:: อย่าปล่อยมือเพื่อน I ::


1 :: จับมือเพื่อนไว้

"น้องๆ จำเอาไว้นะ...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามปล่อยมือเพื่อนเด็ดขาด"


"จับมือกันเอาไว้นะลูก อย่าทิ้งเพื่อนนะ"


"บอกเพื่อนด้วยว่าข้างหน้ามีอะไร อย่าปล่อยให้เพื่อนเจ็บ อย่าทำเพื่อนหาย รักกันไว้! จับมือกันไว้ให้แน่น!!!" 



ไม่รู้สิ...วิสัยทัศน์ของผมที่ถูกปิดจนมืดมนด้วยเศษผ้าสีดำซ้อนกันหลายๆ ชั้น มือของผมถูกกระชับไว้แน่นจากคนที่นั่งข้างๆ คนที่ถูกเรียกว่า'เพื่อน'ของผม 

แรงบีบจากมือข้างซ้ายเป็นสัญญาณว่าคนที่นั่งอยู่ด้านซ้ายของผมเริ่มออกอาการกลัวหน่อยๆ แล้ว ผมจึงออกแรงบีบมือของเขาไปเบาๆ เท่านั้น ความจริงแล้วผมก็เริ่มรู้จักกับหลายๆ คนที่ได้พบปะกันมาหลายวันแล้วจากการรับน้อง แต่มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ผมคุยเยอะกว่าคนอื่น...คนที่นั่งขนาบผมอยู่ในตอนนี้

แจ๊ค...แดน

แรงฉุดเบาๆ ทำให้ผมต้องค่อยๆ ลุกขึ้นยืนตามแรงกระทำนั้น เด็กปีหนึ่งถูกจัดเป็นแถวยาวเรียงหนึ่งด้วยการจับมือต่อๆ กันไป นิ้วที่ประสานกันแน่นพร้อมที่จะทำตามสิ่งที่รุ่นพี่ขอร้องพวกผม...ขอร้องว่าอย่าปล่อยมือกัน ผมไม่รู้ว่าเกมนี้ต้องการอะไร ปิดตาแล้วพากันเดินไปเรื่อยๆ อย่างนั้นหรือ...

ตลอดทางที่เจออุปสรรคมากมายซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะผมมองไม่เห็นอะไรเลย ผมแค่ได้ยินและจับต้องมือสากของเพื่อนได้เท่านั้น

"ไอ้สอง! ข้างหน้ามีบันไดนะโว๊ย ค่อยๆ ก้าว" ไอ้แดนที่อยู่ด้านหน้าของผม มันหันมาบอกทำให้ผมต้องระวังการก้าวเท้ามากขึ้น

"แจ๊ค ข้างหน้ามีบันได ระวังนะมึง" ผมค่อยๆ หันไปข้างหลังเพื่อบอกข้อความนี้ต่อๆ กันไปตามคำสั่งที่ถูกย้ำนักย้ำหนา เพื่อนๆ อีกหลายคนค่อยๆ บอกต่อกันไป และการเดินทางของเด็กปีหนึ่งช่างทุลักทุเล เมื่อรุ่นพี่เริ่มแกล้งบ้าง คอยกระชากมือให้หลุดจากกันบ้าง

แต่มันกลายเป็นว่าเราทุกคนจับมือกันแน่นขึ้นเสียเฉยๆ

มือของผมไม่ได้หลุดออกจากมือของแจ๊คและแดนเลย แม้ตัวเราจะเปียก จะร้อน จะกลัว หรือจะรู้สึกอะไรมากแค่ไหน แต่ผมกลับไม่รู้สึกเดียวดาย เพราะไอ้มือที่กระชับแน่นอยู่นี่หรือเปล่านะ...

ผมไม่เคยเข้าใจว่าจับมือกันเพื่ออะไรในวันนั้น เราจับมือกันสุดท้ายก็ปล่อย เพราะเกมจบแล้ว พี่สันทนาการออกมาพาน้องเต้นอีกสักนิดหน่อยก็ปล่อยกลับบ้าน 

แต่เหมือนเกมนี้จะมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น และผมกำลังจะได้เจอความหมายที่แท้จริงของคำว่า'อย่าปล่อยมือเพื่อน'





"ไอ้สอง...สอง!!! ไอ้สองงงง!!! ตื่น!!! ตื่นเร็ว!!! สายแล้วว!!"

เอ๊อะ...

ผมลืมตาโพรงขึ้นมาพบกับแสงไฟสีขาวสว่างจ้ากลางห้องจนต้องหยีตาหลบ สายตารีบเหลือบไปมองใบหน้าของเพื่อน'สนิท' ที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้และใช้มือออกแรงเขย่าไหล่ของผมแรงๆ ให้ได้สติ

"ไอ้สองโว๊ย!! รีบตื่น เร็วๆ อีกสิบนาทีเข้าระเบียบแล้ว! เร็ว!!"

สิบนาที!!!!!! ชิบหาย!!!!!!

ผมเด้งตัวลุกออกจากเตียงโดยมีแดนคอยประกบอยู่ตลอดเวลา เหมือนมันจะทำอะไรบางอย่างกับผม อะไรมึงต้องการอะไรจากกู กูรีบไอ้แดน ไอ้เวร หลบไป!!

"บีบยาสีฟันให้แล้ว เอาน้ำในขวดไปบ้วนที่ระเบียง ไม่ต้องวิ่งไปห้องน้ำแล้ว เดี๋ยวไม่ทัน!" ผมมองตามมือของมัน ผมก็เห็นแปรงสีฟันของผมถูกบีบยาสีฟันแล้วเรียบร้อย พร้อมกับน้ำในขวดพลาสติกเต็มขวดปริมาณพอใช้กับการล้างหน้าแปรงฟันในเช้านี้

"เออๆ ขอบใจๆ"

"อัดโรลออนไปเยอะๆ สเปรย์ด้วยก็ดี จะได้ไม่เหม็นมาก" แจ๊คเสริม มันแต่งตัวเสร็จแล้ว ที่คอห้อยป้ายชื่อพาสปอร์ตไว้แล้วเรียบร้อย

"พวกมึงไม่ปลุกกูให้เร็วกว่านี้วะ" ผมบ่นอุบ

"กูปลุกแล้วมึงตื่นมั้ยล่ะไอ้ควาย" แดนหันมากัดผม สีหน้ามันร้อนรนมากๆ มันอยู่ไม่นิ่งเลย เดินไปเดินมาราวกับว่ามีไฟลนตูดตลอดเวลา เวลาก็กระชั้นชิดเข้าไปทุกที กับพี่ระเบียบที่รออยู่ด้านล่าง

เหมือนผมจะทำทุกอย่างเสร็จภายในเวลาห้านาที ชุดพละของมหาวิทยาลัยถูกรื้อมาจากกระเป๋าเดินทางใบโตที่หอบสัมภาระแทบทุกอย่างมาจากบ้าน 

"ป้ายชื่ออะ พาสปอร์ตอะ" ระหว่างที่กำลังกระวีกระวาดเตรียมออกจากห้อง แดนก็ไม่ลืมที่จะพูดเตือนผมทุกอย่าง ของจำเป็นที่ต้องติดตัวไว้ตลอดเวลา ผมสามคนวิ่งลงจากชั้นสามของหอ และจ้ำอ้าวไปข้างตึกอ๊อคตะให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

เส้นผมพร้ิวไปตามสายลมและความเร็วที่ผมวิ่ง ชิบหายๆ ถ้าสายละก็งานเข้าทั้งรุ่นแน่...วิ่งสิไอ้สอง วิ่ง!!



05.00 น.

วันที่ 3 ของการเข้าค่ายอัตลักษณ์

"ขอตัวแทนสั่งนับจำนวนคนครับ" ผมยืนหอบหายใจแฮ่กในตอนที่พี่เจเตรียมเช็คยอดของปีหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งยกมือขึ้นและขออนุญาตการสั่งนับจำนวนคนตามปกติ จุดประสงค์ของระเบียบตอนเช้าก็คือนับจำนวนคนแล้วก็ตรวจเครื่องแต่งกายเท่านั้น

พี่เจ พี่อุ่น พี่เมษ และพี่ปีสองอีกหลายๆ คนที่ผมจำชื่อไม่ได้ ผมจำได้แค่สามคนนี้เพราะผมเห็นหน้าพวกเขาบ่อยที่สุด แต่พวกเขาเหมือนเป็นไบโพล่าร์ ยามใดที่เขายิ้ม ผมสามารถเล่นกับเขาได้ ชวน Rov ชวนตีดอท หรือชวนกินเหล้าได้ แต่เมื่อใดที่ใบหน้านิ่งๆ ไร้อารมณ์ของพี่ทั้งสามปรากฏ ผมก็ต้องมายืนเอามือไขว่หลังในระดับเข็มขัดแบบนี้ยังไงล่ะ

"วันที่สามแล้วนะครับน้อง ยังมีคนมาสายอยู่เลย" ผมชำเลืองไปทางกลุ่มคนอีกกลุ่มที่มีประมาณสี่ถึงห้าคนอยู่เข้าระเบียบเหมือนกันกับผม พวกมาไม่ทัน...

พวกมึงงงงง!!!! กูจะซวยเพราะพวกมึงงงง!! 

"ทำไมถึงมาสายครับ" พี่อุ่นถาม

"ขออนุญาตค่ะ...ตื่นสายค่ะ"

"ขออนุญาตค่ะ...อาบน้ำพร้อมกันเลยทำให้ช้าค่ะ"

"ขออนุญาตค่ะ..." และอีกหลายๆ เหตุผลที่ผมก็รู้ว่ามีทั้งจริงบ้างเท็จบ้างประชดบ้าง ผมได้แต่หันหน้าไปมองแดนนิ่งๆ เมื่อเราสบตากันคงรู้ว่าต่างคนต่างคิดอะไรอยู่ เช้านี้คงได้ออกกำลังกายที่ต้นขาไปหลายสิบทีเหมือนกัน 

แต่ผิดคาด เมื่อพี่เมษเอ่ยปากบางอย่างกับพวกผม เขาเดินไปยืนหน้าแถวที่มีปีหนึ่งร้อยกว่าคนยืนเข้าระเบียบอยู่นั้น

"พี่จะไม่ทำโทษพวกน้อง เพราะพวกน้องก็เหนื่อยล้ากันมาหลายวันแล้ว...แต่อย่าลืมที่พี่เคยบอก...ทำอะไรให้นึกถึงส่วนรวม ถ้าน้องช้าแล้วปล่อยให้เพื่อนรอ เพื่อนยืนรอเมื่อยนะครับน้อง...พี่ไม่ได้ดุ ไม่ได้สอน พี่แก่กว่าน้องไม่มากคงใช้คำว่าสอนไม่ได้ แต่พี่จะ'ขอ'ให้น้องคิดถึงเพื่อน ให้นึกถึงว่าน้องมีเพื่อนที่จะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกสี่ปี ไม่รักพี่ได้ไม่เป็นไร แต่ห้ามไม่รักเพื่อน น้องรุ่นเดียวกันต้องรักกันและช่วยเหลือกันไว้นะครับ...ทราบ!"

"ทราบ!!"

"พี่ขอ...อย่าปล่อยมือเพื่อนนะครับน้อง" 

ประโยคนี้มาอีกแล้ว...พูดทำไมในตอนที่ปีหนึ่งทุกคนไม่ได้จับมือกันด้วยซ้ำ ผมไม่เคยเข้าใจ...ไม่เคยเข้าใจสิ่งที่พวกพี่เขาพูดเลยแม้แต่น้อย

"ไอ้สองมึงจับมือกูไว้ดิ" อยู่ๆ แดนก็กัดฟันกระซิบมาให้ผมได้ยิน ด้วยความที่ความสูงเราไล่เลี่ยกัน เราเลยได้ยืนเข้าระเบียบข้างกันบ่อยๆ ผมค่อยๆ ชำเลืองมองมันด้วยหางตา รอยยิ้มบางๆ ของแดนผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา

"จับทำพ่อมึงตอนนี้"

"ก็พี่เมษบอกว่าอย่าปล่อยมือเพื่อน"

"แต่มึงจะจับมือกูตอนเข้าระเบียบไม่ได้ ไอ้เวร!" ผมส่งสายตาดุๆ ให้จนแดนยิ้มขำเล็กๆ หลังจากที่เข้าระเบียบเสร็จก็กินข้าวกล่องที่รสชาติ ดี! ชิบ! หาย! ไม่ได้ประชดนะแค่กัดฟันพูด พออิ่มแบบปลอมๆ แล้วก็ต้องเข้าไปนั่งอืดอยู่ในโรงยิมหนึ่งประมาณสามชั่วโมง 

ถามว่านั่งทำอะไรกันผมก็ไม่รู้หรอก เพราะผมเอนหลังพิงไปกับตัวไอ้แดนแล้วหลับไปเฉย หลับไม่รู้เรื่องด้วย รู้ตัวอีกทีคือผมนอนอยู่บนตักมันเมื่อมันปลุกผมขึ้นมากินข้าวเที่ยง

ข้าวกล่องที่รสชาติ ดี! ชิบ! หาย! Again!!





คืนที่ 3 ของค่ายอัตลักษณ์

วันเปิดโลกกิจกรรมที่ต้องแบกร่างตัวเองเบียดเสียดเด็กคณะอื่นเป็นร้อยเป็นพันเพื่อแย่งชิงสแตมป์ชมรม ผมกับแดนเดินออกจากหอด้วยสีหน้าเหนื่อยใจเมื่อเห็นผู้คนยั้วเยี้ยะเต็มไปหมด ถอนหายใจออกไปเฮือกใหญ่เมื่อคิดว่าต้องรีบหาชมรมให้มันเสร็จๆ ไป และต้องรีบไปหน้าเวทีเพื่อเชียร์เพื่อนๆ ดาวเดือนอีก

"ไอ้แจ๊คอะ" ผมถามหา

"หายหัวไปกับไอ้เซม คงไปหาชมรมอยู่นั่นล่ะ"

ผมพยักหน้ารับและรีบเดินเข้าไปสู่ฝูงชนทันที ตอนนั้นเองที่มือของแดนยื่นมากระชับกับผมจนผมตกใจ แรงบีบที่ฝ่ามือหนักมากขึ้นเมื่อผมพยายามแกะมันออก คิ้วขมวดสงสัยเพราะไม่เข้าใจว่าแดนจะจับมือทำไม

"จับมือกูเพื่อ?"

"อย่าปล่อยมือเพื่อน"

"ไอ้สัด!!" ผมพยายามออกแรงอีกครั้ง

"มึงจะปล่อยมือกูทำไม กูอุตส่าห์ไม่ปล่อยมือเพื่อนจริงๆ แล้วเนี่ย"

"มึงคิดว่าผู้ชายสองคนจับมือกันแบบนี้ มันจะเป็นยังไงไอ้ห่า" ผมรีบแกะมือของแดนออกมา ใบหน้าจะเริ่มร้อนผ่าวๆ เพราะมีผู้หญิงบางคนมองมาทางผมกับแดนแล้ว กิริยาตอนนี้น่าอายชะมัด จะมาจับมือกันโจ่งแจ้งแบบนี้ไม่ได้นะ!

"แต่ตอนดูคอนเสิร์ตอะ จับมือกูไว้นะ"

"จับเพื่อ" และผมก็ยังคงหงุดหงิดต่อไปกับคำพูดของแดน

"จะได้ช่วยกันเพื่อนผู้หญิงไง อย่าลืมสิที่พี่เจกับพี่อุ่นสั่ง ผู้ชายดูแลผู้หญิงด้วย"

"น้องผู้ชายช่วยดูแลน้องผู้หญิงด้วยนะตอนดูคอนเสิร์ต พวกพี่ดูแลไม่หมดแน่ๆ ผู้หญิงอย่าไปไหนมาไหนคนเดียว หาเพื่อนไปหลายๆ คนหรือพาผู้ชายไปด้วยก็ได้ ส่วนผู้ชายห้ามมีเรื่องเด็ดขาด ไม่ว่าคนอื่นจะแซวเพื่อนน้องยังไง อย่าวิวาท อย่าใช้อารมณ์ ทราบ!

"เออๆ ถึงตอนนั้นค่อยจับมือกู" ผมตอบปัดๆ เพราะนอกจากจะหงุดหงิดที่แดนกวนประสาทตั้งแต่เช้าจรดเย็น ยังต้องหงุดหงิดเพราะร้อนและเบียดยิ่งกว่าบัตรหลุมคอนฯเอ็กโซเสียอีก 

อย่าปล่อยมือเพื่อน...มันคืออะไรกันแน่นะ...ผมไม่เข้าใจวลีนี้เลยจริงๆ 

หรือผมอาจจะยังเด็กไปที่ยังไม่รู้ว่าความหมายที่แท้จริงมันคืออะไร 

หรือเพราะผมโง่เอง และไม่อินกับอะไรพวกนี้ 

แต่ที่รู้ๆ คืนนั้นที่คอนเสิร์ตหลังหอสิบ ผมกับแดนจับมือกันนานหลายชั่วโมง แม้ร่างกายจะโดนเบียดบ้าง โดนชนบ้าง เซถอยไปหลายทีก็ตาม แต่มือของผมกับแดนก็ยังกระชับแน่นอยู่แบบนั้น รวมถึงมือของเพื่อนผู้ชายอีกหลายๆ คนที่จับต่อกันไปเป็นกำแพงให้เพื่อนผู้หญิง 

มีบ้างที่ต้องสลับกันวิ่งออกไปเพื่อเดินไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่หอ แล้ววิ่งกลับมาที่เดิมเพื่อดูแลคนที่ยังอยู่ คืนนั้นผมเหนื่อย แดนเหนื่อย เพื่อนผู้ชายทุกคนเหนื่อย แต่มันกลับหายเหนื่อยทันทีที่รู้ว่าเพื่อนผู้หญิงเข้าหอครบทุกคนแล้ว และไม่มีเรื่องร้ายๆ ใดเกิดขึ้น

พี่ปีสองเอ่ยชมพวกผมในการช่วยเหลือกันครั้งนี้ แต่...

ทำไมเราต้องร่วมมือกันแบบนี้ด้วยนะ...

ทำงานด้วยกันดีกว่างานกลุ่มสมัยมัธยมฯเสียอีก เพราะอะไรกันนะ...



อย่าปล่อยมือเพื่อน...

อย่าปล่อยมือเพื่อน...

มันจะหมายถึงแบบนี้หรือเปล่า...




Log :: ปี1
Char  
ชราไลน์ : พี่เจ (จีซอง) พี่อุ่น (ซองอุน) พี่เมษ (มินฮยอน) 
ฮยองไลน์ : สอง แดน แจ๊ค (องเนียลฮวาน)



เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันนะคะ ^^
หากชอบฝากกดแชร์ กด recommend ด้วยนะคะ แล้วติดตามต่อได้เร็วๆ นี้ 



SHARE
Written in this book
:: อย่าปล่อยมือเพื่อน ::
วลีที่คุ้นเคยกับความหมายที่ไม่เคยเข้าใจ ค่ายอัตลักษณ์จะทำให้ผมพบคำตอบ ...

Comments