- i -
6th August 2017
08.23 AM
@Srinakarinwirot University Ongkharak Campus




เสียงประกาศโหวกเหวกฟังไม่ได้ศัพท์ดังขึ้นรอบบริเวณหอพักนิสิตซึ่งในวันนี้ตรงกับวันที่นิสิตชั้นปีที่หนึ่งทุกคนต้องเดินทางเข้าหอพักเพื่อเข้าร่วมค่ายอัตลักษณ์และใช้ชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้อีกหนึ่งปีการศึกษา บางคนก็แบกของมาน้อย บางคนก็แบกของมาเยอะ รถที่ติดเป็นแถวยาวเหยียดสื่อได้อย่างดีถึงจำนวนของนิสิตที่กำลังเดินทางเข้ามาว่ามีมากขนาดไหน รวมถึงนิสิตบางส่วนที่ยอมเดินเท้าเข้ามาจากประตูมหาวิทยาลัยเมื่อเห็นว่าไม่น่าจะใช่การดีที่จะปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงสิ้นสุดเวลาเข้าหอพัก นั่นก็คือสี่โมงเย็น


“เห้ยบาส มึงเปิดเพลงนี้ดังๆดิ้กูชอบ” เสียงของมิ้น เด็กหนุ่มหน้าสวยแห่งคณะศิลปกรรมศาสตร์ออกปากสั่งบาสผู้เป็นคนขับรถเมื่อรถเก๋งสีดำได้ขับเข้าสู่รั้วของมหาวิทยาลัยผ่านคณะแพทยศาสตร์ ก่อนจะขับตรงมาเรื่อยๆยังหอพัก พร้อมกับเสียงเพลงที่เร่งดังขึ้นตามคำสั่งของมิ้น


“ที่นี่ไม่เปลี่ยนเลยเนอะ” ผมพูดขึ้นมาเบาๆพลางทอดสายตามองไปตามทิวทัศน์สีเขียวในมหาวิทยาลัยที่ไม่ว่าจะมองเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกอุ่นใจและอบอุ่นเหมือนกับบ้าน เมื่อมองไปไกลเรื่อยๆก็จะพบกับรถติดแถวยาวเหยียดซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นบรรดาผู้ปกครองของน้องๆปีหนึ่งที่มาส่งลูกหลานตัวเองเข้าหอ

“เออ แล้วพวกเราพักหอไหนกันวะ หรือว่าไปนอนห้องไอ้บาสได้” มิ้นถามขึ้นมาอีกครั้ง

“น่าจะได้มั้งเพราะเมทกูมาวันเปิดเทอมนู่น” ลืมบอกไป บาสมันเรียนวิศวะครับ ซึ่งตามกฎของที่นี่ คณะวิศวกรรมศาสตร์จะเรียนอยู่ที่องครักษ์อยู่ตลอดสี่ปี ส่วนไอ้มิ้น เรียนศิลปกรรม ก็จะเรียนที่ประสานมิตร ส่วนผมเอง เรียนคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งปีแรกจะเรียนที่องครักษ์ และปีถัดไปก็จะย้ายกลับไปเรียนที่ประสานมิตรแบบไอ้มิ้นมัน

“เสียดาย อยากลองนอนหอหมอบ้าง เผื่อจะได้นอนห้องเดียวกับพี่หมิงคนหล่อแห่งแพทย์แสดดดดด” มิ้นทำเสียงกวนตีนพลางส่งสายตาผ่านกระจกหลังมาทางผมซึ่งนั่นก็ได้เรียกแรงโบกหัวงามๆจากผมไปที 

“แล้วนี่พวกมึงต้องลงไปช่วยน้องยกของกันปะ” เจมส์ที่เงียบอยู่นานถามขึ้น ไอ้เจมส์เรียนคณะทันตะครับ พวกเราสี่คนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น ก่อนจะเข้าเรียนม.ปลายด้วยกันจนกระทั่งสอบติดที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียกว่าเป็นคู่กรรมหรือพรหมลิขิตดี

“กูว่าจะไป แต่พวกมึงสองตัวจะไปจู๋จี๋กันทีไหนก็ตามใจเลย” ผมตอบกลับ “สนิทกันยิ่งกว่าผัวกว่าเมีย ถ้าไอ้มิ้นเป็นผู้หญิงสงสัยป่านนี้เสียซิงให้ไอ้บาสแล้วแน่ๆ”

“อ่าวไอ้ห่าหมิง” คราวนี้เป็นบาสที่พูดขึ้น “ไป พวกมึงสองตัวจะลงไปไหนก็ไปเลยไป กูหาที่จอดรถก่อน แล้วเจอกันหลังช่วยน้องเสร็จ เค้?”

“เออๆ” ผมกับเจมส์รับคำในคอก่อนบาสจะจอดรถให้ที่หน้าหอพักอาคารสองซึ่งก็มีเด็กบางส่วนที่กำลังถือของเข้าหอ ผมกับมันเองก็ไม่รอช้าที่จะข้ามไปยังฝั่งหอสี่ซึ่งเป็นหอพักของนิสิตชายเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้น้องต่อไป





 
ความทรงจำสมัยยังเรียนปีที่หนึ่งยังคงฉายชัดอยู่ในหัวไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ปี ถึงแม้ในตอนนี้ผมจะไม่ได้มาในฐานะนิสิตชั้นปีที่หนึ่งแล้ว แต่มาในฐานะนิสิตรุ่นพี่และเป็นพี่เชียร์ที่จะคอยอำนวยความสะดวกแด่น้องๆคณะแพทยศาสตร์ในค่ายอัตลักษณ์ รวมถึงมิ้น บาส และเจมส์ พวกมันสามคนก็ต่างต้องดูแลน้องๆในคณะตัวเองเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะเจียดเวลาช่วงปิดเทอมไปบ้าง แต่ผมก็เต็มใจที่มาทำ และจะตั้งใจทำให้ดีที่สุดให้สมกับที่อาจารย์หลายๆคนไว้วางใจมา (ไม่หรอกครับ จริงๆไม่ใช่แบบนั้นหรอก ผมก็แค่พูดให้มันดูดี เรื่องมันเกิดจากว่านิน ที่เป็นเพื่อนร่วมคณะผมได้ขอร้องจนเรียกว่าแทบจะกราบเลยก็ได้ว่าให้ผมมาช่วย เพราะว่าเพจสวูคิ้วบอยดันเอารูปผมไปลงแล้วมีเสียงตอบรับดีเกินคาด เลยกลัวว่าถ้าผมไม่มา เด็กๆจะไม่ให้ความร่วมมือกับกิจกรรม ก็...ถือว่าเป็นความคิดที่ดี)

โดยรวมกิจกรรมในวันนี้ยังคงค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงแค่รุ่นพี่นัดน้องเข้าประชุมเพื่อจะรับทราบถึงกฎระเบียบของค่าย ของคณะ นัดหมายเวลาที่จะทำกิจกรรมในวันถัดไป ให้น้องๆได้ทำความรู้จักกันก่อนจะปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายไปตามอัธยาศัย อย่างเช่นในปีนี้จะมีข้อบังคับว่าต้องให้นิสิตชั้นปีที่หนึ่งทุกคน ทุกคณะห้อยป้ายชื่อ เพื่อให้แยกน้องออกจากรุ่นพี่และดูแลได้ถูกต้อง ถึงแม้ในบางครั้ง จะเป็นคนละคณะ หรือว่าคนละเอกก็ตาม ในบางคณะ บางเอก ก็จะมีลักษณะที่ต่างกันไป เช่นของคณะวิศวะ ก็จะทำเป็นรูปเฟืองสวยงาม คณะสังคมที่มีคนเยอะจนทะลุหลักพันก็ทำเป็นป้ายสีต่างๆโดยแต่ละสีก็จะแทนแต่ละเอก ซึ่งในวันนี้เอง มีแค่ผมกับบาสเท่านั้นที่ต้องไปประชุมน้อง เพราะเด็กคณะทันตะ ศิลปกรรมจะเดินทางมาในวันต่อมา

ประตูห้อง4/408ถูกเคาะก่อนเจมส์จะเดินมาเปิดให้ผมเข้าไปพร้อมกับถุงเซเว่นที่แวะซื้ออะไรนิดหน่อยในอ๊อกตะมาไม่ให้พวกมันแอบด่าในใจว่าอุตส่าห์ออกไปข้างนอกไม่คิดจะซื้อของติดไม้ติดมือมาเลยรึไง ผมรู้นิสัยไอ้พวกนี้ดีเลยต้องซื้อมา แล้วค่อยมาแชร์เก็บกันทีหลัง

“ประชุมน้องวันนี้เป็นไง” เป็นเจมส์ที่ตอนนี้เปลี่ยนจากเดินมาเปิดประตูไปนอนกดโทรศัพท์บนเตียงชั้นสองแล้วถามขึ้น

“ก็โอเค น้องผู้หญิงกรี๊ดกูกันใหญ่ แต่ก็ให้ความสนใจกับกิจกรรมดี”

“บอกแล้วว่ามึงต้องมา เจ้าแม่กราบมือกราบตีนมึงขนาดนั้น ไม่มาคงแปลก” เจ้าแม่นี่หมายถึงนินที่ว่านั่นล่ะครับ “เออ แล้วพรุ่งนี้ต้องไปกี่โมงล่ะ”

“ช่วงเก้าโมงมั้ง เพราะกูนัดน้องไว้สิบโมง แล้วเดี๋ยวว่าจะแวะไปหาแพทก่อนด้วย” แพทที่ว่าหมายถึงแพทริคครับ เป็นเดือนวิทยาลัยนานาชาติ ซึ่งจะเดินทางมาที่องครักษ์ในวันพรุ่งนี้

“เหม็น” เป็นเสียงมิ้นที่พูดขึ้น “เอะอะก็หาแต่แพทริค ใช่ซี้ พวกกูมันก็แค่อากาศนี่วะ”

“ถุย” ผมตอบกลับไป “ก็มันเป็นน้องที่กูสนิทมั้ยล่ะ พวกมึงนี่ก็แซวกูจัง ไม่เหมือนมึงกับบาส เจมส์กับไม้หรอก”

“อ่าวไหงกู” เจ้าของชื่อเจมส์รีบสวนขึ้นมา “แล้วกูไปเกี่ยวไรกับไม้”

“เห็นใจดีประหนึ่งพระโพธิสัตว์เหมือนกันก็น่าจะเข้ากันได้ ว่าแต่พวกมึงจะแดกกันมั้ยครับ ไม่แดกกูจะเอาไปแจกน้องๆล่ะนะ ซื้อมาก็แพงยังจะไม่เห็นค่า” ผมพูดขำๆพลางยกถุงเซเว่นถุงโตขึ้นมาให้อยู่ในสายตาของพวกมันทั้งสี่ก่อนที่ถุงขนมในมือผมจะถูกแย่งไปจนไม่เหลือไว้ให้เจ้าของแม้แต่ชิ้นเดียว แต่ก็ชินแล้วล่ะครับกับเหตุการณ์แบบนี้ เพื่อนกันนี่เนอะ มีอะไรแบ่งให้กันได้ก็แบ่งกันเถอะ ไม่มีอะไรเสียหายหรอก(ยกเว้นเงินผม) 




 


วันถัดมา นิสิตที่ต้องเรียนอยู่ที่ประสานมิตรก็เริ่มทยอยเข้ามาโดยมีรุ่นพี่บางส่วนที่อยู่ที่องครักษ์เรียบร้อยแล้วมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับน้องๆยกของขึ้นหอพัก โดยวันนี้มิ้นกับเจมส์ก็มาช่วยน้องๆในคณะมัน ส่วนผมเองก็ไปจัดการประสานงานในคณะเพื่อสอนโค้ดเชียร์ให้กับน้องๆเอาไว้เล่นกับคณะอื่นๆ ซึ่งคณะอื่นเองก็จะมีโค้ดตอบกลับมาเหมือนกัน ในปีนี้คณะแพทยศาสตร์ได้นั่งชั้นล่างของยิม รวมกับคณะทันตะ เภสัช กายภาพบำบัด ศึกษา พยาบาล IC เศรษฐศาสตร์และศิลปกรรม

อากาศในวันนี้จัดว่าร้อนพอตัวเลยครับ ทั้งๆที่ปกติแล้วนครนายกมักอยู่ในเขตฝนและมีฝนตกอยู่เสมอ เหมือนกับว่าจะมีคนแกล้งกัน วันนี้กลับร้อนจนอีกนิดนึงผมว่าถ้าผมกลับไปกรุงเทพอาจกลายเป็นเครื่องเซ่นราหูได้ ไปไหว้ซักหน่อยก็น่าจะดีเห็นแม่ชอบไลน์มาบอกในกรุ้ปครอบครัวว่าช่วงเดือนหน้าราศีผมราหูจะเคลื่อน แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะต้องสอนโค้ดให้น้องร้องเพลงตามได้ก่อนถึงเวลาที่นัดหมายเพื่อจะเข้าไปในยิมซักซ้อมพิธีการ และเล่นกับคณะอื่นๆ




 และแล้วก็มาถึงสี่โมงเย็นซึ่งเป็นเวลาที่ทางองค์กรนิสิตจะเรียกรวมเพื่อซักซ้อมพิธีประดับเข็มและเนคไท รวมถึงแจ้งกำหนดพิธีการที่จะเกิดขึ้นในวันถัดไป บรรยากาศในยิมไม่ต่างอะไรจากตอนที่ผมอยู่ปีหนึ่ง เหล่านิสิตทั้งหลายต่างเล่นโค้ดที่ซักซ้อมกันมา

“ห้าหมอจ๋า” เสียงจากคณะเศรษฐศาสตร์ดังขึ้น ซึ่งหันไปก็เห็นหน้าง่วงๆของเซนที่เป็นเอกลักษณ์กำลังสั่งให้น้องเรียกคณะผมอีกรอบ ห้าหมอที่ว่าหมายถึงคณะที่เกี่ยวกับการแพทย์รวมกันห้าคณะ โดยคณะแรกคือคณะแพทยศาสตร์ คณะที่สองคือทันตแพทยศาสตร์ กายภาพบำบัดหรือที่เรียกได้อีกชื่อว่าสหเวชศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และปิดท้ายด้วยพยาบาล แต่พยาบาลนี่ก็น่าสงสารดีนะครับ ต้องเข้าระเบียบโดยการนั่งพับเพียบตลอด ไม่สามารถเล่นโค้ดหรือตอบกลับอะไรได้ ต้องนั่งยิ้มๆเหมือนกับนางสาวไทยก็ไม่ปาน แต่อย่าว่าไป วันสุดท้ายนี่ล่ะครับ พยาบาลจะน่ากลัวที่สุด อยากจะบอกเหลือเกินว่า แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย ด้วยความหวังดีจากหมิงคนหล่อ



“จ๋า” เสียงขานรับจากทั้งสี่คณะ(ยกเว้นพยาบาลดังขึ้น) โดยมีเสียงของเซนยังคงสั่งต่อ



“ห้าหมออยู่ไหน?”

“อยู่นี่ อยู่นี่!!”

“ห้าหมออยู่ไหน?”
 
“อยู่นี่ อยู่นี่!” ผมหันไปสบตากับพี่เมฆ ซึ่งเป็นรุ่นพี่คณะเภสัชที่นั่งข้างหน้าคณะผมพอดี เขาทำแค่ยิ้มให้ก่อนจะชี้ไปยังสแตนของนวัตที่สังเกตได้เลยว่าเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ล้วนจ้องมาทางคณะแพทย์

“เสดสาดให้ใจ เอาไปเลยพี่

เสดสาดให้ใจ เอาไปเลยพี่

ห้าหมออยู่ไหน อยู่นี่ อยู่นี่

ห้าหมออยู่ไหน อยู่นี่ อยู่นี่”
 


ก่อนจะมีเสียงโห่ร้องดีใจที่เล่นกับคณะผมได้สำเร็จดังขึ้น พร้อมกับเสียงของสแตนด้านบนที่มีคณะสังคม มนุษย์ นวัต พละ ECE AI วิทยาศาสตร์ วิศวะ บอกตามตรงนะครับ อยากจะถามศิลปกรรมว่ารู้สึกรำคาญมนุษย์กับวิศวะกันรึเปล่า จีบกันข้ามหัวเลยเนี่ยให้ตายสิ

ใช้เวลาพอสมควรก่อนหน้าจอโปรเจคเตอร์จะค่อยๆรันทวิตแบบเรียลไทม์ที่ให้นิสิตทวิตผ่านแฮชแท็ก #ทีมมศว และ #swu60 ปรากฏขึ้น เนื้อหาทวิตส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆที่กำลังเกิด บ้างก็เต๊าะคณะนี้ คณะนั้นไปทั่ว บ้างก็ทวิตถึงเซฟวิทย์กี ตั๋งทันตะ ตะวันวิศวะ เฟิสนวัต ซันศิลปกรรม ถามว่าทำไมผมรู้จักเหรอครับ เพจสวูคิ้วบอยมีไว้ทำไมกันล่ะ ไอ้เพจที่เอารูปผมไปลงจนผมต้องมาช่วยงานในค่ายอัตลักษณ์เนี่ย

แต่แล้ว ทวิตนึงก็เรียกเสียงฮือฮาได้จากคนทั้งยิม โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ที่ถ้าเดาไม่ผิด ส่วนใหญ่ล้วนจะมองมาที่ผมทั้งนั้น

“พี่หมอหมิงขา หนูอยากโดนฉีดยา” - @aiii_1543
 


เอ่อ... ถ้าอยากโดนฉีดยาแนะนำที่ศูนย์แพทย์ครับน้อง พี่เรียนแค่ปีสามยังไม่น่าจะได้เรียนชั้นคลินิก ฉีดไปกลัวน้องจะเป็นอะไรไปก่อน พี่ยังไม่มีเงินจ่ายค่าทำขวัญนะ 


“น่ะ” เสียงของพี่เมฆดังแซวมา “ดังใหญ่แล้วนะมึง กิ้วๆ”

“กิ้วบ้านพ่อพี่ดิ” ผมตอบกลับพลางมองไปรอบๆก็จะเจอไอ้มิ้นที่กำลังส่งสายตามาหาผม มองไปอีกก็จะเจอเจมส์ที่ส่งสายตาที่เรียกได้ว่า... กวนตีนกลับมา ใครบอกว่าไอ้เจมส์เป็นพระโพธิสัตว์ผมอยากจะให้คิดใหม่เหลือเกินตอนเห็นหน้ามันตอนนี้ มองขึ้นไปข้างบนก็เห็นสายตาไอ้บาสและไอ้อ๋อง ครับ... เต็มที่เลยครับเพื่อน



ต่อมาไม่นาน เสียงประกาศจากพิธีกรก็ดังขึ้นเมื่อถึงเวลาอันสมควรเพื่อที่จะเข้าสู่การซักซ้อมพิธี โดยเริ่มจากการแนะนำตัวของพิธีกร อธิบายความเป็นมาของมหาวิทยาลัย ซักซ้อมพิธีประดับเนคไทและเข็ม ซึ่งพิธีการทั้งหมดก็ดูเหมือนจะผ่านไปได้ดี น้องๆให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่



แต่แล้ว.... เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่ออยู่ๆไฟเกิดดับทั้งโรงยิม


หน้าจอโปรเจคเตอร์สว่างวาบขึ้นพร้อมกับวีดีทัศน์แนะนำประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยพอจะคลายความสงสัยจากไฟดับเมื่อครู่ บนหน้าจอปรากฏสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นรูปกราฟเอ็กซ์โพเนนเชียลซึ่งสื่อถึงการเจริญเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกับการเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดไปได้เรื่อยๆอย่างไม่มีจุดจบ ก่อนจะเริ่มบรรยายประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัย ตลอดไปถึงผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการรวมถึงคณบดีแต่ละคณะคนปัจจุบันซึ่งผมเองก็ค่อนข้างคุ้นหน้าคุ้นตาพวกท่านอยู่พอควรเพราะใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้สองปีเกือบสามปีแล้ว หากเสียแต่ว่า วีดีทัศน์ในครั้งนี้มันน่าจะมีอะไรแปลกๆไป

“มึงว่าเสียงมันแปลกๆป่าววะ” รู้ตัวอีกทีคือตนที่เจมส์เดินมายืนข้างๆผมเป็นที่เรียบร้อย

“แปลกยังไงวะ?” ไม่ทันให้ผมได้ถามอะไร หน้าจอโปรเจคเตอร์ก็ดับอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้ แอร์ในโรงยิมก็ดับตามไปด้วย



“เฮ้ย??????”

“ไฟสำรองอยู่ไหน?” เสียงผู้ควบคุมไฟคนหนึ่งตะโกนแทรกเข้ามา

“เปิดไม่ติดเลยพี่ ท่าทางระบบจะโดนแฮ็ก” พร้อมกับเสียงล็อกประตูทุกด้านของโรงยิมที่ดังขึ้นพร้อมกับเงาวูบไหวของคนกลุ่มหนึ่ง

“ประตูยิมล็อก??????” เสียงของพี่เมฆดังขึ้นก่อนจะมองไปรอบๆยิมซึ่งส่วนใหญ่ผู้คนยังคงตกอยู่ในอาการตกใจกลัวจนรุ่นพี่ต้องพยายามปลอบน้องๆไม่ให้เสียขวัญไปมากกว่านี้ ทั้งๆที่ตัวเองก็อยู่ในสภาวะเดียวกัน นั่นคือ สภาวะกลัว..



“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”



เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากฝั่งของคณะวิศวกรรมศาสตร์พร้อมกับร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ตกลงมาจากเพดานของโรงยิมซึ่งมีผ้าสีเทาสลับแดงอันเป็นสีประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าหากมองดีๆลวดสลิงบางๆเส้นหนึ่งที่ขาดอยู่กำลังบ่งบอกว่ามันไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุแน่นอน คงไม่มีใครบ้าเอาตัวเองไปแขวนอยู่บนเพดานโรงยิมแล้วตัดตัวเองลงมาหรอก ก่อนเสียงกรีดร้องนั้นจะดังซ้ำไปทั่วโรงยิมผ่านลำโพงที่ติดอยู่พร้อมกับภาพของลวดสลิงที่เคยแขวนเด็กสาวผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นไว้ให้หล่นลงมา


 
“นี่มันอะไรกันวะ?” เสียงตะโกนด้วยความโกรธปนตกใจของอ๋อง ประธานสโมสรนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ดังขึ้นโดยผมเองก็ได้วิ่งไปที่เด็กผู้หญิงคนนั้นเพื่อจะดูอาการบาดเจ็บเบื้องต้น สีหน้าตกใจยังคงเป็นเครื่องบ่งบอกถึงสภาวะอารมณ์สุดท้ายของเธอก่อนจะจบชีวิตลง ของเหลวสีแดงที่ค่อยๆไหลเจิ่งนองไปตามโรงยิมเรียกเสียงกรีดร้องด้วยความกลัวอีกครั้งจากผู้คนในบริเวณนั้น ซึ่งผมเองก็ทำได้แค่จับชีพจรดูให้แน่ใจว่า เธอยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่มันก็ช้าไป ในเมื่อ เธอเสียชีวิตไปเป็นที่เรียบร้อย


“ตายแล้ว” ผมพูดกับเจ้าของเสียงเมื่อครู่เพียงสั้นๆ “ตกจากที่สูงแล้วก็หัวกระแทกกับของแข็ง”



เสียงผู้คนแตกฮือยังคงสื่อได้ถึงความตื่นกลัวรวมถึงเสียงทุบประตูปึงปังที่เด็กหลายๆคนพยายามจะเอาชีวิตรอดออกไปจากสถานที่แห่งนี้ แต่เคราะห์ร้ายที่ไม่มีใครสามารถทุบมันออกไปได้เลย ไม่ว่าจะใช้แรงสักแค่ไหนก็ตาม

“มันไม่มีประโยชน์หรอก ประตูถูกล็อกจากด้านนอก” เสียงบางเสียงดังขึ้นมาอีกครั้งจากลำโพงซึ่งนั่นก็ทำให้ทุกคนสามารถอยู่ในความสงบได้

“ขอยินดีต้อนรับเข้าสู่โครงการปฐมนิเทศ... ไม่สิ ปัจฉิมนิเทศถึงจะถูก” เสียงเยือกเย็นนั้นยังคงส่งออกมา “เรามีภารกิจให้พวกคุณปฏิบัติ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายแบบการรันโค้ดที่พวกคุณชอบเล่นแน่นอน เรามีเวลาให้สิบสามชั่วโมงในการปฏิบัติภารกิจ โดยภารกิจนี้จะมีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว แต่ในตอนนี้....”

“ตอนนี้อะไรวะ? มีไรก็รีบพูดดิอย่าลีลา!!!!” เสียงมิ้นตะโกนขึ้นสู้กับบุคคลนิรนาม

“ศิลปกรรมศาสตร์คะ อยากให้ศพที่สองจากค่ายนี้เป็นคนในคณะของคุณเหรอคะ?” เพียงแค่นั้น เจ้าของเสียงถึงกลับกลืนน้ำลายดังเอื้อก ไม่ปล่อยให้ทิ้งช่วงจังหวะไปนาน เสียงประกาศก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ในตอนนี้ ขอเรียกรุ่นพี่ประจำคณะทุกคนลงมาด้านล่างด้วยค่ะ โดยเราจะเปิดประตูให้ แต่หากนิสิตชั้นปีที่หนึ่งคนไหนถือโอกาสลักไก่เดินลงมาด้วย ทางเราไม่รับประกันชีวิตของคุณค่ะ” สิ้นเสียงประกาศ เสียงไขกลอนประตูด้านบนก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณสื่อว่าทางนั้นไม่ได้พูดเล่น ก่อนจะปรากฏกลุ่มเงาของคนหลายคนเดินออกมาจากชั้นสอง ผมรวมถึงรุ่นพี่อีกหลายๆคนก็เดินไปยืนข้างพี่เมฆซึ่งเป็นรุ่นพี่คณะเภสัช โดยที่เจมส์เองก็คอยส่งสายตาปลอบประโลมให้กับทุกคน ที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าถ้าผมเป็นมันผมจะสามารถใจเย็นแบบมันได้มั้ย

“ทุกคนต้องรอด เชื่อดิ” เจมส์พูด

“รอดบ้าไรวะ นี่มันไม่ใช่เล่นๆแล้วนะโว้ย” เสียงพี่เมฆตอบกลับมาก่อนร่างของไม้จะเดินลงมาสมทบ

“มันต้องมีการแกล้งกันแน่ๆ” ไม้พูดเพียงแค่นั้นก่อนที่ทุกคนจะลงมาครบโดยมีสีหน้าเดียวกัน นั่นก็คือ สีหน้าตื่นกลัว 




“และในเมื่อตอนนี้ รุ่นพี่ทุกคนได้ประจำที่แล้ว เราขอเริ่มภารกิจปัจฉิมนิเทศ เดี๋ยวนี้ค่ะ”



ให้ตายเถอะ นี่มันบ้าไปแล้วชัดๆ

“เอาจริงเหรอวะ...” เสียงมิ้นลอยมาอย่างเลื่อนลอยพร้อมกับเซนที่เดินไปจับไหล่อีกคนเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“มันเป็นเรื่องจริง และเราต้องผ่านมันไปให้ได้นะพี่”

“แต่กูกลัว...”

“เชื่อดิ ถ้าพวกเราทุกคนร่วมมือกัน ยังไงมันก็ต้องไม่เกิดอะไรขึ้น” เจมส์พูดขึ้นอีกครั้ง



บางทีผมก็อยากเป็นเจมส์เหมือนกันนะ เพราะตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองวู่วามเกินกว่าจะทำอะไรได้แล้ว ส่วนคนอื่นๆโดยเฉพาะบาสกับแดนยังคงพยายามใช้ตัวพังประตูหนึ่งซึ่งอยู่ทางคณะเภสัชศาสตร์

“พังให้ตายก็ไม่มีประโยชน์” ไม้เปรยขึ้น “ไม่เชื่อลองดูบนจอดิ”



จอโปรเจคเตอร์ทั้งสี่ด้านปรากฏสีดำพร้อมกับตัวเลขดิจิตอลสีแดงที่กำลังนับถอยหลังเวลา ซึ่งตอนนี้เหลืออีกสิบสองชั่วโมงสี่สิบแปดนาทีสามสิบหกวินาทีในการเอาชีวิตรอดครั้งนี้



“ไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มภารกิจแรกกันเลยดีกว่าค่ะ....”







GAME STARTED

Time Remained 12.48.21
07.08.2017 @ Gymnasium 1 SWU Ongkharak
One of dead bodies discovered  






สวัสดีค่ะรีดเดอร์ทุกคน ได้เวลาทักทายกันแล้วนะคะแฮ่
ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ชื่อแอลค่ะ เรียนคณะสังคมศาสตร์(เอกไรไปหากันเอาเอง)
สำหรับเรื่องนี้เป็นฟิคชั่นเรื่องแรกที่ลองแต่งโดยอิงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและใช้ชื่อตัวละครเป็นภาษาไทยทั้งหมด หากใครงงว่าตัวละครใครเป็นใครสามารถเข้าไปดูในช่องคอมเม้นของตอนแรกได้เลย

มันเยอะมากเลยแต่ว่าจะพยายามให้ทุกคนได้มีบทบาทนะคะ สัญญาด้วยใจฮือ

สำหรับใครที่ชอบฟิคเรื่องนี้สามารถกดคอมเม้นได้ที่ด้านล่าง กดแชร์ กดไลค์ กดเรคคอมเมนด์ได้ตามใจเลยค่ะ

ส่วนแท็กในทวิตเตอร์จะใช้ว่า #ปัจฉิมพี่หมิง นะคะ สามารถเข้าไปหวีด ไปสกรีมกันได้ตามใจเลยเน้อ แล้วสุดท้าย ขอฝากผลงานในเด็กดีในนามปากกาDolente ด้วยนะคะ สามารถหาชื่อนักเขียนได้เลยเน้อ

เจอกันในตอนถัดไปค่ะ! .โปรยกระดาษแบบน้องหวีในเพลงพุลจังนัน
SHARE
Written in this book
Hello Goodbye
เมื่อค่ายปฐมนิเทศ ไม่ต่างอะไรจากค่ายปัจฉิมนิเทศ ต่างกันเพียงแค่ว่า ปัจฉิมนิเทศครั้งนี้ไม่ได้มีน้ำตาที่เกิดจากการจากลา หากแต่เกิดจากการกลัวตาย "สวัสดีครับ ผมนักศึกษาแพทย์นภัทร กลิ่นโกมุท ผู้รอดชีวิตคนเดียวจากเหตุการณ์นี้ครับ"
Writer
Dolente
Ordinary Girl
二十一

Comments

seniorswu
4 years ago
แอดยังรออ่านต่อนะ..
Reply