วันเหนื่อย ๆ
วันนี้คงเป็นวันที่หนักหนาไม่น้อยเลย ..



ช่วงวันสองวันมานี้หลังจากหยุดติดต่อกัน
งานก็ดูราวกับถูกปลดแอกและหลั่งไหลพรั่งพรูจนหูตาลาย
สถานการณ์บางอย่างที่ดูไม่น่าจะยาก กลับกลายเป็นเรื่องวุ่นวายเพราะสติที่เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
...มันตึงมาตลอดวันแล้ว
และพอมาชนเข้ากับปัญหา เราเลยดูลนลานทำอะไรไม่ถูก

แต่ก็นั่นแหละ
มันจะไปโทษใครได้ ก็คงต้องโทษที่ตัวเอง
มันไม่ใช่ความผิดของเขาที่ต้องการรู้เหตุผล
มันเป็นความผิดของเราที่ไม่สามารถอธิบายให้เขาเข้าใจได้
ความแตกต่างของภาษาและประสบการณ์ความรู้ของเราที่มีไม่พอ
ยิ่งขาดสติอีก - เรื่องก็บานปลายไปกันใหญ่
ผลลัพธ์เลยปรากฏออกมาเป็นรูปร่างคล้ายคนโง่ที่ยืนงงต่อหน้าเขา (ไม่คล้ายหรอก ใช่เลย)

บนการจราจรระหว่างทางกลับที่พักก็ใช่ย่อย
ไม่ต่างอะไรกับบรรดาเรื่องราวที่ประสบมาเลยสักนิด
บางทีเราก็คิดถึงช่วงเวลาตอนทำงานที่บ้านเกิดนะ
ตกเย็น เลิกงาน ไม่ต้องทำโอที 
นาฬิกาดิจิตอลที่เครื่องสแกนลายนิ้วมือเด้งเป็น 18.00 เมื่อไร ทุกอย่างคือ 'จบ'
ขี่รถมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน
ล้มตัวลงนอนภายในระยะเวลาไม่เกิน 15 นาทีหลังจากเลิกงานแล้ว

เรามาดิ้นรนที่นี่ทำไมกัน?

เบียดเสียดกับผู้คนที่ไม่รู้จัก อัดแน่นอยู่ในกล่องทรงสี่เหลี่ยมยาว
เคลื่อนตัวเข้าสู่สถานที่จำลองว่าเป็นบ้าน
ทั้ง ๆ ที่มันก็มีไว้แค่ซุกหัวนอนเท่านั้น

ได้แต่ยืนทอดถอนหายใจ ไหวตัวไปมาตามแรงเหวี่ยงของรถและอารมณ์คนขับ
สบจังหวะมีที่นั่งว่าง ก็รุดตัวแทรกเข้าไป
อีกหลายป้ายรถเมล์นักกว่าจะถึงที่หมาย



วันนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันไม่มีแม้แต่อารมณ์จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเหมือนเช่นทุกครั้ง


แต่...ในโลกที่อยู่นอกจอ
มันก็ทำให้ฉันเห็นอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง



ผู้คนส่วนใหญ่ที่ขึ้นรถโดยสารสาธารณะ เกินครึ่งค่อนหยิบโทรศัพท์และเสียบหูฟังทันทีที่หาแหล่งประคองตัวเองได้
หากเป็นนักเรียน นักศึกษา ที่มาด้วยกันเป็นกลุ่มก้อน มักจะมีบทสนทนาที่ทำลายความเงียบบนรถได้เป็นอย่างดี...ที่สุด
กระเป๋ารถเมล์มักจะตะโกนบอกให้คนเดินเข้าไปข้างในอีก แต่พอข้างในติดขัดจนแกแทรกเข้าไปที่หัวรถไม่ได้ก็จะทำท่าทีฮึดฮัดเสมือนว่าเป็นความผิดพวกเขาเหล่านั้น
รถแน่น - แต่จะมีคนเบียดขึ้นมาเสมอ
แน่ล่ะ - เราเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว
เราอยากกลับ ... กลับไป ... กลับไปในที่ ๆ เราคิดว่ามันเป็นบ้าน




คนสูงวัย (ค่อนข้างสูงวัยมาก ๆ เสียด้วย) เดินหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาบนรถ
เป็นอีกคนหนึ่งที่เบียดเสียดและแทรกตัวขึ้นมาเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวก่อนรถจะออก
มือกร้านสองข้างมีตะกร้าหวายและถุงผ้าหนาอ้วน
แต่ไม่มีใครสังเกตว่าสีหน้าของแกมันล้าแค่ไหน
แน่ล่ะ ... ทุกคนก็ล้าเหมือน ๆ กันทั้งนั้น
ล้ามาก ล้าน้อย เท่ากันเสียเมื่อไร

แต่ฉันก็แค่่รู้สึกว่า แกคงล้ามากกว่าฉัน
เมื่อที่นั่งก่อนหน้านี้เต็ม และไม่มีทีท่าว่าจะมีคนลงป้ายใกล้ ๆ
ฉันจึงลุกและเอื้อมมือสะกิดให้แกมานั่งแทน
แกมองด้วยสายตาประหลาด ก่อนจะถามว่าใกล้ลงแล้วหรือ?
ฉันเพียงแค่ยิ้มและพยักหน้าให้เล็กน้อย
แกก็เดินเข้ามานั่งแล้ววางของไว้บนตัก








ในความเป็นจริง
ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าแกเหนื่อยหรือล้าอะไรมาจากไหน
หรือในความเป็นจริง
แกอาจไม่ได้เหนื่อยหรือล้าอะไร แต่หน้าเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว (ฮ่า ๆ)
ฉันว่า...มันโอเคนะ
เรื่องเล็ก ๆ บางอย่างที่คิดเอาเองมันก็ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาได้
ยิ่งเราเจอคนที่ร้ายกับเราและทำไม่ดีกับเรามามากเท่าไร
เราน่าจะต้องทำดีกับคนที่เราเจอให้มากเท่านั้น
เหมือนที่เคยได้ยินใครบอกไว้
ว่าเราไม่รู้หรอกว่าเขาเจออะไรมา - แต่เรารู้ว่าเราเจออะไรมา
และมันเปล่าประโยชน์ที่จะกลายเป็นคนที่เราเกลียดเสียเองในตอนสุดท้าย




ลองทำดูนะ

ยิ่งเราเจอคนที่ร้ายกับเราและทำไม่ดีกับเรามามากเท่าไร
เราต้องทำดีกับคนที่เราเจอให้มากเท่านั้น


มันค่อนข้างง่ายและสบายใจเลยทีเดียว
SHARE
Writer
23rdHint
Storyteller
คนธรรมดา

Comments