แค่วัน - วันหนึ่ง
วันนี้เป็นวันที่ผมว่าง ว่างจนขนาดที่ยอมตื่นเช้าขึ้นมาเพื่อมาหารุ่นน้องที่วิทยาเขตต่างจังหวัดของมหาวิทยาลัย ด้วยความที่ผมเคยทำหน้าที่เป็นพี่เนียนตอนที่รับน้อง ทำให้ผมสนิทกับรุ่นน้องรุ่นนี้เป็นอย่างดี จนบางทีอาจจะสนิทกว่ารุ่นตัวเองด้วยซ้ำ...

เพราะอะไรไม่รู้ที่ทำให้ผมรู้สึกจูนติดกับคนพวกนี้ แต่เอาจริง ๆ ก็คงไม่ทั้งรุ่น คงแค่เฉพาะกับกลุ่มที่ผมสนิทด้วยในวันรับน้อง ผมอยากให้พวกเขาเรียกชื่อเนียนของผม แทนชื่อจริง ๆ ของผมมากกว่าเสียอีก

กลุ่มรุ่นน้องที่ผมสนิทด้วยมีอยู่ประมาณ...หก ไม่สิ เจ็ดคนเห็นจะได้ แต่คนที่ผมจะพูดถึงในตอนนี้คือผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่ม มันเป็นเดือนของคณะของผมด้วยล่ะ ผมรู้จักกับมันคนแรกในกลุ่ม เอาจริง ๆ มันก็ป๊อบปูล่าในรุ่นของผมตั้งแต่วันสัมภาษณ์แล้ว ด้วยเพราะความหน้าตาขาว ๆ ตี๋ ๆ อารมณ์นายแพทย์อะไรประมาณนี้ วันที่เป็นวันรับน้องของคณะวันแรก ผมก็ได้อยู่กลุ่มเดียวกับมัน แล้วก็ได้รู้จักกับมันวันนั้นแหละ

มันดูเหมือนเป็นคนที่เข้าถึงได้ง่ายมาก น่าแปลกที่เวลาคุยกับมันแล้วผมยิ้มตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะมันคุยสนุกหรืออะไรก็ช่าง

แค่ผมได้นั่งหัวเราะกับมันสักหนึ่งนาที มันก็ทำให้ผมมีความสุขไปตลอดหนึ่งชั่วโมง
วันนี้ก็เป็นอีกวันนึงที่ผมมาเจอกับมัน จริง ๆ แล้วจุดประสงค์หลักที่ผมท่องไว้ขึ้นใจก็คือ มาหาเพื่อน ๆ ที่นี่ แต่มันก็แค่จุดเล็ก ๆ ในสมองที่คิดว่า เพราะอยากเจอหน้าคน ๆ นี้ 


วันนี้ทั้งวันผมใช้มันไปร่วมกับน้อง ๆ ปีหนึ่ง ผมกลายเป็นรุ่นพี่ปีสองคนเดียวที่แอบทำหน้าที่พี่เนียนไปลับ ๆ 

ในวันมะรืน พวกปีหนึ่งต้องจัดกิจกรรมงานสถาปนาของคณะกัน พวกมันต้องทำทั้งการแสดงบนเวทีแล้วก็ซุ้มของเอก กลายเป็นว่าผมเองก็เผลอตัวไปช่วยน้องนิด ๆ หน่อย ๆ ถ้าเพื่อน ๆ ปีสองของผมรู้ก็คงต้องว่าผมแน่ ๆ 

อากาศอบอ้าวของวิทยาเขตนี้ทำให้ผมต้องยกมือขึ้นปาดความมันบนใบหน้าหลายรอบ อยากล้างหน้าแทบตายติดที่ว่าไม่มีผ้าเช็ดหน้า ถ้าพรุ่งนี้ผมไม่ต้องกลับคอนโดเพื่อไปทำงานแล้วก็เตรียมตัวเรียนวันจันทร์แล้วล่ะ ผมคงนอนที่นี่ไปแล้ว


"...ฮื่อ โอเค"

กดวางสายโทรศัพท์จากแม่ที่โทรมาบอกว่าจอดรถรออยู่ป้อมยามหน้าหอพักแล้ว ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ ในกับเพื่อนที่นั่งคุยกันอยู่รอบ ๆ 

รวมถึงมันด้วย


"แม่กูมาแล้วอ่ะ"

ผมพูดพร้อมกับคืนกล้องที่กำลังถ่ายเล่นอยู่ให้กับน้องเอกภาษาเกาหลีที่เพิ่งรู้จักกันแล้วผมยืมกล้องมันมาเล่น เพราะไอ้เดือนคณะหน้าโง่คนนี้มันไม่ยอมให้ผมเล่นกล้องที่มันถืออยู่ ผมก็เล่นถ่ายรูปมันเอาไว้ซะเยอะเลย ก็มันดันนั่งอยู่ตรงหน้าผมนี่หน่า จะให้ไปถ่ายใครล่ะจริงไหม...

"พวกมึงไปส่งกูหน่อยดิ"

ผมพูดพลางลุกขึ้นยืนแล้วเตรียมเก็บกระเป๋าเป้ใบเล็กของตัวเอง เพื่อนในกลุ่มผมก็ลุกขึ้นตามมาส่ง ตอนนี้เหลือกันอยู่แค่...สามคนที่เดินมาผมส่ง รวมผมด้วย คนนึงกลับกรุงเทพ กว่าจะกลับอีกทีก็พรุ่งนี้ ส่วนอีกคนก็ขึ้นห้องไปก่อนแล้ว เหลืออยู่ข้างล่างแค่ห้าคน สองคนที่ไม่ได้มาด้วยก็เก็บของที่ทำกันทิ้งไว้ ทั้งเศษกระดาษลัง เศษผ้าที่ตัดทิ้งเตรียมทำพร้อบฉากการแสดงในวันพรุ่งนี้ ส่วนไอ้เดือนคณะนั่นน่ะหรอ

...



ผมเตรียมที่จะเดินออกไปหาแม่ที่จอดรถรออยู่ เพื่อนผมสองคนที่เดินนำออกมาส่งผมก็เดินนำหน้าไปก่อน ที่จริงแล้วเราก็เดินมาด้วยกันนั่นแหละ แต่มันเป็นเพราะผม

ผม
เดินช้าลง เพื่อที่จะดูว่ามีใครเดินตามมาหรือเปล่า
อย่างที่คิด...เขาไม่ได้เดินตามผมมา

ก็พอจะเข้าใจ มันเป็นคนที่เฟรนด์ลี่แถมยังมีน้ำใจที่สุด บวกกับหน้าตาที่คนอื่นมองว่าหล่อลาก ทำให้มันกลายเป็นผู้ชายเฟอร์เฟคในฝันของผู้หญิงหลาย ๆ คน ก็พอจะเข้าใจแหละว่ามันเลือกที่จะบอกว่า 'เจอกันนะมึง' แล้วช่วยเพื่อนเก็บของกับทำความสะอาดต่อ

แต่เพราะมันดันเป็นคนที่ผมอยากอยู่ด้วยจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนกลับน่ะสิ

สองเท้าของผมก้าวออกมาจากที่ตรงนั้นด้วยความเชื่องช้า อาจเป็นเพราะว่ารอใครสักคนให้เดินตามมา อีกนิดเดียวก็จะถึงฟุตบาทที่จะข้ามฝั่งแล้วออกไปถึงหน้าป้อมยามแล้ว อีกแค่สองสามก้าวผมก็จะเดินออกขึ้นรถกลับบ้านแล้ว เพื่อนผมที่เดินนำไปส่งก็เดินไปถึงแล้ว





แต่ผมก็ยังเลือกที่จะอยู่ที่เดิม


สองเท้าของผม ยังคงหยุดนิ่งยืนอยู่ตรงมุมที่จอดรถที่มองตรงเข้าไปที่พื้นที่ทำงานของพวกเราได้ชัดเจน


มองเห็นมัน ที่กำลังลุกขึ้น แล้วเดินไปช่วยเพื่อนเก็บเศษผ้า


...

ขอแอบมองมึงอีกสักสามสิบวิไม่ได้หรอวะ


มันรู้สึกหวิว ๆ ที่หัวใจเหมือนกันนะ ผมเองก็ยังไม่ได้ตัดสินว่านี่มันคือ ความรัก หรือ ความสนิทสนม แค่รู้สึกเหมือนโดนทิ้งในเวลาที่มันไม่สนใจผม ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่ามันก็เป็นคนแบบนี้ มันเองก็มีสังคมของมัน อีกอย่างมันก็เป็นถึงเดือนคณะ แน่นอนคนต้องชอบมันเยอะ สังคมมันต้องกว้างขวาง ผมเองก็เป็นแค่เพื่อนมันคนนึงเท่านั้น


...แต่ก็ดันแอบเข้าข้างตัวเองว่าเป็นเพื่อนคนแรกของมันในมหาวิทยาลัยเชียวนะ


เป็นเวลาแค่เสี้ยววินาทีที่ผมตัดสินใจยืนมองมันจากจุดนั้น รอยยิ้มโง่ ๆ ที่ทุกคนหลงไหลปรากฎขึ้นบนใบหน้าขาว ๆ นั่น ผมเคยคิดว่าผมอิจฉาที่อยากมีรอยยิ้มแบบนั้นบ้าง แต่บางทีผมอาจจะคิดผิดไปนิดหน่อย


บางที...ผมอาจจะแค่อยากมีเจ้าของรอยยิ้มนั้นเป็นของตัวเอง


ฟังแล้วเห็นแก่ตัวชะมัด เป็นเวลานานแค่ไหนไม่รู้ที่ผมยืนมองมันอยู่ตรงนั่นด้วยสายตาตัดพ้อ อยากตะโกนเรียกแล้วบอกว่า 'ทำไมไม่มาส่งกูวะ กูไม่สำคัญรึไง' แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร น้ำตาไม่ยักไหลแต่ทำมันถึงเจ็บที่หัวใจแปลก ๆ 

ผมกำหมัดแน่นขึ้นก่อนจะถอนหายใจอีกเฮือกเตรียมพร้อมจะเดินต่อ




แต่จังหวะที่ผมจะหลบสายตาหันไปทางอื่น

มันก็หันมามองทางผมเช่นกัน

เป็นช่วงเวลาที่เข็มนาฬิกาไม่อาจนับได้ เป็นแค่เสียงหยดน้ำเล็ก ๆ หยดลงบนพื้นน้ำใหญ่




เราสบตากัน




ผมสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะรีบหลบสายตาแล้วหันหน้าหนี รีบก้าวขาให้เร็วที่สุดแล้วเดินตามเพื่อนอีกสองคนที่ข้ามไปอีกฝั่งแล้ว หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะห่อเหี่ยวอยู่ก็เต้นแรงขึ้น เหมือนเวลาที่ทำความผิดแล้วถูกใครจับได้ 



เหมือนเวลาที่แอบมองใคร แล้วเขากลับรู้ตัว 










ให้ตายเหอะ แม่งต้องวิ่งตามมาแน่ ๆ ไม่น่าเลยกู ไม่น่ายืนมองมันอยู่อย่างนั้นเลย น่าจะกลับ ๆ ไปให้มันจบเรื่อง จะได้ไม่ต้องมารู้สึกดีกับมันมากกว่านี้


มันจะได้ไม่ต้องเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นแบบนี้








"ปึ๊ก!"








ผมเซไปข้าง ๆ เล็กน้อยก่อนจะหันไปมองใบหน้าคนที่เดินตามมาข้าง ๆ






...เป็นมันจริง ๆ ด้วย


เป็นมันอีกแล้วด้วย










"มึงมาทำไม"
"ก็มาส่งมึงไง"
"ไม่ช่วยเพื่อนเก็บของหรอ"
"ก็เพื่อนรักกูจะกลับบ้านกูก็ต้องมาส่งดิว๊า"
"..."





"เป็นไร หันไปมองอะไร"












ไม่ได้หันมองอะไรทั้งนั้น












แค่ไม่อยากให้มึงเห็นว่ากูยิ้มอยู่














"...เออเรื่องของมึงเหอะ"







จะยิ้มน่ารักขนาดไหนก็เรื่องของมึงเหอะ
แค่มึงมาส่งกู แค่นี้ก็ดีพอแล้ว

27.8.17
SHARE
Written in this book
Jupiter
Writer
Richdog
Barker
ฉันเห่า ในสิ่งที่ฉันอยากเห่า

Comments