:: อย่าปล่อยมือเพื่อน III ::
3 :: สอนน้องต่อไปนะ

ถ้าชื่อจริงพร้อมนามสกุลและเลขรหัสนิสิตทั้ง 11 หลักนั้นถูกบรรจุอยู่ในแผ่นรายชื่อสโมสรนิสิต...วันปิดเทอมของพวกท่านคือวันเปิดเทอมดีๆ นี่เอง...ชีวิตจะไม่ห่างจากมหา'ลัยเลยแม้แต่วันเดียว


"สอง...ไอ้สอง...ตื่นเร็ว"

ผมเหมือนได้ยินเสียงงัวเงียๆ ของอีกคนพร้อมกับแรงสะกิดเบาๆ ที่หัวไหล่ ด้วยความที่ยังหลับไม่ลึกพอที่จะไม่รับรู้อะไรเลย ผมค่อยๆ ขมวดคิ้วและลืมตาตื่นขึ้นมาในความสลัวๆ ของห้อง แสงไฟสีส้มอ่อนตรงหัวเตียงของแดนขับให้ห้องดูอุ่นขึ้นมาทันตา

ใบหน้าของเขายับย่นด้วยความง่วง แต่เส้นผมของแดนยังไม่ได้ยุ่งเหยิง เพราะพวกเรายังนอนได้ไม่ถึงสามชั่วโมงด้วยซ้ำ

"กี่โมงแล้ว" ผมถามออกไปในขณะที่เอื้อมมือมาขยี้ตาเบาๆ 

"ตีสามครึ่งแล้ว รีบอาบน้ำเถอะ...เดี๋ยวไปไม่ทันนัดน้อง" แดนฉุดตัวผมให้ลุกออกจากเตียง แม้จะออกแรงขัดขืนเล็กน้อยเพราะยังรู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม แต่คนแรงควายอย่างแดนก็ลากตัวผมออกจากเตียงได้อย่างง่ายดาย

"ไปอาบก่อนเลย" ผมโบกมือปัดๆ ไล่มันไป เพราะต้องการจะนอนต่อ

"อาบพร้อมกันนี่แหละ...เร็วๆ"

"หือ?" ผมเงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าของเขาด้วยท่าทีอ้ำอึ้ง อะไรนะ...อาบพร้อมกัน

"จะได้ไม่เสียเวลา เร็วๆ..." ไม่ทันที่จะพูดอะไร แรงฉุดรั้งก็ดึงตัวผมเข้าห้องน้ำไปเสียแล้ว น้ำอุ่นจากฝักบัวก็ไม่ร้อนเท่าหน้าของผมตอนนี้หรอก...น่าอายชะมัดต้องมาอาบน้ำพร้อมคนอื่นในตอนที่ตัวเองโตป่านนี้แล้วอ่ะนะ



04:00 น.


ใครจะรู้ว่าผม แดน แจ๊ค และเพื่อนอีกจำนวนหนึ่ง ต้องไปค่ายอัตลักษณ์เป็นปีที่'สาม' 

เฮ้อ...

อยู่ปีสามแล้วก็ไม่รอดพ้นแฮะ...ก็ช่วยไม่ได้นี่นา...ดันเป็นสโมสรนิสิตของคณะที่ต้องคอยคุมงานของพวกปีสองอีกที

"กระเป๋ามึงเล็กลงนะแจ๊ค" แดนเอ่ยทักเมื่อเราทั้งสามมาถึงมหาวิทยาลัยในตอนเช้ามืดของวัน เด็กจากคณะอื่นเริ่มเดินทางมาถึงบ้างประปราย ผมมองตามไปที่กระเป๋าของแจ๊คที่ดูเล็กลงกว่าปีก่อนๆ มาก ผมจำได้ว่าเมื่อสองปีที่แล้ว พวกเราแทบจะขนบ้านไปด้วยเพราะกระเป๋ามันใหญ่มากจนสามารถใส่คนเข้าไปนอนขดโดยไม่อึดอัด

"ไปมาสองปีละควรรู้ว่าอะไรจำเป็นไม่จำเป็น..." ด้วยความชินชากับค่ายทั้งสองปี พวกผมย่อมรู้ว่าอะไรที่จำเป็นและไม่จำเป็น ผมกับแดนก็ใช้กระเป๋าเดินทางขนาดเล็กลงในระดับหนึ่ง

"นัดน้องกี่โมง" ผมถามออกไป

"ปีสองนัดปีหนึ่งตีห้า" แดนตอบ

"เผื่อเลทหรือยัง" 

"เผื่อแล้ว..."

"ทันหรอ" ผมถึงกับยกคิ้วขึ้นถาม ซึ่งแดนก็ได้แต่แสยะยิ้ม ดูเหมือนว่าความคิดของผมจะตรงกับเขา ปีที่แล้วพวกผมนัดน้องตีสี่ครึ่ง และแน่นอนว่ามีคนมาสาย ผมเผื่อเวลาเลทของน้องแล้วและรวมเวลาที่เราต้องเดินจากคณะไปที่จอดรถบัสตรงแอร์พอร์ตลิ้งค์อีก 

ปีนี้นัดตีห้า ถ้าน้องไม่สาย...ก็รอดไป

แต่ถ้าน้องสาย...ก็เตรียมโดนพวกผมดุซะ

"เอาเถอะ...มาดูว่าน้องจะแก้ปัญหายังไง" แจ๊คพูด ผมจึงยักไหล่โดยไม่ได้ตอบอะไรไปมากกว่านั้น 

ตลอดปิดเทอมที่ผ่านมา ผมแทบจะไม่ได้อยู่บ้าน ชีวิตตลอดสามเดือนยังคงวนเวียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยและห้องของแดนซะส่วนใหญ่ ไล่มาตั้งแต่ต้องเทรนด์ระเบียบ เทรนด์สันทนาการ ช่วยน้องรันงานรับน้องให้สมบูรณ์ที่สุด รวมถึงการสอนงานต่างๆ ให้ปีสอง เพื่อนำไปใช้ในการดูแลปีหนึ่งที่ค่ายอัตลักษณ์

จากที่พวกผมโดนพี่เจ พี่อุ่น พี่เมษสอน กลายเป็นพวกผมเป็นคนสอนน้องของผมบ้างแล้ว เวลามันก็ผ่านไปเร็วเหมือนกัน เหมือนแค่หลับตาแล้วนับหนึ่งถึงสิบ วุฒิภาวะของเราเปลี่ยนไปมากจนน่าใจหาย ผมเริ่มกลายเป็นผู้ใหญ่ ทั้งความคิดและการกระทำ ผมคาดหวังว่าน้องของผมจะต้องทำงานออกมาได้ดี ไม่ผิดพลาดแบบที่พวกผมเคยทำ 

อะไรที่พี่ทำแล้วแกไม่ชอบ...อย่าทำกับน้อง
อะไรที่พี่ทำผิดพลาด...อย่าทำพลาดซ้ำ
เรียนรู้จากการดูข้อผิดพลาดของพี่...ใช้ประสบการณ์ของพี่เป็นบทเรียนของแกเอง... 



05:30 น.

"น้องมาครบหรือยัง" ผมเอ่ยถามน้องหลินที่ยืนหน้าเครียดอยู่ลำพังในตอนที่เด็กปีหนึ่งส่วนหนึ่งได้เดินทางมาถึงที่นัดหมายแล้วเรียบร้อย

"ยังครับพี่สอง" มันตอบเสียงสั่นพลางทำหน้าเครียด 

"รถออกกี่โมง" ผมถามอีก

"หกโมงตรงครับ"

"คิดว่าทันมั้ย" น้องหลินเริ่มหน้าซีด ถึงแม้ผมจะไม่ได้เป็นคนจัดการงานแต่ก็ย่อมรู้ดีว่าเวลาอีกสามสิบนาที กับการที่น้องปีหนึ่งยังไม่มาครบและเวลาที่เสียไปสำหรับการเดินเท้าจากคณะไปรถนบัสอีก...ทันก็เก่งแล้ว

"แล้วจะทำยังไง" ผมถามพลางยิ้มออกมา แต่หลินไม่มีรอยยิ้มใดๆ มีแต่คิ้วที่ขมวดเข้าหากันและร่างกายที่สั่นสะท้านเล็กน้อย เม็ดเหงื่อเริ่มผุดออกมาด้วยความร้อนรนจากภายในจิตใจ

"เอ่อ..."

"ถ้าเป็นพี่จะพาน้องเดินไปก่อน น้องส่วนที่เหลือไปเจอที่รถบัสเลย ให้พี่บ้านเช็คชื่อน้องตามบัสอีกที รีบไปหลิน...ดีกว่าไปสายทั้งคณะ สภาฯจะด่าเอา" ผมแอบกระซิบบอกหลิน และมันก็พยักหน้าตามทันที คำแนะนำของผมถูกแปรรูปเป็นคำสั่งใหม่ ผมยืนมองหลินเรียกปีสองคนอื่นๆ มารับทราบแผนใหม่และเริ่มดำเนินการทันที

และรอยยิ้มของผมก็ผุดขึ้นมา...ทำงานให้ดีนะน้องรัก...พี่คาดหวัง

"ยิ้มอะไรวะไอ้สอง" แดนที่เดินเข้ามาหาผมในตอนที่หลินกำลังจะพาน้องปีหนึ่งเดินออกจากคณะ

"เห็นน้องทำงานแล้วรู้สึกดี" ผมตอบออกไปแค่นั้นและยืนกอดอกมองแถวน้องปีหนึ่งลากกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ของแต่ละคนทยอยเดินออกจากคณะไป ถึงแม้จะไม่ใช่ปีของตัวเอง แต่ก็อดที่จะช่วยเหลือไม่ได้...น้องก็คือน้อง...นอกจากจะไม่ปล่อยมือเพื่อนแล้วก็ยังต้องไม่ปล่อยมือน้องอีกด้วย

"เพิ่งจะวันแรกเอง ของจริงมันต่อจากนี้ อย่าช่วยมันมากก็แล้วกัน" แดนพูดดัก เพราะผมชอบช่วยน้องทำงานตลอดๆ เมื่อกี้ก็แอบช่วยไปแล้วเล็กน้อย แม้ว่าแดนจะสั่งไม่ให้ผมช่วยน้อง เพราะอยากให้น้องทำงานเอง แก้ปัญหาเอง แต่บางครั้งเราก็แนะนำในจุดเล็กๆ เพื่อให้น้องคิดต่อได้ และทำงานต่อไป และผมชอบทำแบบนั้น

"กูไม่ใจร้ายเหมือนมึงนะแดน" ผมยักไหล่แล้วเดินจากไป

พวกีสามขับรถตามกันไปเอง โดยให้ปีสองดูแลปีหนึ่งอยู่บนรถบัสตลอดทางจากประสานมิตรถึงองครักษ์ พอได้กลับมายืนที่นี่อีกครั้ง ความรู้สึกทุกอย่างมันก็กลับมา ตั้งแต่การนอนหอในกับเพื่อนอีกสามสี่คนในห้องนอนเล็กๆ ตอนปีหนึ่ง และอีกปีกับการตื่นตีสี่เพื่อมารับน้องหน้าหอ ดูแลน้องตลอดห้าวันด้วยความขยันขันแข็ง และสุดท้ายกับปีที่สามที่มาดูสิ่งที่ตัวเองได้พร่ำสอนและดูแลมาตลอดว่าจะสำเร็จผลลุล่วงไปได้หรือไม่...

สิ่งที่สอนมาตลอด...อย่าปล่อยมือเพื่อน

บทพิสูจน์ของปีสองที่พวกผมจะคอยดู...ว่าจะจับมือเพื่อนได้แน่นแค่ไหน





"มึงคิดว่าในยิมจะเป็นไงบ้าง" ในตอนที่ผมนอนมองเพดานห้องเรียนในอาคารพื้นฐานนั้นเอง ก็นึกเป็นห่วงน้องๆทุกคนที่ได้เข้าไปในยิม มันต้องวุ่นวายมากแน่ๆ แม้ว่าปีสองจะเคยเข้ามาก่อนแล้ว แต่ก็เข้าในฐานะ'น้อง' ไม่เคยเข้าในฐานะ'พี่' 

ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ...

"ถ้าน้องมีสติก็น่าจะเอาอยู่" แดนที่นอนอยู่ข้างๆ ก็พูดตอบ

"แต่ในนั้นมีแค่ปีสองนะ น้องจะไหวหรอวะ" 

"เออหน่า มึงนี่ก็ห่วงลูกจัง...มันไม่ตายหรอก กูว่าพวกมันทำได้" 

"แต่จะทำได้ดีหรือเปล่านี่สิ" ผมก็ยังอดห่วงไม่ได้

"ก็รอบรีฟงานคืนนี้สิ" ปีสามอย่างพวกผมก็คงไม่มีอะไรให้ทำมาก นอกจากแนะนำน้องและดูงานภาพรวมต่างๆ ผ่านคำพูดของปีสอง การเอาประสบการณ์ของพวกผมมาใช้สอนน้องมันทำให้เห็นช่องโหว่และข้อบกพร่องต่างๆ ที่เรายังทำได้ไม่ดีพอ และผมต้องการให้ปีสองอุดรอยรั่วนั้นไว้ให้ได้ หรือกันให้น้ำไหลออกมาน้อยที่สุด

"วันนี้น้องต้องทำอะไรบ้างนะ" 

"มีจิตอาสานิวันนี้ เปิดโลกอีก คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง" แดนตอบ

"มีสิ...เปิดโลกไง" งานกลางแจ้งที่วุ่นวายที่สุดในโลก ไม่ว่าจะกี่ปีๆ ก็วุ่นวายทุกครั้ง

"อย่าเป็นห่วง น้องเราเก่งอยู่แล้ว"

"มั่นหน้าจังเลยนะ ถ้าน้องทำพลาดกูจะด่ามึงด้วยโทษฐานสอนน้องไม่ดี" ผมแกล้งพูดหยอกขำๆ 

"เอ้า...ด่ากูเพื่อ?"

"ก็มึงเป็นหัวหน้างานปีที่แล้ว มึงไม่ควรสอนน้องให้ผิดพลาด" ผมพูดแค่นั้นแล้วพลิกตัวหันหลังให้อีกคนทันที ปีสามนี่ว่างจัง นอนทั้งวันกว่าจะปีสองจะกลับมาก็คงดึกดื่น ตอนนี้ส่งไอ้แจ๊คออกไปเซเว่นและอเมซอนเพื่อหาอาหารประทังชีวิตให้พวกผมด้วย



คำสอนต่างๆ ถูกถ่ายทอดรุ่นต่อรุ่น เช่นเดียวกันกับที่ปีสองสั่งให้น้องผู้ชายดูแลน้องผู้หญิง ซึ่งเราทำแบบนั้นทุกปี และปีนี้ก็เช่นกัน ผมแอบออกมาดูน้องๆ อยู่ไกลๆ เห็นพวกหลิน จี้ อิ้งค์ยืนอยู่ไม่ไกลนัก และก็เห็นปีสองคนอื่นๆ ทำงานได้ดี มันก็ค่อยน่าชื่นใจหน่อย

"น้องมันทำได้หน่า ไม่ต้องเฝ้าหรอก" แดนพูด

"ก็แค่แวะมาดูปะ" 

"เออๆ ไปหาไรกินกันเหอะ" ผมพยักหน้าตามและค่อยๆ เดินหันหลังให้เวทีและบริเวรโดยรอบที่มีแต่เด็กปีหนึ่งเต้นกันอย่างบ้าคลั่ง เต้นแรงกว่าตอนเต้นสันฯซะอีก

ข้างนอกก็สนุกเหมือนกันนะ เมื่อรอบตัวเต็มไปด้วยของกินมากมายจนผมกับแดนเดินแวะแทบจะทุกร้าน ส่วนในโรงอาหารก็มีร้านอาหารอร่อยๆ (อร่อยกว่าประสานมิตรอะ = =) มันเป็นเรื่องสนุกเหมือนกันนะที่เห็นเด็กทุกคนใส่ป้ายชื่อที่ถูกครีเอทมาอย่างดีและแต่ละคณะก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

พูดแล้วก็คิดถึงตอนที่ตัวเองใส่ป้ายชื่อ...ตอนนั้นน่ะไม่ค่อยอยากจะใส่เท่าไหร่ แต่ผมได้ถอดก็กลับอยากจะใส่มันอีก คิดถึงตอนที่ยังอยู่ปีหนึ่ง อะไรๆ มันก็สนุกไปหมด แม้มันจะเหนื่อยมากก็ตาม แต่คงเป็นปีที่เหนื่อยน้อยที่สุดแล้ว

เวลาผ่านไปไวเกินไปจนผมตั้งตัวไม่ทัน รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นพี่ปีสามและต้องกลับมาค่ายนี้อีกครั้งเพื่อดูผลงานการสอนน้องของตัวเอง



00:00 น.

"เหนื่อยมั้ยวันนี้" แดนเอ่ยถามออกไปในตอนที่ปีสองทุกคนกลับมาจากส่งน้องเข้าหอแล้วเรียบร้อย

"เหนื่อยยยยยยย" เสียงโห่ร้องเซงแซ่ดังระงม สีหน้าอิดโรยของน้องนั้นทำเอาผมอดเป็นห่วงไม่ได้

"วันนี้ทำอะไรบ้าง น้องเป็นยังไง" ผมเอ่ยเสริม

"ตอนอยู่ในยิมทำจิตอาสา ทุกอย่างปกติดีค่ะ น้องตั้งใจทำและให้ความร่วมมือมากค่ะ" 

"ตอนเปิดโลกน้องผู้ชายช่วยกันดี จับมือล้อมน้องผู้หญิงตลอดเลย มีวิ่งไปส่งที่หอด้วยแล้วก็วิ่งกลับมาที่เดิม" 

"อืมๆ" ผมกอดอกพยักหน้าตาม ดี...น้องช่วยกันแบบนั้นก็ดี

"แล้วปีสองทำงานเป็นยังไง...วันนี้โอเคมั้ย ทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า พูดได้นะ" แดนยิงคำถามและทำให้ปีสองทุกคนอ้ำอึ้ง...แน่ๆ...ต้องมีแน่ๆ 

"แกพูดได้นะ ปีที่แล้วที่พี่เป็นพวกแก พี่ก็พูดกัน มีอะไรก็พูดเว้ย อย่าเงียบ ความเงียบไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ถ้าผิดใจกันก็รอบบอก รอบเคลีย...ยิ่งตอนนี้พี่อยู่ตรงนี้ด้วย พี่จะได้ช่วยแก้ปัญหา" ผมเอ่ยพอได้ยินว่าเหมือนน้องจะมีปัญหา ผมก็ยิ่งอยากทำให้มันจบๆ ไม่อยากให้น้องต้องทะเลาะกันนานๆ 

"ก็เรื่องทำงานไม่เท่ากันนั่นแหละพี่..."

ว่าแล้วเชียว เรื่องทำงานไม่เท่ากันเป็นเรื่องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่มันกลับกระทบกระเทือนจิตใจน้องหลายคนได้เลยทีเดียว ซึ่งมันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะช่วยปรับความเข้าใจกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งมันก็เป็นหน้าที่ของผมและแดนและปีสามคนอื่นๆ ที่มาช่วยดูงานด้วย

"การทำงานด้วยกันมันก็แบบนี้แหละ...มันก็จะมีคนที่ได้ทำงานเยอะ และทำงานน้อยต่างกัน ปีพี่ก็เป็นและพี่ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ก็เหมือนกับที่พวกแกรู้สึกตอนนี้ ว่ามันไม่แฟร์...แต่พี่จะขอให้แกลองไม่คิดถึงตัวเอง แกมาที่นี่เพื่ออะไร...เพื่อน้อง...สิ่งที่แกควรคิดและโฟกัสคือน้องก่อน...ไม่ว่าอะไรก็ต้องน้องก่อน...ไม่ว่าแกจะทำมากทำน้อยอะ ก็ถือซะว่าแกทำให้น้อง"

"ส่วนเรื่องทำงานไม่เท่ากัน คือความจริงมันก็กลับไปแก้อะไรไม่ได้แล้วใช่มั้ยล่ะเพราะมันผ่านมาแล้ว พี่รู้ว่าแต่ละฝ่ายมันทำงานหนักเบาต่างกัน ซึ่งความจริงแล้วมันก็เอาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะแกคงไม่เอาสันฯ ไปเรียกระเบียบ แล้วเอาระเบียบมาสั่งโค้ดน้องในยิม...ถูกปะ"

"เหมือนกันกับที่แกคงไม่เอาสวัสดิฯไปเรียกระเบียบหรือไปสันฯ แกต้องรู้เว้ยว่าอะไรควรไม่ควร พี่รู้ว่าแกเหนื่อย แต่ทุกคนก็เหนื่อย ทุกหน้าที่มันเหนื่อยหมดเว้ย...แกแค่ต้องยอมรับว่าแกอยู่ในส่วนที่มันอาจจะเหนื่อยกว่าเพื่อนหรือเบากว่าเพื่อน...แต่สำคัญที่สุดคือทุกคนในที่นี่มีงานทำทุกคน ไม่มีคนไหนว่างงาน ถ้ามีคนว่างงานอันนี้ถึงจะเป็นประเด็น เข้าใจพี่ใช่มั้ย"

"ทุกครั้งที่แกมีปัญหาหรือมีเรื่องติดใจอะไร ขอให้นึกถึงวันพี่ให้แกเล่นเกมปิดตา นึกถึงความรู้สึกนั้นไว้ที่แกมองไม่เห็นอะไรเลย แล้วที่พึ่งเดียวของแกของเพื่อนที่แกจับมือไว้เท่านั้น...แกเอาความรู้สึกนั้นมาใส่ในการทำงาน แล้วแกจะรู้ว่ามันง่ายนิดเดียวที่จะผ่านสิ่งต่างๆไปได้"

เมื่อตาถูกปิดลงที่พึ่งเดียวของเราคือเพื่อนที่อยู่ข้างหน้า และเพื่อนที่อยู่ข้างหลังก็พึ่งพาเราอยู่ เราถูกสอนให้รักกันโดยที่เราไม่รู้ตัวผ่านเกมเด็กๆ ที่เราคิดว่ามันไม่มีอะไรแอบแฝงมาตลอด แต่เราคิดผิด เกมนั้นมันสอนอะไรเราตั้งเยอะ

วิสัยทัศน์ที่มืดมน...ยามใดที่เราตกอยู่ในความมืดหาทางออกไม่เจอ เรากลัว เราว้าเหว่ เราเหงา แต่เมื่อมีมือมากระชับจับเอาไว้ เราก็มีกำลังใจเดินต่อและไม่เดียวดายอีกต่อไป

มีอะไรก็บอกเพื่อน...การคุยกันจะทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น หรือช่วยกันแก้ปัญหาได้ดีขึ้น ซึ่งมันกลายเป็นทักษะสำคัญในการใช้ชีวิตและการทำงานกลุ่มร่วมกันตลอดสี่ปีสั้นๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ เรามีอะไร เราบอกเพื่อน ช่วยเพื่อนให้พ้นจากอันตรายหรืออุปสรรค เพราะเรารักกัน เราจึงต้องช่วยเหลือกันตลอด

มือที่แน่นหนา...เพราะเราไม่รู้ว่าเพื่อนจะหายไปเมื่อไหร่ เราไม่รู้ว่าเพื่อนที่อยู่ข้างกายจนเป็นเพื่อนเราไปตลอดมั้ย แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มือที่จับกันแน่นก็ยังคงเกาะเกี่ยวเราเอาไว้ด้วยกัน เราเดินหน้าไปด้วยกันโดยมีเพื่อนคอยอยู่ข้างๆ ทุกการทำงาน ทุกอุปสรรคเราจับมือข้ามผ่านมันไปด้วยกัน เราจะไม่ทิ้งเพื่อนไว้กลางทาง เราจะไม่ปล่อยให้เพื่อนเจอสิ่งร้ายๆ คนเดียว

และเมื่อยามใดทุกอย่างมันถาโถมเข้าหา...เราจะเป็นแสงสว่าง ความอบอุ่น ที่ปรึกษา และภูมิคุ้มกันให้กับเพื่อนของเรา เหมือนที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ ผมอยู่กับแดนและแจ๊คมาสามปี ทุกงานทุกอย่างมาด้วยกัน เราต่างช่วยเหลือกันมาตลอด จากที่ไม่เคยเข้าใจวลีอย่าปล่อยมือเพื่อน

ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าวลีนั้นหมายถึงอะไร 

มันคือการอยู่ข้างๆ และช่วยเหลือกันตลอดเวลา ต่อให้จะบาดเจ็บสาหัสแค่ไหน ขอให้อยู่เคียงข้างกัน อย่าทิ้งใครไว้กลางทางก็พอ...
อย่าปล่อยมือเพื่อน 



"ปีสอง...สอนน้องแบบนี้ต่อไปนะ...อย่าทำให้พี่ผิดหวัง พี่รักพวกแกมาก แกก็ต้องรักน้องของพวกแกให้มากๆ เหมือนกันนะ...สอนน้องต่อไปนะปีสอง บอกน้องให้สอนน้อง...ให้สอนต่อๆ ไปด้วย เหมือนที่พวกพี่ที่ถูกสอนมาให้สอนพวกแกแบบนี้...สู้ๆ นะเด็กๆ พี่เชื่อว่าพวกเราทำได้...น้องพี่เก่งอยู่แล้ว..."






Log :: ปี3

Log สุดท้ายมาถึงแล้วววว
เมื่อพี่ปีสามกลับมาสู่องครักษ์เพื่อมาดู performance ของน้องๆในการดูแลน้องปีหนึ่ง มาเป็นกัปตันของเรือใหญ่เพื่อคอยดูลูกเรือทำงานอย่างแข็งขันเพื่อนำเรือไปสู่ฝั่งฝัน พี่ปีสามก็ผูกพันเหมือนกันนะคะ ผูกพันมากๆ ด้วย
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ถ้าชอบก็กดแชร์และกดRecommendด้วยนะคะ <3
ปล.ถ้าสำนวนงงๆ หรือมีคำพูดก็ขออภัยด้วยนะคะ พิมพ์ตอนดึกๆ ก็จะเบลอหน่อยๆ 



SHARE
Written in this book
:: อย่าปล่อยมือเพื่อน ::
วลีที่คุ้นเคยกับความหมายที่ไม่เคยเข้าใจ ค่ายอัตลักษณ์จะทำให้ผมพบคำตอบ ...

Comments

AForAwesome
4 years ago
เราอ่านจบทุกตอนเลย อ่านแล้วเห็นภาพทั้งตอนที่เราเป็นปีหนึ่ง ปีสอง จนมาเป็นปีสาม ทุกกิจกรรมที่เป็นเรฟเฟอร์เร้นท์ในสตอรี่ เราก็เคยทำมาเหมือนกันหมด แม้กระทั่งคำพูดยังเหมือน อ่านแล้วนึกถึงตัวเองกับเพื่อนในเอกเลย 😊😊
Reply