ถ้ารู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ผมจะไม่มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรก
Fandom: Produce101(JBJ Unit)
SWU, Thailand AU
Rate G
Just be joyful 'n Enjoy reading :)



ถ้ารู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ผมจะไม่มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรก...
.
.
.
จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมมาทำอะไรที่นี่ ที่ที่เขาเรียกว่ายิมสอง มานั่งอัดกันทั้งคณะแบบนี้ทั้งอบทั้งอ้าว แถมผมยังไม่รู้สึกว่าได้อะไรจากการมานั่งแบบนี้เสียเท่าไร...แต่อย่างหลังคงเป็นเพราะผมไม่ใส่ใจเองมากกว่า

...ช่างมันเถอะครับ ใช่ว่าผมจะไม่มีเหตุผลเลยที่มานั่งอยู่ตรงนี้

อย่างแรก...ผมต้องการสิ่งที่เขาเรียกกันว่าแสตมป์ที่จะได้เวลาทำกิจกรรมของทางมหาวิทยาลัย แถมแสตมป์ที่จะได้จากกิจกรรมนี้ยังเป็นแบบบังคับอีก นั่นแหละครับ มันแปลว่าโดดไม่ได้ ผมเลยต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ แต่การที่ผมนั่งมาร่วมสามชั่วโมงผมก็เพิ่งรู้ว่าจริง ๆ แล้วผมต้องได้ไอดีการ์ดก่อนถึงจะได้ตัวปั้ม แล้วต้องได้ตัวปั้มครบผมถึงจะได้หนึ่งแสตมป์...ครับ เยี่ยมไปเลย

แต่มีอย่างแรกก็ต้องมีอย่างที่สอง

นั่นไงครับอย่างที่สองของผม

...แต่เดี๋ยวนะ ทำไมมันดูใกล้ ๆ วะ


“น้องครับ เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าดูไม่ค่อยดีเลย”
“…”
“น้องครับ”
“…”

เอ่อ พี่ ใกล้ไปไหมครับ

“น้อง...”
“ผม...ผมสบายดีครับ”
พระเจ้าครับ อย่าให้พี่เขามาใกล้ผมมากกว่านี้เลย แค่นี้ผมก็หายใจไม่ออกแล้วครับ
อ้อ จริงสิ ผมลืมไปเลย นี่ไงครับ เหตุผลอย่างที่สองของผม พี่เคน ไม่อยากเชื่อเลยครับว่าพี่เขาจะแก่กว่าผมตั้งสองปี ถ้าบอกว่าเป็นรุ่นเดียวกันผมก็เชื่อนะครับ เพราะนอกจากจะหน้าเด็กแล้วยังน่ารักอีก... เดี๋ยว ไม่ใช่สิ ตัวเล็กครับ พี่เขาตัวเล็กมากกกกก เล็กขนาดที่ว่าพี่เขาสองคนรวมกันถึงจะเท่ากับผมคนเดียวเลยล่ะ แถมแว่นที่ใส่นั่นก็ทำให้ดูเป็นเด็กเนิร์ด ๆ เข้าไปอีก แต่ก็แอบไปได้ยินมาอีกเหมือนกันว่าพี่เขาเป็นถึงรองเดือนคณะมาก่อนด้วย แต่เพราะไม่ชอบก็เลยใส่แว่นเอาไว้...อืม ไม่ต้องถอดผมยังว่าน่ารักเลยครับ

ไม่ใช่แล้วล่ะ กลับมากันเถอะ

แต่ก็ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนั่นเองพี่เขาจึงนับเป็นเหตุผลอย่างที่สองของผม อะไรนะครับ...เดี๋ยวก่อน ๆ นี่ไม่ใช่นิยายรักนะครับ มันเป็นเรื่องเล่าประสบการณ์ของผมต่างหาก แต่แน่นอนครับเรื่องของผมจะขาดพี่เขาได้ยังไงกัน
จริงสิ ผม ดัง ครับ ไม่ใช่จะอวดว่าตัวเองมีชื่อเสียงนะครับ ดังนั่นชื่อผมเอง เป็นเด็กปีหนึ่งคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกที่แปลกที่สุดเพราะได้วิทยาศาสตร์บัณฑิตอยู่เอกเดียว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒครับผม
กลับมาที่ปัจจุบันกันดีกว่า ทำไมอยู่ดี ๆ พี่เขาถึงได้มาทักผมล่ะ
ผมมองซ้ายมองขวาเล็กน้อยเพื่อสำรวจสถานการณ์รอบข้างจนได้รู้ว่าเวลานี้เวลาพักครับ พักสี่สิบห้านาทีก่อนจะไปเข้ายิมหนึ่งซึ่งได้ยินมาว่าเป็นยิมที่จะใช้จัดงานจริง ๆ ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ จะให้เข้าข้างตัวเองว่าผมดูดีจนพี่เขาเดินมาทักก็คงไม่ใช่ นี่ผมง่วงจนดูป่วยเลยเหรอเนี่ย
“แล้วไป พี่นึกว่าเราเป็นอะไรเห็นนั่งซึมมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว”
“เพื่อนผมไม่ได้เป็นไรหรอกพี่ มันเอ๋อ”
อ้าว ไอ้นี่
ผมคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไปแต่อย่างใด ต้องรักษาภาพพจน์ครับพี่เคนยังอยู่ แต่ก็ใช่ผมจะปล่อยมันไปนะ สิ้นเสียงที่อีกฝ่ายพูดผมก็หันขวับไปหาที่มาทันที ไม่ต้องเดาเลยครับว่าเสียงใคร ไอ้ โด่ง เพื่อนผมเองครับ ปกติก็นั่งนิ่งไม่ต่างกันกับผมหรอก แต่พอเรื่องกวนผมนี่ตื่นตัวขึ้นมาทันทีเลยนะ ยิ่งเห็นสายตาที่มันมองผมจุดยืนของผมก็กระตุกขึ้นมาเลยครับ

แต่ต้องท่องไว้ครับ พี่เคนยังอยู่

ผมยิ้มหวานอย่างเป็นมิตรสุด ๆ แต่ก็คิดว่ากวนเบื้องล่างมันสุด ๆ เช่นกันส่งไปให้ก่อนจะหันกลับมาหาพี่เคนที่กำลังมองตาใสอยู่
“ไม่เป็นอะไรหรอกครับพี่ ผมแค่เบื่อ ๆ น่ะร้อนด้วย”
“อ่า เรื่องนี้พี่ขอโทษด้วยนะ เขากำหนดที่มาแบบนี้ ทางสโมฯได้แต่ทำตามจริง ๆ”
“มันไม่ใช่ความผิดพี่หรอกครับ เมื่อคืนผมนอนน้อยด้วย”
“งั้นเหรอ พรุ่งนี้ไม่ได้แล้วนะแบบนี้ ต้องตื่นเช้าด้วย เดี๋ยวจะแย่เอานะ”
ผมนั่งมองพี่เขาที่ตอนนี้กำลังทำหน้างอเหมือนกำลังไม่พอใจอะไรสักอย่างอยู่แถมยังบ่นผมไม่หยุดอีกต่างหาก ถ้าไม่ใช่พี่เขาผมคงใส่หูฟังไปแล้วครับ แต่เห็นแบบนี้แล้วผมยอมโดนบ่นดีกว่า ฟังไปได้สักพักก็มีคนส่งถังอะไรบางอย่างมาให้ผม พอรับมาแล้วถึงได้รู้ว่ามันเป็นถังใส่น้ำที่มีหลอดอยู่สามหลอดใส่ไว้ข้างใน พอรู้แล้วผมก็ส่งต่อไปให้ไอ้โด่งทันที
“อ้าว น้องไม่ดื่มน้ำหน่อยเหรอจะได้มีแรงไง”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ไว้ให้คนอื่นดีกว่า มันเหลือน้อยแล้วด้วย”
ผมว่าพลางหันไปมองตากับไอ้โด่งที่อยู่ข้าง ๆ อย่างรู้ใจกัน...ใช่ครับ ที่พูดไปนั่นผมโกหก ถ้าผมพูดไปตรง ๆ พี่เขาคงจะเสียใจน่าดู แต่จะให้ผมไปดูน้ำหลอดเดียวกับใครที่ไหนไม่รู้ผมก็ทำไม่ได้เช่นกัน ไอ้โด่งเองพอรับถังใส่น้ำใบน้อยไปก็จัดการส่งต่อไปทันที โดยที่ไม่ต้องถามไถ่อะไรเพิ่มเติม
แล้วเวลาแห่งความสุขของผมก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อพี่เปลี่ยนกำหนดการจากพักสี่สิบห้านาทีเป็นสามสิบนาที ตอนแรกผมว่าจะคุยกับพี่เคนสักพักก็จะไปซื้อน้ำมาดื่มบ้างแต่คุยไปคุยมาก็กลายเป็นว่าหมดเวลาพักแล้วเสียอย่างนั้น ไม่เป็นไรครับ แค่เห็นพี่เคนผมก็มีแรงแล้ว ได้คุยด้วยอีกผมนี่มีแรงเผื่อวันพรุ่งนี้ไปด้วยเลย อย่าเพิ่งหมันไส้ผมนะ เพราะเมื่อสักครู่ไอ้โด่งมันก็เพิ่งตบผมไปดอกหนึ่งหลังจากบอกมันไปแบบนั้น ตบแรงขนาดนี้ผมยังควรเป็นเพื่อนมันต่อไหมครับ
“เอ้อ น้อง...”
ระหว่างที่ผมกำลังเดินจากอัฒจันทร์พี่เคนก็เรียกผมไว้ก่อน พอมองตามก็เห็นว่าพี่เขามองมาที่หน้าอกพวกผมอยู่ แค่นั้นก็พอเข้าใจได้ทันทีครับ เพราะเอกผมยังไม่มีป้ายชื่อกันเลยไม่มีใครใส่มาสักคน เก๋ไหมล่ะครับ มันเลยไม่แปลกครับถ้าพี่เคนจะไม่รู้ชื่อพวกผม
“ไอ้นี่โด่งครับ ส่วนผมดัง”
“โด่ง ดังเหรอ เข้าใจอยู่ด้วยกันนะ ไว้คุยกันอีกน้า”
จริง ๆ แล้วอากาศก็ไม่ร้อนเท่าไรนะครับ แต่ทำไมหน้าผมมันร้อน ๆ อย่างนี้ล่ะ
พี่เคนยิ้มให้ก่อนจะโบกมือเป็นเชิงว่าบ๊ายบายให้พวกผมก่อนที่จะหันไปเก็บของที่พวกน้อง ๆ ทิ้งไว้ในยิม ส่วนพวกผมก็ตามคนอื่นออกมาเนื่องจากพี่คนอื่นเริ่มไล่แล้ว
แย่จริง ให้ผมมีความสุขอีกสักพักไม่ได้เหรอครับ



“ยิ้มไม่หุบเชียวนะมึง”
พอเข้ามาในยิมหนึ่งกันแล้วไอ้โด่งก็เข้ามากอดคอผมแล้วเอ่ยแซ็วทันที ไม่รู้มันโดนความเย็นแล้วเกิดคึกขึ้นมาหรืออย่างไร แต่ไม่เป็นไรครับคนกำลังมีความสุข มันพูดอะไรผมก็ไม่โกรธ...ไว้ค่อยคิดบัญชีกันทีหลังนะเพื่อน
หลังจากได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้วผมถึงได้มีโอกาสมองดูบรรยากาศรอบ ๆ ของยิมหนึ่งครับหลังจากที่ตอนแรกรับรู้ได้แค่ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แทบไม่เชื่อสายตาเหมือนกันครับว่าเด็กปีหนึ่งทั้งมหา’ลัยจะมารวมกันอยู่ในนี้ แถมยังใส่เสื้อคนละสีอีก มองไปมองมาเหมือนการแข่งควิชดิชในภาพยนตร์พ่อมดชื่อดังเลยครับ มีทั้งสีแดงของวิศวะที่เหมือนกริฟฟินดอร์ สีเขียวของเด็กพละที่เหมือนสลิธิริน แล้วยังสีอื่นอีก แอบเสียดายเหมือนกันครับที่เสื้อของคณะผมมันสีขาว
ตื่นตาตื่นใจได้แค่พักเดียวครับ ทันทีที่เพื่อนผู้หญิงเข้ามานั่งครบพี่ ๆ ก็สั่งโค้ดทันที โค้ดที่ว่าคือสิ่งที่พวกผมไปนั่งอบกันในยิมสองซ้อมมานั่นแหละครับ จะอธิบายให้เข้าใจง่ายหน่อยก็คล้าย ๆ กับเพลงสันทนาการที่มีท่าประกอบเหมือนกับเวลานั่งสแตนด์งานกีฬาสีเลย แต่ละคณะก็จะร้องแนะนำคณะตัวเองบ้าง ตอบโต้กับคณะอื่นบ้างตามที่นัดกันไว้ หรือเป็นโค้ดสาธารณะ(ผมขอเรียกอย่างนี้แล้วกันนะครับ) โต้ตอบกับคณะที่ไม่ได้นัดกันมาก่อน
ส่วนคนที่นั่งเบลอมาตลอดสามชั่วโมงอย่างผมเหรอครับ นอกจากนั่งเอ๋อแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรอีกแล้วครับ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันทั้งที่ไอ้โด่งมันก็นั่งอยู่กับผมแท้ ๆ ทำไมมันทำได้ ทิ้งเพื่อนชัด ๆ แต่บ่นไปมันก็เท่านั้นแหละครับ ดูสิครับ พี่เคนมองมาแล้ว เอาสิไอ้ดัง ทำไม่ได้ก็ต้องทำได้แล้วล่ะ




เฮ้อ....
ผมถอนหายใจแรง ๆ ออกมาหนึ่งทีหลังจากล้มตัวลงบนเตียงนอนของตัวเอง กว่าจะออกจากยิมได้ฟ้าก็มืดแล้วครับ ฝนก็ดันตกอีก ชีวิตดี ๆ ของผมคือการพกเสื้อกันฝนไปครับ เป็นไงครับผู้ชายเตรียมพร้อมใช่มั้ยล่ะ...เปล่าครับ ผมเอาไว้แอบหูฟังเข้าไปข้างในต่างหาก ถึงสุดท้ายจะไม่ได้ใช้เลยก็ตาม
นอนแผ่บนเตียงได้ครู่หนึ่งผมก็ลุกขึ้นมานั่งเรียกสติตัวเองจนเพิ่งสังเกตว่ามีเมทกลับเข้ามาแล้วคนหนึ่ง รู้สึกจะชื่อ...ตี๋ ครับ อยู่วิศวะ แต่ยังไม่มีโอกาสคุยอะไรกับมันเพิ่มเลยเพราะเมื่อวานตอนย้ายเข้าวิศวะเขาก็เหมือนจะมีงานอะไรสักอย่างกัน กว่ามันจะกลับพวกผมที่เหลือก็หลับไปแล้ว
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วลองชวนคุยสักหน่อยก็ดี
“คืนนี้นอนมะ”
หลังจากที่ผมถามไอ้ตี๋ในผ้าเช็ดตัวผืนเดียวก็หันมาหาผมแล้วเลิกคิ้วประมาณว่าผมถามมันเหรอ อยู่กันสองคนผมคงถามคนข้างหลังมันอ่ะครับ...ก็ได้แค่คิดในใจนั่นแหละ ในความจริงแล้วผมพยักหน้าตอบเล็กน้อยเพื่อยืนยันว่าผมถามมันเบา ๆ เท่านั้น
“นอนดิ จะไม่นอนหรือไง”
“ดูก่อน”
“เอาจริง?”
“ไม่รู้ว่ะ ไม่ง่วง”
พอผมตอบไปไอ้ตี๋มันก็พยักหน้าแต่หน้ามันก็งง ๆ อยู่ หลังจากนั้นก็ไม่มีบทสนทนาอะไรจากพวกผมอีก กว่าผมจะย้ายตัวเองไปอาบน้ำได้ก็เกือบเที่ยงคืนแล้วครับ



อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ นั่งฟังเพลงไปสักพักนาฬิกาปลุกของผมก็บอกเวลาตีสามแล้ว จำได้อยู่เลยครับว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ผมกับไอ้ตี๋ยังมองหน้ากันอยู่เลย สรุปก็ไม่ได้นอนจริง ๆ ไม่น่าเปรี้ยวเลยผม
มานอนตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วล่ะ
ผมจัดการพาตัวเองเข้าห้องน้ำแบบงง ๆ ก่อนจะออกมาแต่งตัวด้วยชุดพิธีการที่ทำให้รู้สึกดีที่ได้เกิดมาเป็นผู้ชาย ปาดเจลเล็กน้อยเพื่อให้ผมที่ปรกหน้าอยู่ขึ้นไปอยู่ในทรงที่เรียบร้อย ส่องกระจกอยู่สักพักก็เริ่มรู้สึกแล้วครับ...

รู้สึกง่วง


ขอโทษนะโด่ง ไม่ไหวแล้วว่ะ


SHARE
Written in this book
มันก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไป :)
เมื่อเราต้องย้ายไปที่ใหม่ๆ ก็ต้องมีการปรับตัวเป็นเรื่องปกติ...แต่ยังต้องปรับใจอีกนี่สิ แบบนี้เหนื่อยล่วงหน้าเลยได้มั้ย
Writer
My_Mint
writer
Twitter: @OwOey

Comments