:: อย่าปล่อยมือเพื่อน II ::
2 :: ให้น้องก่อน


"มาก่อนคือพี่ มาหลังคือน้อง มาพร้อมคือเพื่อน"


"พี่สวัสดิฯ ขอข้าวกับน้ำให้น้องด้วยค่ะ"

"เด็กๆ ใครจะให้พี่เติมน้ำให้ ยกมือไว้นะ"

"ใครยังไม่ได้ข้าวบ้าง"

"ใครอยากเข้าห้องน้ำให้พี่บ้านพาไปนะ อย่าไปกันเอง"

"เฟิร์สเอดมีน้องขอแอมโมเนียจ้า" 

เสียงที่ดังแต่ไม่ถึงกับการตะโกนดังออกมาจากเด็กปีสองเกือบทุกคนที่กำลังวิ่งวุ่นด้วยความเร่งรีบและตระหนก ผมเหลือบมองไปที่เพื่อนคนหนึ่งซึ่งรับหน้าที่เป็นสวัสดิการ เขาหอบหิ้วถุงที่บรรจุข้าวกล่องหลายสิบกล่องไว้ในนั้น สองมือออกแรงหิ้วทีละหลายถุงเพื่อแจกจ่ายให้น้องปีหนึ่งได้เร็วขึ้น

และตอนนี้ในมือของผมก็มีแต่กระบอกน้ำสีต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้สำหรับปีหนึ่ง น้องหลายคนที่อยากจะให้ผมเติมน้ำให้ต่างก็ยื่นกระบอกน้ำนั้นออกมา ผมรีบหยิบรับเท่าที่ผมจะทำได้ แต่มันก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้วล่ะ

ดีนะที่ไอ้แดนยืนอยู่แถวนั้น สภาพของมันก็ไม่ต่างจากผมไปสักเท่าไหร่ ที่มือเต็มไปด้วยกระบอกน้ำมากมายแต่น้อยกว่าผมมากนัก ผมจึงส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปหามัน หวังว่ามันจะเข้าใจผม

และมันเข้าใจ

"มาๆ กูช่วย...ส่งมาทางนี้เลยครับน้อง" ไอ้แดนยื่นมือรับกระบอกน้ำอีกหลายสิบอันมาถือไว้ เราทั้งสองต่างพะรุงพะรังไปด้วยกระบอกน้ำมากมายที่เราจำเป็นต้องดูแลมันเป็นอย่างดีและรีบเติมน้ำให้เร็วที่สุด

น้องจะได้มีน้ำดื่ม...

"เฮ้อ..." ไอ้แดนถอนหายใจออกมาในตอนที่กำลังเติมน้ำใส่กระบอกที่ว่างเปล่าหลายอันนั้นอย่างเร่งรีบ ผมก็ไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่ เมื่อน้ำเต็มก็บรรจงปิดฝากระบอกให้มิดชิดและแน่นหนา ป้องกันการหกเลอะเทอะ

"เหนื่อยหรอ" ผมเอ่ยถามออกไป

"ก็นิดหน่อย" มันยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ขมับก่อนจะหอบหิ้วกระบอกน้ำที่มีน้ำเต็มนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้มันหนักกว่าเดิมเพราะมีน้ำหนักของน้ำเพิ่มเข้ามา เราต้องออกแรงกันมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวเพื่อจะเอากระบอกน้ำไปให้น้องปีหนึ่งที่รออยู่

"อดทนหน่อย อีกวันเดียวเอง"

"อืม..." แต่แดนกลับตอบมาแค่นั้นพร้อมกับทำสีหน้าเคร่งเครียด มันทำเอาผมใจแป้วอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่เคยเห็นแดนเป็นแบบนี้ และไม่ใช่แค่แดน เพื่อนคนอื่นๆ ต่างก็เปลี่ยนกันไปเป็นคนละคน เมื่อเรากลับมาค่ายอัตลักษณ์ในฐานะ'ปีสอง' 

ทุกคนแปลกไปมาก ระหว่างวันแทบไม่พูดไม่จากันโดยเฉพาะตอนที่อยู่กับปีหนึ่ง ทุกคนรวมถึงผมแทบจะไม่มองหน้ากัน เอาแต่มองปีหนึ่ง ถามน้องว่าต้องการอะไรหรือเปล่า หากใครมีปัญหาปีสองทุกคนก็แทบจะวิ่งถลาเข้าไปหาพร้อมๆ กัน

ทุกอย่างที่เป็นปีหนึ่ง...พวกผมแทบจะละเลยไม่ได้เลย

"แจ๊ค!" พลันแดนก็ตะโกนขึ้นเสียงดังจนผมสะดุ้ง ในตอนที่กำลังแจกกระบอกคืนน้องแต่ละคนไป แอบรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทำงานให้น้องได้เร็วกว่านี้ เพราะดูจากสีหน้าน้องหลายๆ คนที่บ่งบอกอาการหงุดหงิดและเซ็งแซ่นั้น ผมได้แต่ยิ้มและไม่คิดอะไรมากและทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

"ว่าไงมึง" ไอ้แจ๊ควิ่งมาแต่ไกลหลังจากที่เอาขยะกองใหญ่ไปทิ้ง

"น้องเป็นมังฯ" แดนมองหน้าแจ๊คนิ่งๆ ส่วนตัวผมได้แต่ยืนอยู่ห่างๆ คอยมองดูอยู่ตลอด

"ห๊ะ?"

"น้องบอกน้องแจ้งไปแล้วด้วย ไม่ได้สั่งข้าวให้น้องหรอ" 

"สะ สั่ง...แต่ลืมสั่งแบบมังสวิรัติให้น้อง" แจ๊คหน้าเจื่อนลงทันที ผิดกับแดนที่คิ้วเริ่มขมวดเข้าหากัน เขากำลังหงุดหงิด ไม่สบอารมณ์ที่เกิดความผิดพลาดขึ้นในวันนี้ 

"มึงลืมได้ไง! แล้วน้องจะกินอะไร!" แดนขึ้นเสียงจนปีสองและปีหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงเริ่มหันมาดู มันจะไม่แปลกใจเลยที่สองคนนี้ทะเลาะกัน ถ้าแดนไม่ใช่หัวหน้าการทำงานในครั้งนี้ 

"โทษทีๆ กูจะรีบไปสั่งข้าวให้ใหม่" ผมมองไอ้แจ๊คกำลังจะออกตัววิ่งไปที่ไหนสักที่ สลับกับมองอีกคนที่ยืนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หลายวันมานี้เขาไม่ยิ้มเลย ทุกวันมีเรื่องให้เครียด และวันนี้ก็เช่นกัน

"แจ๊ค!! ไม่ต้องไป!"

"..."

"เอาของกูให้น้องกินก่อน กูสั่งผัดผักมาให้ตัวเอง" เพื่อนอีกคนที่เป็นมังสวิรัติเหมือนกัน กำลังเดินไปหยิบข้าวกล่องจากถุงที่ด้วยปากกาเคมีสีน้ำเงินตัวโตๆ ว่า'ปีสอง' 

"แล้วมึงจะกินอะไร" ไอ้แจ๊คถามกลับ

"กูจะกินอะไรก็เรื่องของกู ให้น้องกินก่อน เอาไป" การตัดสินใจตอนนั้นคงทำอะไรได้ไม่มาก เพราะว่าจากตรงที่เรานั่งกินข้าวกันกับโรงอาหาร มันไกลเกินไป แจ๊คเองก็คงไม่คิดว่าจะวิ่งไปโรงอาหารเพื่อสั่งข้าวมาให้น้อง มันจะเสียเวลาเกินไป และตอนนี้การหยิบยื่นความช่วยเหลือจากเพื่อนคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ข้าวกล่องนั้นกลายเป็นของปีหนึ่งไปโดยปริยาย

ผมรีบวิ่งเข้าไปหาแดนที่ยังทำหน้านิ่งๆ อยู่นั้น เอื้อมมือไปบีบบ่าของเขาเบาๆ จนเขาหันมามองหน้าของผม

"อย่าเครียด"

"ไม่ได้เครียด"

"หน้ามึงออกขนาดนั้น...ใจเย็นๆ" ผมออกแรงบีบที่บ่าของเขาอีกครั้ง และผมเห็นมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย แดนหันมายิ้มแห้งๆ ให้พร้อมกับพยักหน้าเบาๆ 

มื้ออาหารของปีหนึ่งผ่านไปด้วยดี โดยที่ปีสองยังไม่ได้แตะข้าวกันสักกล่อง ไม่ใช่ไม่หิว...หิวมาก แต่นี่ไม่ใช่เวลามานั่งกินข้าวในขณะที่น้องอยู่กับเรา เย็นนี้เป็นวันเฟรชชี่ไนท์ วันที่ปีหนึ่งรอคอยและปีสองก็เช่นกัน การนัดแนะและทำข้อตกลงกับปีหนึ่งเรื่องการดูแลตัวเองในยิมนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก 

แดนกำชับน้องผู้ชายหลายคนให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี แม้ว่าจะมีปีสองหลายคนคอยดูอยู่ในนั้น แต่การเซฟตัวเองก็จำเป็นเหมือนกันสำหรับปีหนึ่ง 

ถ้าผ่านคืนนี้ไป พรุ่งนี้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว...



23.30 น.

"เด็กๆ พี่เข้าไปส่งที่หอไม่ได้นะ เดินกันไปดีๆ นะ"

"ผู้ชายอย่าลืมไปส่งผู้หญิงที่หอก่อนนะ"

ผมยืนส่งน้องปีหนึ่งที่หน้าประตูทางเข้าหอพักของมหาวิทยาลัย น้องๆ ยกมือไหว้ผมตามมารยาทและค่อยๆ เดินผ่านประตูไป พวกผมไม่สามารถเข้าไปส่งน้องถึงที่หอได้เพราะเลยเวลาปิดประตูมาแล้ว ทำได้แค่เพียงยืนส่งและมองน้องจากข้างนอก 

แม้ในใจจะเป็นห่วงมากก็ตามเพราะไม่ได้เข้าไปดูด้วยตัวเอง แต่ถ้าน้องทำตามที่พวกผมบอกตลอด ก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

"จี้ อิ้งค์ อย่าลืมเช็คจำนวนแล้วไลน์มาบอกพี่ด้วยนะ" 

"ค่ะพี่"

"หลิน เช็คจำนวนผู้ชายแล้วไลน์มาหาพี่ด้วย"

"ได้ครับ" คำสั่งสุดท้ายหลุดออกจากปากของแดน คงจะเป็นวิธีเดียวที่จะสามารถมั่นใจได้ว่าน้องเข้าหอครบแล้ว

เมื่อน้องปีหนึ่งคนสุดท้ายได้เดินผ่านประตูเข้าไป พวกผมก็หันหลังกลับไปเพื่อเข้าที่พักของตัวเองบ้าง 'อาคารพื้นฐาน' ปีสองทุกคนกลับมากระจุกตัวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก เรานั่งกันเป็นวงกลมล้อมรอบพี่'ปีสาม' อย่างพี่เมษ พี่เจ และพี่อุ่น 

พอได้เป็นวงกลมแบบนี้แล้วก็พอจะเห็นสีหน้าอันเหน็ดเหนื่อยและเคร่งเครียดของปีสองแต่ละคนได้เป็นอย่างดี หนึ่งในนั้นคือ...แดน

"สรุปงานวันนี้ให้พี่ฟังหน่อย" พี่เจเอ่ยพลางมองไปรอบๆ เหล่าปีสองที่นั่งก้มหน้าก้มตากันเกือบจะทั้งหมด

"วันนี้...ไม่มีอะไรมากครับ ทุกอย่างปกติดี" แดนตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองพี่ปีสามเลยแม้แต่น้อย

"ทุกฝ่ายเลยหรอ" พี่เจถามจี้จุดของแต่ละฝ่าย

"พี่อยากรู้งานของทุกฝ่าย...แจงงานวันนี้ให้พี่ฟังหน่อย" พี่เมษเสริมทำเอาทุกคนในห้องทำหน้าเครียดกันเข้าไปใหญ่ เพราะต่างก็รู้ดีว่าวันนี้มีเรื่องผิดพลาด ถ้าหากพูดไปก็คงต้องโดนปีสามตำหนิแน่ๆ 

"ระเบียบว่าไง" พี่อุ่นถาม

"ตอนเช้ามีน้องมาสายครับ ระเบียบการแต่งกายปกติครับ ส่วนในยิมตอนเข้าไปตอนเช้าวุ่นวายนิดหน่อย เหมือนน้องจะง่วงกันมากเพราะเมื่อคืนวันเปิดโลกน้องคงเหนื่อยกันอยู่ เลยไม่ค่อยกระฉับกระเฉงเท่าไหร่"

"อืม...สันฯล่ะ" 

"วันนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ อย่างที่ระเบียบบอกอาจจะเป็นเพราะน้องยังเหนื่อยค้างกับวันเปิดโลก วันนี้เลยไม่มีแรงจะเล่นโค้ดเท่าไหร่ค่ะ...แบบพอมองหน้าน้องแล้วรู้เลยว่า...เออไม่อยากเล่นอะพี่ เหนื่อย"

"แล้วสันฯแก้ปัญหายังไง"

"พยายามชวนน้องเล่นกับคณะอื่นแล้วค่ะ แต่ก็ไม่ดีเท่าที่ควร หลังๆ มาเลยให้นั่งอยู่เฉยๆ ไปเลย...เพราะน้องไม่มีกระจิตกระใจแล้วอะพี่ บิ้วไม่ขึ้นแล้ว" ทุกคนพยักหน้าตามคำพูดของฝ่ายสันทนาการ 

"สวัสดิการ...ข้าวกับน้ำของน้องโอเคหรือเปล่า"

"วันนี้มีปัญหานิดหน่อยครับ...พอดีผมลืมส่งข้าวให้น้องที่เป็นมังฯ" แจ๊คตอบเสียงสั่น เขาก้มหน้านิ่งไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาปีสามที่นั่งจ้องเขาอยู่ด้วยสายตานิ่งๆ

"แล้วทำยังไง น้องกินอะไร"

"ปีสองมีคนกินมังฯ เหมือนกันครับเลยเสียสละข้าวของปีสองให้น้องไปก่อน แล้วทุกอย่างก็ปกติดีครับ"

"วันนี้ภาพรวมเป็นยังไง แดน...เล่าให้พี่ฟัง" 

"วันนี้เหมือนจะมีปัญหาเยอะสุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ แต่ว่าทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีครับ ปีสองแก้ปัญหากันได้ดี แม้จะมีทะเลาะกันบ้าง ไม่สนใจกันบ้าง แต่งานก็ออกมาดีเหมือนเดิมครับ" แดนพูดนิ่งๆ เขามองไปรอบๆ เพื่อสบสายตาปีสองทุกคนในห้อง ในฐานะที่เป็นหัวหน้างาน แดนกำลังแบกรับความรับผิดชอบหนักกว่าคนอื่น

"อะ...คืนนี้คืนสุดท้าย พรุ่งนี้งานก็ไม่มีอะไรมากใช่มั้ย...แค่ไปรับน้องหน้าหอเหมือนเดิม แล้วพาไปขึ้นรถกลับ นัดแนะกันแล้วใช่มั้ย..."

"ครับ"

"พูดอะไรกันสักหน่อยมั้ย เปิดใจคุยกันเลยว่าอัตลักษณ์ที่ผ่านมา ทำงานเป็นยังไงบ้าง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อยากบอกใครเป็นพิเศษหรือเปล่า...พวกแกพูดกันได้นะเว้ย เพราะพวกแกเป็นเพื่อนกัน พวกแกทำงานด้วยกัน แกต้องมีไม่ชอบกันอยู่แล้ว...ไม่ชอบกันได้แต่อย่าให้มันยืดเยื้อ มีอะไรก็พูดเคลียกันเลย ทุกอย่างจะจบในห้องนี้ โอเคมั้ยปีสอง"

"ค่ะ/ครับ"

เมื่อปีสามเปิดโอกาสให้ได้พวกเราพูดความคิดของเราทีละคน มันเหมือนยกภูเขาออกจากอกเลย มันสั่งสมมาตั้งแต่วันก่อนมาค่ายเสียอีก วันที่พวกผมนั่งประชุมงาน แบ่งฝ่าย แบ่งหน้าที่และรับรู้หน้าที่ของตัวเองในการดูแลน้อง ความกดดันค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหาที่ละนิดและนั่งบนบ่าของผมเอาไว้

การรับผิดชอบชีวิตเป็นร้อยมันช่างน่าลำบากใจ เป้าหมายของค่ายนอกจากจะขัดเกลานิสิตแล้ว อีกอย่างที่สำคัญคือคุณภาพชีวิตของน้องทุกคนที่อยู่ในการดูแล ผมไม่เคยคิดเลยว่าจากที่เห็นพี่ปีสองดูแลผมในวันนั้น มันเหมือนจะไม่มีอะไร ผมต่างหากที่เอาแต่บ่นว่าเหนื่อย และง่วงนอนตลอดที่อยู่ในยิม นอนดึก ตื่นเช้า ไม่เคยรับรู้ว่าพี่ปีสองต้องทำอะไรบ้าง

จนกระทั่งตัวเองมาเป็นปีสอง

"ตอนพวกแกอยู่ปีหนึ่งอะ พี่ก็พูดเสมอว่าอย่าทิ้งเพื่อน อย่าทิ้งกันเอง มีอะไรบอกกัน หันหน้าคุยกัน ที่พี่พูดไปเพราะแบบนี้ไง วันข้างหน้าแกก็ต้องทำงานด้วยกันอีก ถ้าแกไม่เป็นทีม แกทำงานกันไม่ได้นะ งานของคณะส่วนใหญ่ต้องทำเป็นทีม ถ้าแกทำคนเดียวแกอยู่ไม่รอดแน่ๆ เพราะพี่เป็นปีสองมาก่อน พี่รู้ว่าทำงานด้วยกันมันยากแค่ไหน แล้วไหนจะรับมือพวกแกอีก...แกรู้หรือยังล่ะว่าการรับมือน้องไม่ใช่เรื่องง่ายๆ"

"ที่พี่ให้พูดสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองออกมา ก็เพื่อทำให้แกเข้าใจกัน ให้แกได้รู้ว่าทุกคนมีข้อดีข้อเสีย...ในทุกการทำงานเลยนะทุกคนไม่ได้เพอร์เฟ็กต์...เช่นวันนี้แดนไม่พลาด แต่พรุ่งนี้แดนอาจจะพลาด...เหมือนกันกับที่วันนี้แจ๊คพลาด แต่วันก่อนๆ แจ๊คไม่พลาดเลย แจ๊คทำงานโอเค น้องกินข้าวครบทุกมื้อ ไม่มีขาดตกบกพร่อง...เข้าใจนะ"

"แต่สิ่งที่พี่จะบอกคือทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาด...แกโกรธกันได้เว้ย แต่แกอย่าไปคิดเล็กคิดน้อย ผิดใจกันก็ขอให้พูด เคลีย แล้วจบ ไม่มีการติดใจอะไรกันอีก...และอีกอย่างนะถ้าแกทำผิดพลาดอะไรก็ตาม...เรียนรู้มันซะ แล้วอย่าทำผิดอีกในวันต่อไป" 

"และสำคัญที่สุดที่พี่บอกแกทุกคน ทุกวัน และตลอดเวลาที่มีการประชุม"

"อย่าปล่อยมือเพื่อน"


"จับกันไว้ให้แน่นๆ เพราะแกต้องทำงานด้วยกันไปอีกนาน...อัตลักษณ์มันแค่บททดสอบแรก ถ้าแกจับมือกันผ่านไปได้ สวูเกมแกก็ทำได้ ไหว้ครู ลอยกระทง หรืองานอื่นๆ แกทำได้หมด เชื่อพี่...มือพวกแกหลวมได้ แต่อย่าหลุดจากกันก็พอ"



เวลาผ่านไปหนึ่งปี จากปีหนึ่งสู่ปีสอง จากคนที่ถูกดูแลกลายเป็นผู้ดูแล และเหมือนจะเริ่มรู้จักกับคำว่าอย่าปล่อยมือเพื่อนมากขึ้น มันอาจจะหมายถึง'ความสามัคคี' ที่พวกเราจะต้องมีเพื่อทำงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง 

ผมรับรู้แล้วว่าการเป็นปีสองยากขนาดไหน และนึกโทษตัวเองที่เคยทำให้พวกพี่ต้องเหนื่อยมาก่อน แต่พอมาเป็นปีสองถึงได้รู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน ก็ยอม...ยอมทำเพื่อน้อง...พวกปีสามก็คงคิดเหมือนๆ กัน แม้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่ขอให้น้องสบายที่สุดก็พอ 

"ไม่ไปนอนอะมึง" ผมเดินออกมาจากห้อง ก็เห็นแดนนั่งอยู่ระเบียง หลังจากที่ประชุมงานกันเสร็จเรียบร้อย ก็เป็นเวลาเกือบตีหนึ่งแล้ว กว่าจะอาบน้ำอาบท่าเตรียมเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงตีสอง เพราะผมเห็นว่าแดนหายไปนาน เลยเดินออกมาดู

"ไม่ง่วงเท่าไหร่"

"เมื่อคืนมึงก็ไม่ได้นอนนะ ไม่ง่วงจริงหรอ" ผมเดินไปนั่งข้างเขาๆ มองสีหน้าลำบากใจของเขา คิดมากอยู่สินะ

"ไม่เป็นไรหรอก เอ้อ...น้องไลน์มาบอกกูแล้วนะว่าครบแล้ว ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ลืมบอกเพราะเราประชุมกันอยู่"

"ก็ดีแล้ว วันนี้มันเหนื่อยนะว่ามั้ย" ผมพูดเบาๆ พลางก้มมองพื้นนิ่งๆ

"เหนื่อยเดี๋ยวมันก็หาย 

"พอพี่อุ่นปลอบ...กูก็ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย" ผมยังคงนั่งก้มมองพื้นอยู่อย่างนั้น โดยไม่รู้อีกคนกำลังจ้องมองใบหน้าของผมจากด้านข้างอยู่นั้นเอง

"..."

"กูไม่เคยเข้าใจคำว่าอย่าปล่อยมือเพื่อน...จนวันนี้"

"มึงรู้หรอว่ามันคืออะไร" แดนยิ้มมุมปากบางๆ ผมเงยหน้าขึ้นมาและต้องกระตุกยิ้มตามไปด้วย

"มันหมายถึงให้เราอยู่ข้างกันตลอด ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง...มีกันและกันก็พอ" ผมพูดออกไปแค่นั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมคิดได้และเข้าใจมัน แม้ว่ามันไม่ถูกเสมอไปสำหรับวลีนี้ แต่ผมคงตีความได้แค่ว่าเราต้องอยู่ด้วยกัน ความคิดของผมหลุดลอยในจังหวะที่แดนเอื้อมมือมากระชับมือของผมเอาไว้

"ขอบใจนะ...ที่คอยเตือนกู ถ้าไม่มีมึงก็คงทำงานไม่ได้"

"...มึงก็...พูดซะเวอร์" ไม่รู้สิ แต่ผมรู้สึกเขินๆ กับคำพูดของแดน

"ก็มึงคอยจับมือกูไว้...ขอบใจมือของมึงที่คอยช่วยกูมาตลอด"

"ไม่เป็นไร...ความจริงกูไม่ได้ทำอะไรให้มึงเลยนะ"

"ทำสิ...ถ้าวันนี้มึงไม่มาบีบไหล่กู กูคงวิ่งไปเตะไอ้แจ๊คแล้ว...ขอบใจที่อยู่ข้างกัน...สอง...ช่วยเหลือและจับมือกูแบบนี้ไปเรื่อยๆ นะ"


"ขอให้อยู่ข้างกันตลอด ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง ขอแค่มีกันและกันก็พอ" แม้ว่าความคิดนี้จะไม่ถูกทั้งหมด...แต่ผมก็คิดได้แบบนั้นกับคำว่าอย่าปล่อยมือเพื่อน


"อะไร..."

"กอดหน่อย"

"...ไม่เอา จะกอดทำไม" 

"กอดกระชับความสัมพันธ์ไง กอดไม่ได้หรอ"

"ไม่เอา..."

"กอดหน่อย เร็วๆ แค่กอดเอง"

"บ้า ไม่เอา เดี๋ยวมีใครมาเห็น"

"ไม่มีใครเห็นหรอก ถ้ามึงไม่ลีลาอยู่แบบนี้อะ"

"..."

"เร็วๆ"

"เออๆ ก็ได้ๆ"

กอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด.....



"พวกมึงทำอะไรกันอะ ไอ้แดน ไอ้สอง!! หรือว่าพวกมึง...!!!"

"ไอ้แจ๊ค!!!!!!"






Log :: ปี2
Char (Add)
มักเน่ไลน์ :: จี้ อิ้งค์ (2พัค) , หลิน (เจ้าชายไทเป)


มาดูมุมของพี่ปีสองกันบ้างเนอะ
ปรบมือดังๆ ให้กับปีสองทุกคนสำหรับ 5 วันที่ผ่านมา ทำดีมากๆ เลย เย้ๆ
ต่อไปก็จะไปดูมุมของปีสามบ้างแล้ว ความปลื้มใจที่เห็นน้องตัวเองทำงานได้ดีนั้นจะเป็นอย่างไร 
ติดตามต่อได้นะคะ
ฝากกดแชร์และกด Recommend ด้วยนะคะ

เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน
ดั่งเส้นกราฟ ^^

ปล.จะทยอยแก้คำผิดให้ทีหลังนะคะ 




SHARE
Written in this book
:: อย่าปล่อยมือเพื่อน ::
วลีที่คุ้นเคยกับความหมายที่ไม่เคยเข้าใจ ค่ายอัตลักษณ์จะทำให้ผมพบคำตอบ ...

Comments