกันไปในพงหญ้าทีละตัวสองตัวแล้วก็กลับออกมา ตลอดวันทั้งวันฉันนั่งๆนอนๆอ่านหนังสืออยู่ที่ใต้ต้นมะขามต้นนั้น

"สสารนิยม" ฉันเขียนลงสมุดจดในตอนที่อยู่ลำพังที่ลำธาร "ขัดแย้งกับจิตนิยมโดยสิ้นเชิง จักรวาลประกอบด้วยสสาร ปรากฏการณ์ของสสารและที่ว่างเท่านั้น ไม่มีอะไรที่เป็นจริงนอกเหนือจากนี้

ดอกไม้สามารถลดทอนลงจนเหลือเพียงส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้(อะตอม) สิ่งต่างๆเกิดขึ้นจากการรวมตัวของอะตอมและดับสูญเมื่อพวกมันแยกตัว

สสารไม่เคยเกิดขึ้นหรือหายไป มันดำรงอยู่เสมอในพื้นที่และเวลา"

หลังจากที่เขียนลงสมุดไปฉันใช้เวลาทบทวนความคิดตนเองอยู่นาน จักรวาลสามารถมองได้สองแง่มุม แง่หนึ่งมีทั้งสสารและอสสาร อีกแง่มีเพียงสสารเท่านั้น และทั้งสองต่างก็มีข้อบกพร่องในตัวเอง

ต้นไม้ต้นเดียวกันเมื่อวานนี้ได้ทิ้งใบร่วงลงมา พอวันนี้มันก็เริ่มแตกหน่อออกใหม่ ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ การแปรเปลี่ยนคือธรรมชาติ ทั้งสองแนวคิด ทั้งสสารนิยมและจิตนิยม ฉันยังไม่ปักใจลงในคำตอบของฝ่ายใด



กลางคืนคลืบคลานมาอย่างเคย เทียนถูกจุดขุดเพื่อขับไล่ความมืด ฉันนอนอ่านหนังสือต่อจากเดิม หลังจากส่วนที่เป็นแนวคิดธรรมชาตินิยม(ซึ่งเป็นกลางระหว่างจิตนิยมและสสารนิย)ก็เป็นส่วนที่อธิบายว่าโลกและจักรวาลเคลื่อนตัวไปอย่างไร

แนวคิดสสารสารนิยมบอกว่าจักรวาลเคลื่อนตัวไปเหมือนเครื่องจักร เป็นกงล้อที่หมุนไปตามเหตุปัจจัยไม่รู้จบ ส่วนจิตนิยมบอกว่าจักรวาลเคลื่อนตัวไปสู่ภาวะสมบูรณ์ของมัน คนที่พูดเรื่องนี้ชื่อว่าอริสโตเติ้ล ในหนังสือบอกว่าเขาเป็นลูกศิษย์ของเพลโต ฉันคิดจะตั้งชื่อแม่แมวว่าอริสโตเติ้ล ชื่อยาวไปแต่มันคงชอบ ต่อจากนั้นหนังสือก็สาธยายเหตุผลต่างๆนานาเหมือนที่ผ่านมา

ธรรมชาตินิยมคิดว่าจักรวาลเคลื่อนตัวไปหาสิ่งใหม่ ไม่เหมือนกับสสารนิยมตรงที่แนวคิดนี้เชื่อว่ามีสิ่งใหม่ และสิ่งใหม่ก็เกิดขึ้นตลอด เมื่อใบไม้แห้งหลุดร่วงออกจากขั้วของมันชาวสสารนิยมจะบอกว่าไม่มีสิ่งใหม่



เกิดขึ้น การร่วงหลุดของใบไม้เป็นเพียงการแยกตัวออกจากกันของสสารเท่านั้น ธรรมชาตินิยมจะโต้เถียงว่ามันไม่ใช่แค่นั้น มันมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น

กิ่งไม้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งที่ไม่มีใบ

ฉันติดตามความคิดไปจนตื่นเต็มตา ดวงจันทร์กลมโตส่องแสงนวลละออตา พระจันทร์มี"แบบ"แฝงอยู่ แบบของความกลม แบบของสีนวล แบบของสิ่งที่มีแสงสว่าง

พระจันทร์เป็นเพียงการรวมตัวของสสาร

พระจันทร์เป็นอะตอม

ฉันเป็นอะตอม

ฉันถูกจำลองออกมาจากแบบของมนุษย์

พระจันทร์ยังลอยอยู่เหนือยอดเขาซึ่งตอนนี้มองเห็นเป็นเงาดำๆ มันส่องแสงของมันเข้ามาทำให้ภายในบ้านมีบรรยากาศอบอุ่น เมฆสีเทาลอยผ่านไป… ผ่านไป…

เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังแว่วเข้ามา เสียงนั้นมาจากทางทิศเหนือ ฉันรีบลุกขึ้นด้วยความตกใจไปที่ระเบียง มองลอดกิ่งก้านต้นไม้ออกไปทางที่มาของเสียง มีเงาของคนสามคนกำลังฉุดกระชากลากถูกัน

อยู่ มีเสียงร้องของผู้หญิงดังขึ้นอีกครั้ง สองเงาที่ประกบข้างอยู่เป็นผู้ชาย เงาทั้งสามหยุดลงที่พงหญ้าใกล้ๆกับต้นกัญชาของป่าน

อะดรีนาลีนเริ่มสูบฉีดเมื่อความคิดว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังจะโดนข่มขืนผ่านเข้ามา ฉันรีบวิ่งไปที่ตู้และหยิบมีดมาเหน็บไว้ที่กางเกง จากนั้นฉันปีนลงบันไดลิงอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้จนเชือกได้บาดเข้าที่มือ เลือดไหลอาบนิ้วมือซ้ายทั้งห้าและหยดลงที่พื้น ฉันวิ่งไปทางทิศเหนืออย่างเงียบที่สุด หยิบมีดมาถือในมือขวาให้กระชับ ฉันได้ยินเสียงร้องของผู้หญิงดังขึ้นอีกครั้ง

ฉันยืนหลังพวกมันในพงหญ้า คนหนึ่งกดร่างกายท่อนบนของผู้หญิงเอาไว้ อีกคนกำลังถอดกางเกงทั้งๆที่ตัวมันกำลังคร่อมทับท่อนล่างเหยื่ออยู่

ฉันคิด ไม่รู้ทำไม ฉันรู้สึกกลัว

แสงจันทร์สว่างทำให้เห็นชุดสีขาวของผู้หญิงซึ่งขาดวิ่น ใบหน้ามีรอยฟกช้ำที่แก้มและเบ้าตา ฉันกำลังกลัว ฉันกลัวพวกมันสองคน

เมฆหนาเคลื่อนตัวผ่านดวงจันทร์ทำให้บริเวณนี้มืดลงชั่วขณะ ฉันหอนออกมา

คนที่คร่อมผู้หญิงอยู่บอกอีกคนให้ไปดูหมาที่หอน

"ทำไมมึงไม่ไปเองล่ะ" มันขึ้นเสียงปิดบังความกลัว

"กูบอกให้มึงไปดูก็ไปดูสิ่วะ"

คนที่ดูจะเป็นลูกกระจ๊อกลุกขึ้นและหายไปในพงหญ้า ผู้หญิงส่งเสียงร้องเมื่อมือที่อุดปากอยู่คลายออก ไอ้คนที่คร่อมเธออยู่จึงตบผัวะเข้าที่แก้ม ฉันป้ายเลือดจากมือซ้ายที่หน้าตัวเอง เธอเงียบลงและฉันก็หอนขึ้นอีกครั้ง

ฉันสาวเท้าก้าวเข้าไปในขณะที่มันกำลังล้วงเอาองคชาติออกมา ระหว่างที่เคลื่อนไปข้างหน้าฉันหัวเราะออกมาด้วย หัวเราะฮิๆเหมือนฆาตรกรโรคจิต หัวเราะให้เหมือนกับว่าฉันน่ากลัวยิ่งกว่ามัน ในมือฉันจับมีดมั่น มันหันหลังมามอง มือสองข้างชื้นเหงื่อแต่ฉันก็ยังไม่หยุดหัวเราะ เมฆหนาเคลื่อนไปเผยแสงจันทร์ต้องกับใบหน้า ฉันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกันกับที่ใบหน้าของมันแสดงความหวาดหวั่นพรั่นพรึงออกมา ฉันกระโจนเข้าใส่มัน มันกระโดดหนีสุดกำลังพร้อมกับตกใจร้องเสียงหลง ฉันกลับตัวและโถมตัวเข้าหาพร้อมกับมีดในมือเหมือนสัตว์ป่า มันวิ่งหนีไปสุดชีวิตร้องตะโกนไปตลอดทาง

"ผี!"

ผู้หญิงกำลังสลบอยู่ไม่รู้ว่าเพราะฉันหรือเปล่า เสื้อผ้าถูกฉีกไม่เหลือชิ้นดีเห็นนมสองเต้าตึง กระโปรงถูกเลิกขึ้นไม่มีกางเกงใน ฉันเดินไปเดินมาอยู่ครู่หนึ่งไม่รู้จะทำอะไร พอคิดได้ก็ถอดเสื้อตัวเองคลุมตัวผู้หญิงไว้

ฉันหลบอยู่หลังผงไม้ตรงที่ฉันแอบตอนแรกขณะที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น พอผู้หญิงคนนั้นตื่นฟื้นคืนสติขึ้นมา เธอมีท่าทางหวาดกลัวและสับสน พอตั้งสติได้เธอสวมเสื้อที่ฉันทิ้งไว้และวิ่งอ้าวไป





ฉันนั่งอยู่ที่โขดหินริมลำธาร พระจันทร์หายลับไปแล้ว พระอาทิตย์ลอยอยู่ตรงหน้า

เอายังไงดี ตอนนี้คงเช้าเกินถ้าจะไปบอกป่าน ฉันคิด ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครมาจากไหน ไอ้สองคนนั้นคงจับไข้หัวโกร๋นไปแล้วหรือไม่

ฉันรู้สึกสงบใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ลมหายใจเข้าแต่ละครั้งเย็นโปร่งโล่งสบาย ไม่มีเรื่องจิตกับสสาร ไม่มีโลกของแบบ ไม่มีการรวมและแยกออกของสสาร ไม่มีอะไรวุ่นวายในหัว สายน้ำไหลผ่านไปเบื้องหน้า กิ่งก้านสาขาของต้นไม้เคลื่อนไหวไปตามแรงลมที่มองไม่เห็น นกฝูงหนึ่งบินผ่านไป แสงกระทบใบที่ยอดต้นไม้ราวกับถูกเคลือบด้วยกระจก

ฉันตัดสินใจรอ รอให้สายๆหน่อยแล้วค่อยไปบอกป่านแล้วดูว่าจะเอายังไงต่อ ระหว่างที่รอฉันกลับไปที่บ้านต้นไม้ ชงกาแฟและอ่านปรัชญาเบื้องต้น

น่าแปลกใจที่ฉันอ่านผ่านไปอย่างรวดเร็ว ธาตุแท้ของมนุษย์ที่แต่ละแนวคิดมองต่างกันออกไป จิตนิยมมองว่าธาตุแท้ของมนุษย์คือจิต สสารนิยมแย้งว่าเกิดจากการรวมตัวของสสาร ธรรมชาตินิยมว่ามนุษย์มาจากการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก

ถ้าอย่างนั้นมนุษย์ก็มาจากสัตว์ ฉันคิด พระอาทิตย์ลอยสูงขึ้นจากเดิม ฉันไม่รู้ว่าใช้เวลาอ่านไปมากแค่ไหน กาแฟหมดไปตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งบท ฉันสูบบุหรี่มวนนึงก่อนจะลงจากเขา

ป่านท่าทางยังไม่ตื่นดีตอนที่ฉันไปถึง ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังโดยละเอียด ป่านถามว่าทำไมถึงไม่แจ้งตำรวจ ฉันไม่ได้พกโทรศัพท์มาด้วย เขาบอกต่อว่าเราน่าจะไปที่ร้านขนมจีนกัน ที่นั่นชาวบ้านที่ไม่ได้ทำอะไรมักจะมานั่งคุยกันจิปาถะ

ตอนที่เราไปถึงร้านป่านบอกฉันว่าอย่าเพิ่งถามอะไร ฉันนึกสงสัยว่าทำไมถึงทำให้เรื่องมันลับๆล่อๆโดยไม่จำเป็น

"ป่าน หนูได้ยินข่าวมั้ยที่ไอ้โจกับไอ้แจ๊คมันโดนผีหลอกบนเขาน่ะ" ป้าเจ้าของร้านคุยกับป่าน เขาส่ายหัว

"เป็นไงมาไงล่ะป้า"

"เมื่อตอนดึกๆน่ะไอ้แจ๊คมันวิ่งหน้าตาตื่นไปหาหลวงพ่อที่วัด เห็นเขาว่ากันว่ามันไปเจอผีบนเขามา"

"แล้วมันไปทำไรกันบนเขาล่ะป้า"

"มันสองคนน่ะทำงานที่บาร์ในรีสอร์ทบนเขา ไม่รู้ว่ามันไปทำอะไรถึงไปเจอผีได้ จะกินไรล่ะวันนี้"

"ไม่กินล่ะป้า แวะมาหาเฉยๆ"

เขาบอกแล้วพงกหัวเรียกฉันซึ่งนั่งอยู่ให้ไปที่รถมอเตอร์ไซค์ เราออกจากร้านขนมจีนมุ่งหน้าไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยว เขาบอกว่ากินไปก็เสียเวลา ป้าแกไม่รู้เรื่องอะไร ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวน่าจะได้ความเพราะคนขายเป็นเมียตำรวจ

พอถึงร้านก๋วยเตี๋ยวเขาสั่งเกาเหลาเนื้อใส่ถุง ถามเจ้าของร้านขณะที่อยู่บนมอเตอร์ไซค์ว่ารู้เรื่องโจกับแจ๊คที่โดนผีหลอกมั้ย

"ผัวน้าเพิ่งมาเล่าให้ฟังเอง ไอ้สองนรกนั้นมันจับแหม่มไปข่มขืน"

"จริงป่ะน้า" เขาเสแสร้งได้ดีจนน่าจับไปเล่นหนัง

"จริงสิ แหม่มนั้นน่ะเป็นลูกค้าของที่รีสอร์ทที่พวกมันทำงาน ไอ้เลวสองตัวนั่นมันระยำจริงๆ มอมผัวเขาหลับคาบาร์แล้วลากเมียไปข่มขืน สัตว์แท้ๆ"

"เลวจริงๆเลยน้า แล้วรู้ได้ไงล่ะว่ามันลากแหม่มไปข่มขืน"

"ก็ตอนที่ไอ้โจมันไปหาหลวงพ่อน่ะสิ มันสารภาพหมดเปลือกเลยว่าไปทำอะไรมา สมน้ำหน้ามัน"

"ผีนี่ก็ดีนะน้า ช่วยถูกเวลาจริงๆ"

"ไม่รู้ทำบุญด้วยอะไร ถึงโชคดีขนาดนั้น ผัวน้าบอกนะ ถ้าผีไม่ช่วยเกาะเต่าคงเป็นข่าวอีกรอบแน่"

ตอนนั้นพระอาทิตย์ตั้งตรงอยู่กลางท้องฟ้า เรากลับมาที่โฮสเทลของป่าน ฉันมองขึ้นไปบนนั้นขณะที่มอเตอร์ไซค์กำลังวิ่งอยู่ ดูนกอินทรีที่บินผ่านไป เมื่อมองจากพื้นดินปีกของมันที่กางอยู่ก็ยังดูใหญ่มหึมา



ลูกแมวนั่งอยู่ที่บาร์ตอนที่เราไปถึง

"ลูกแมว เราซื้อเกาเหลามาฝาก" ป่านบอกเมื่อเจอหน้า

"ไปร้านน้าฝนมาเหรอ"

"ไปสืบข่าวกับอาตมา"

"ข่าวอะไร" ความไม่เข้าใจฉาบอยู่ทั่วใบหน้า

ป่านเดินเข้าไปใกล้ๆเอามือป้องปากแล้วโน้มตัวกระซิบ ลูกแมวหันมามองฉันด้วยสีหน้าตกใจ ฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดอีกครั้ง ครั้งนี้มีข้อมูลเพิ่มจากแม่ค้าประกอบด้วย ลูกแมวฟังอย่างตั้งใจราวกับกลัวว่าจะทำคำใดคำหนึ่งจะหกหายไป

ขากลับฉันแวะซื้อเบียร์ขวดใหญ่ติดไปด้วย ฉันผูกหูถุงหิ้วกับหูกางเกงขณะที่ปีนขึ้นบ้าน เปิดตู้เป็นอย่างแรกและหยิบแก้วออกมา ขณะที่รินฉันเอียงปากแก้วเข้าหาปากขวด แก๊ซคาร์บอนไดออกไซต์แตกฟองที่ผิวหน้าเป็นชั้น ฉันยกแก้วขึ้นดื่ม สายตาไปต้องกับภาพนาฬิกาทราย อึกแรกอร่อยเสมอ ฉันคิดแล้วยกมือปาดฟองที่เกาะอยู่ที่ริมฝีปาก

ฉันมองออกไปทางระเบียง พระอาทิตย์อยู่เบื้องหน้าแต่กิ้งก้านของต้นไม้ใหญ่บดบังแสงของมันเอาไว้ ฉันดื่มเบียร์อีกอึกใหญ่แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ จุดบุหรี่

คำแรกยังไม่ได้รส คำที่สองกลิ่นใบยาไหม้กรุ่น ฉันเพิ่งรู้ตัวว่ายังไม่ได้นอนและยังไม่ได้อาบน้ำ ครั้งล่าสุดที่ไม่ได้นอนก็ตอนที่ถ่ายฉากคุยกับวิญญณร้ายของนักไวโอลิน ฉากนั้นพรายต้องทำสัญญาด้วยวิญญาณเพื่อแลกมาซึ่งเสียง เสียงที่จะทำให้มนุษย์ตกอยู่ในมนต์สะกด

ท้องฟ้าเริ่มมีสีต่างๆเข้ามาเจือ ฉันสบายใจจากความสงบภายใน ฉันรู้สึกว่าคำถามต่างๆได้เงียบลง ฉันรู้สึกได้ว่าฉันกำลังมองภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างที่มันเป็น แสงสีเหลืองจากดวงอาทิตย์อาบซ่านอยู่ตามกิ่งก้าน นกทั้งป่าเริ่มร้องรำ ลมขยับใบไม้ให้เคลื่อนไหวจนเกิดเสียง เสียงน้ำไหลจากลำธารแว่วมา

ฉันฟังผืนป่าทั้งผืนบรรเลงบทเพลงของมัน





เมื่อแสงสุดท้ายของท้องฟ้าสิ้นลงเสียงหนึ่งได้ดังขึ้นในโสตประสาท โดยที่ฉันไม่รู้เลยว่าเป็นของใครและมาจากไหน

"ไม่ต้องกลัวนะ" เสียงนั้นนุ่มนวลอบอุ่น อาจเป็นได้ทั้งของเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย

ทันทีที่เสียงนั้นเงียบลงตัวเกร็งสุดขีดจบฟันกระทบกัน จากนั้นฉันก็เหมือนถูกดึงจากข้างหลัง แต่ฉันไม่หงายหลังเพราะมีพนักพิง ฉันถูกดึงเข้าไปข้างใน ภายในตัวเอง ภาพเบื้องหน้าเริ่มถอยห่างออกไป เสียงต่างๆของผืนป่าเริ่มหายไป

สิ่งหนึ่งได้ลอยเข้ามา มันเข้ามาทางภาพเบื้องหน้า ฉันเห็นมันเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทีแรกฉันเห็นเป็นเพียงเงารูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่เมื่อมันอยู่ตรงหน้าห่างกันไม่เกินเอื้อมมือฉันเห็นมันชัดเจน หัวของมันเป็นแมว รูปร่าง



ของมันใหญ่กว่าตัวฉันมาก(ตามความรู้สึกณ ตอนนั้น) ขนทั้งตัวสีน้ำตาลและขนพวกนั้นมีประกายหลายสีเหมือนคริสตัล ผ้าที่ห่มคลุมร่างดูคล้ายจีวรแต่เป็นสีดำเลื่อมเหมือนผมมนุษย์

"มองดูรอบๆสิ" สิ่งนั้นบอก ฉันพรั่นพรึงจนลืมมองรอบข้าง

ฉันกำลังร่วงหล่นไปในอวกาศ ฉันไม่รู้สึกถึงลมหายใจตัวเอง ไม่รู้สึกถึงอากาศ ไม่เห็นแสงใดๆนอกจากกลุ่มหมอกสีฟ้า สีม่วง สีเขียวที่ลอยอยู่เบื้องล่าง

"คุณเป็นใครมาจากไหน เกิดอะไรขึ้น" ฉันไม่อาจควบคุมเสียงตัวเองได้ ฉันกลัว ฉันยิ่งกว่าตอนที่ไปช่วยผู้หญิงคนนั้นหรือตอนที่นั่งเรือผ่านพายุเมื่อตอนยังเป็นเด็ก

"ฉันไม่มีชื่อหรอก จะไม่มีอะไรอันตรายเกิดขึ้นทั้งนั้น เธอไม่ต้องกลัว"

ฉันยังไม่วางใจ

"ฉันได้ยินความสงสัยในใจของเธอ" สิ่งนั้นพูดต่อ "ฉันช่วยเธอได้"

"คุณรู้ได้ยังไงว่าผมสงสัยอะไร"

"ฉันแค่ได้ยินเท่านั้นเอง"

"แล้วนี่มันกำลังเกิดอะไรขึ้น" ฉันถามต่อทั้งๆที่ยังไม่เข้าใจว่าสิ่งนั้นได้ยินความคิดได้อย่างไร

"เรากำลังดำดิ่งสู่ก้นบึ้งของอัตตา"

"มันคืออะไร"

"เธออยากรู้ไม่ใช่หรือ ว่า"ฉัน"เป็นใคร"

ใช่ ฉันคิด และสิ่งนั้นก็คงได้ยิน

"ลองมองดูหมอกรอบๆสิ"

ถึงตอนนี้รอบตัวฉันถูกปกคลุมด้วยหมอกสามสี

"เรากำลังอยู่ในกระแสของสัมปชัญญะ สีฟ้าและสีเขียวคือความมีสติและความฝัน สีม่วงคือความรู้สึก

มีกระแสไฟแล่นผ่านระหว่างเราทั้งสอง มันรวดเร็วและฉับพลันเหมือนสายฟ้า

"นั่นคือความคิด" สิ่งนั้นบอก "ทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่เธอรับรู้ได้ว่ามันเป็นของเธอ เป็นตัวเธอ"

พอพูดจบมันเร่งความเร็วตัวเองขึ้นและดึงขาฉันลงไปด้วย

"คุณมีชื่อมั้ย"

"ฉันไม่มีหรอก แต่มีพวกเธอบางกลุ่มเรียกฉันว่ามายิณ บางกลุ่มก็เรียกว่าวิญญาณบริสุทธิ์"

"แล้วเราจะลงไปถึงไหนกัน" ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าความกลัวเริ่มหายไป

"เดี๋ยวเธอก็รู้เอง"

ณ ตอนนั้นเราผ่านหมอกมาแล้ว นอกจากมันแล้วฉันก็ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดมิด ไม่เคยมีความมืดครั้งไหนที่ทำให้ฉันว้าเหว่ได้มากเท่านี้ กลุ่มหมอกตอนนี้เมื่อมองขึ้นไปมันจับตัวกันกลมเป็นก้อนที่มีสีสันสวยงาม มันงดงามกว่าเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้ด้วยตัวอักษร ดวงไฟดวงนั้นสว่างจ้าท่ามกลางความมืดมิด

"คุณคือพระเจ้าหรือเปล่า" ฉันถาม ถึงตอนนี้ฉันเพียงแค่คิดก็สื่อสารกับมนุษย์หัวแมวนั่นได้แล้ว

"บางครั้งก็ใช่ บางครั้งก็ไม่"

"ถ้าอย่างนั้นคุณเป็นใคร"

"ฉันไม่รู้… ฉันรู้ว่าฉันอยู่มานาน นานแสนนาน" มันฟังดูเหมือนนานชั่วกัปชั่วกัลป์

"แล้วมันหมายความว่ายังไงที่คุณไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร"

"ลองดูข้างล่างสิ"

ฉันมองลงไปเห็นผืนน้ำดำสนิทกำลังเคลื่อนไหลไปคล้ายผืนทะเลในวันที่ลมสงบ

"มันคืออะไร"

"ก้นบึ้งแห่งอัตตา ฉันพบว่าทุกสิ่งบนโลกที่มีตัวมีตนก็มีสิ่งๆนี้อยู่ภายในทั้งนั้น กระแสสัมปชัญะอาจต่างกัน แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ทุกสิ่งก็เหมือนกันอย่างแยกไม่ออก"

"คุณหมายความว่าก้อนหินก็เป็นอย่างนี้เหรอ"

"ก็ใช่ ต่างก็ตรงที่ไม่มีนั่น" สิ่งนั้นชี้ขึ้นไปยังดวงไฟ ซึ่งตอนนี้มันดูเหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญ

"แล้วใต้น้ำมีอะไร"

"ไม่อาจพูดถึงได้… เธออาจเรียกมันด้วยคำใดคำนึง แต่ก็ไม่อาจจะบรรยายได้ว่ามันเป็นอย่างไร"

"ภายในตัวคุณก็เป็นอย่างนี้เหรอ"



"อย่างที่บอก ณ จุดนี้เราไม่ต่างกันเลย"

"ทำไมคุณถึงทำให้ผมเห็นสิ่งเหล่านี้ล่ะ"

"ฉันบังเอิญผ่านมาและได้ยินเธอสงสัย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฉันพอช่วยได้บ้าง"

ฉันมองดูผิดน้ำที่ฉันยืนอยู่ อาจต้องพูดว่าลอยอยู่เหนือมากกว่าเพราะเท้าฉันไม่ได้สัมผัสมัน ภาพของฉันสะท้อนอยู่ที่ผิวน้ำพร้อมกับดวงไฟที่ตอนนี้เล็กลงเหลือขนาดเท่าลูกกอล์ฟ

"ทำไมถึงบอกไม่ได้ล่ะว่ามันมีอะไรต่อจากนี้"



"มีหลายเผ่าพันธุ์ในจักรวาลของเธอที่ก้าวเข้าไป… แต่ไม่มีเลยอะไรที่เคยกลับออกมา"

"จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมก้าวเข้าไป"

"คุณก็แค่หายไป"

"แล้วถ้าผมจะเข้าไปล่ะ"

"ทุกอย่างที่คุณมีจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง… ทุกๆอย่าง" เสียงที่นุ่มนวลเหมือนเด็กกลายเป็นเสียงที่จริงจัง จริงจังอย่างยิ่งยวด จริงจังจนทำให้ฉันคิดถึงสิ่งที่ฉันมีในชีวิต แม่ ลุงสันต์ ป้าเชอร์รี่ คิดถึงกีต้าร์ที่บ้าน คิดถึงเพลโต คิดถึงพราย และฉันก็คิดต่อไปว่าจะถามอะไรต่อเพื่อความกระจ่าง แต่ยังไม่ทันจะได้ถามสิ่งนั้นก็พูดขึ้นมาว่า

"เช้าแล้ว…"



เช้าแล้ว… นกเริ่มร้องออกหากิน ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับภาพที่แปลกตา สีของใบไม้ไม่ใช่สีเขียวแต่เป็นสีมากมายเหลือนับคณาที่ปะปนกัน ฉันแปลกใจอยู่กับมันไม่นานภาพที่เห็นก็กลับเป็นปกติ ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม บนบ้านต้นไม้ที่พ่อสร้างไว้ ที่โต๊ะข้างตัวมีขวดเบียร์ตั้งอยู่

เมื่อคืนไม่ใช่ความฝัน ฉันรู้ตัวดี




SHARE

Comments