ความทรงจำของเรา กับคำว่า "เพื่อน" (ตอน 2)
คราวที่แล้วเราเล่าประสบการณ์เรื่องเพื่อนและครูในโรงเรียนเอกชนศาสนาคริสต์แห่งหนึ่งไปแล้ว  ซึ่งสำหรับตัวเราเองก็ถือว่าสาหัสพอตัว

ที้นี้ลองมาดูกันว่าหลังจากจบ ป.6 แล้วย้ายไปเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนใหม่มันจะเป็นอย่างไร



จากทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงประถมนั้นก็ทำให้เรากลายเป็นคนที่มองโลกแง่ร้ายในระดับหนึ่ง เช่น โลกใบนี้ไม่ได้สดใส มันมีแต่ความโหดร้าย เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ผู้คนไม่เคยคิดจะรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง สัญญากันก็ไม่เป็นสัญญา หวังผลประโยชน์ให้ตัวเองโดยไม่สนใจว่าคนที่หวังผลจะเป็นจะตายอย่างไร  โลกใบนี้มันเน่าเฟะเกินกว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้ และเกลียดคนที่ทำตัวนักเลงแบบสุด ๆ (อย่าลืมนะครับว่าที่คิดมาทั้งหมดนี่คือตอนอายุแค่ 12)

เนื่องจากครอบครัวของเราย้ายบ้านมาอยู่กับญาติผู้ใหญ่ฝั่งตาและยาย  ผนวกกับเรื่องสารพัดที่เกิดขึ้นช่วงอนุบาลถึงประถม  ทำให้เราไม่ลังเลเลยที่จะย้ายโรงเรียน (และเชื่อว่าถ้าคุณเจอเหตุการณ์พวกนี้เองละก็...เป็นคุณก็ย้ายเหมือนเราแน่)

ตอนนั้นด้วยความที่มีโรงเรียนมัธยมที่ใกล้บ้านมาก  เราก็เลยตัดสินใจเข้าเรียนที่โรงเรียนนั้นโดยไม่ลังเล  ไหนจะใกล้บ้านเดินทางสะดวก  ไหนอาจารย์หลายท่านในโรงเรียนก็รู้จักแม่เรากันอย่างดีเพราะเป็นศิษย์เก่าที่ชื่อกระฉ่อน  คิดว่าชีวิตคงมีอะไรดีขึ้นกว่าสังคมตอนประถมที่เต็มไปด้วยกเฬวรากคอยหาเรื่องทั้งเพื่อนและครูแน่ ๆ


ทันทีที่สอบคัดเลือกจนติดเข้าไปเรียนที่นั่น  มีสิ่งหนึ่งที่ทั้งแม่และพี่สาว (ญาติฝ่ายแม่) เตือนเหมือนกันทั้งคู่ คือ "ถ้าเรียนที่นี่พยายามอยู่ห่าง ๆ คนที่ดูเป็นนักเลงเข้าไว้  ถ้ามีเรื่องก็อย่าไปโมโหฟึดฟัดใส่เขาเหมือนที่เก่าเด็ดขาด  ไม่งั้นโดนกระทืบเละแน่"

ว่ากันตามตรงคือเราอึ้งไปพักใหญ่  พอเข้าใจนะว่าทุกที่มันก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี  แต่...ต้องมาเจอพวกที่ชอบกระทืบคนอีกแล้วเหรอ ?
เอาเถอะ...เราเป็นเด็กสอบคัดเลือก เราได้อยู่ห้อง 7 (ที่สถานภาพในตอนนั้นห้อง 7 คือห้อง King ครับ) คงไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก...มั้ง


ทีนี้ช่วงก่อนที่จะเข้ามอบตัวนักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ เราก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเลกับพ่อแม่และญาติ ๆ  ซึ่งเราก็เล่นน้ำทะเลไปตามประสาเด็ก  แต่เผอิญว่าเล่นแบบยิงยาวถึง 6 ชั่วโมง  ผลก็คือตัวเราดำจากแสงแดดจนแทบจะถาวร (แต่ก่อนไม่ใช่คนผิวคล้ำครับ เพิ่งมาคล้ำหลังจากเหตุการณ์นี้เลย)  ทำให้ผิวหนังไหม้และเร่มลอกหลุดเป็นแผ่นไปทั้งตัว  เป็นยันใบหน้า
ซึ่งไม่คิดเลยว่านี่จะกลายเป็นชนวนของความทรงจำแย่ ๆ ในโรงเรียนแห่งนี้...


พอเข้าเรียน ม.1 สิ่งที่เราเจอคือเพื่อนในห้องที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าพวกนั้นที่เรียนในโรงเรียน  และเราก็ได้รู้จักเพื่อนกลุ่มใหม่ที่นิสัยดีและรับฟังเรามากขึ้นกว่าแต่ก่อน  เริ่มทำความรู้จัก  เริ่มคิดไปเองว่าเราคิดถูกแล้วที่มาเรียนที่นี่

แต่เปล่าเลย  เหตุการณ์ซ้ำซากบางอย่างเกิดขึ้นในช่วง ม.1 นี่เอง
ในช่วงชีวิตมัธยมต้นเรายังเป็นหนึ่งในคนที่หัวดีแนวหน้าของห้องอยู่ แต่ด้วยประสบการณ์เรื่องเพื่อนแบบนั้นทำให้เราไม่ได้คิดจะเข้าหากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ เราเลยเป็นพวกมนุษย์เดินไปทั่ว จะไหลไปไหนคุยกับใครก็ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีจังหวะที่เพื่อนทิ้งให้เราอยู่คนเดียวในห้องเป็นคนสุดท้าย โดนเมินเวลาคุยกับคนอื่น ๆ เวลาถึงช่วงลอกการบ้านหรือทำชีทส่งก็จะมีคนมารอลอกเราอยู่ แต่พอเราต้องการความช่วยเหลือก็กลับไม่มีใครตอบสนอง


และอย่างที่บอกว่าวันที่มอบตัวเราไปมอบในสภาพผิวหนังไหม้ลอกไปทั้งตัว  เพื่อนในห้องก็เลยไม่มีใครเรียกด้วยชื่อเล่นหรือชื่อจริงแบบย่อ  แต่ดันเรียกเราว่า "ไอ้หน้าลอก" แทนน่ะสิ...
แล้วไม่ใช่ว่าเรียกกันเล่น ๆ ซะเมื่อไหร่  มันเรียกกันทั้งปี  แล้วเรียกด้วยท่าทางล้อเลียนก็มี  เรียกด้วยความกวนตีนก็มีเหมือนกัน
อย่างที่เขียนไว้ในตอน 1 ว่าเราโดนเพื่อนแกล้งและล้อมาอย่างหนัก  เราก็เลยอาจจะมีสีหน้าไม่พอใจหรือตอบกลับไปแบบไม่พอใจบ้าง  ขนาดบอกว่าให้เลิกเรียกพวกนี้มันก็ไม่เลิก แต่อย่างน้อยเราก็ยังคงเชื่อในสิ่งที่แม่และพี่สาวสอน คือเมื่อเราโดนแกล้งก็พยายามอย่าตอบโต้

โดยเฉพาะมีเพื่อนคนหนึ่ง มันเป็นคนที่ชอบดูมวยปล้ำ WWE มากและช่วงแรกมาเราก็สนิทกันเพราะสนใจเรื่องการ์ตูนเหมือนกัน  แต่...เหมือนคนนี้เขาจะเป็นซาดิสม์หน่อย ๆ  จังหวะไหนที่มันคึกขึ้นมามันก็ทำท่ามวยปล้ำใส่เรา  ทั้งจับล็อคคอ จับบิดคอ ต่อยแขน ทำแบร์ฮัค ทำท่าประหลาด ๆ ที่ใกล้เคียงมวยปล้ำ แล้วมันก็จะชอบใจที่ได้ทำ  คือ...กูเจ็บไงเพื่อน  แต่ก็ไม่อยากตอบโต้เพราะแม่สอนมา  มีอยู่เดือนนึงโดนไอ้นี่เล่นท่ามวยปล้ำมาก ๆ เข้าจนตัวเขียวเป็นจ้ำไปหมด

แต่ก็นะ...โดนมาก ๆ ใครมันจะไปทนไหวล่ะ ?
พอมันโดนเรียกโดนล้อมาก ๆ เข้า โดนท่ามวยปล้ำเยอะ ๆ เข้า เราก็เริ่มโกรธและแสดงอาการไม่พอใจเป็นระยะ  ช่วงแรกเราเลือกที่จะเดินหนีออกมาจากห้องไปสงบสติอารมณ์ที่อื่น  แต่ก็ไม่วายที่ไอ้พวกที่มีปัญหาจะตามไปกวนตีนประชดประชันต่อหน้าให้โมโหยิ่งกว่าเดิมอีก
จนหลัง ๆ เราเริ่มโดนหนักขึ้น  ก็เริ่มมีขึ้นเสียง เริ่มกระแทกข้าวของประชด  จนเริ่มหยิบเอาของใกล้ตัวมาเป็นอาวุธป้องกันตัวเหมือนที่เคยทำในสมัยอนุบาลกับประถม  แปรงลบกระดาน เก้าอี้ โต๊ะ หนังสือ กระเป๋า  อะไรคว้าได้ใช้หมด และผลที่เกิดขึ้นก็คือทุกคนเริ่มตีตัวออกห่างหลังจากที่เราแสดงอาการแบบนี้เพื่อป้องกันตัวเองบ่อย ๆ


บางสิ่งที่มีเพิ่มเติมช่วงนี้ก็คือเรื่องของ "ความรัก"
เพราะหลังจากย้ายโรงเรียนเราก็เริ่มให้ความสนใจในเพศตรงข้ามมากขึ้น  แล้วช่วงประถมที่ผ่านมาเราไม่เคยมีเรื่องกับเพื่อนผู้หญิงทำให้เราไม่มีอคติอะไรกับผู้หญิงในห้องเลยสักนิด และมันก็ทำให้เมื่อมีคนทำดีกับเราสักหน่อยเราก็จะตกหลุมรักคน ๆ นั้นเข้าได้ง่าย ๆ นั่นเอง

แต่ปัญหาสำคัญก็คือทุกครั้งที่เราเจอเหตุการณ์เดิม ๆ เราก็จะเริ่มแสดงอาการต่อต้านอย่างข้างต้น  นั่นแหละ...หน้าตาก็จัดว่าน่ากลัวอยู่แล้ว แล้วยังแสดงอารมณ์โมโหร้ายปาข้าวของทั้งในห้องและลับหลัง  ใครมันจะกล้าชอบเราล่ะ ?

ยังไม่ทันจะสารภาพรักกับสาวเจ้าหรอกครับ...เพื่อนก็ชิงเอาไปบอกเจ้าตัวก่อน  แล้วไม่รู้เป็นอะไรเหมือนกันเวลาที่ผู้หญิงรู้ว่ามีคนมาชอบแล้วไอ้คนนั้นดันเป็นเรา  พวกเธอก็เลยเลือกที่จะไม่มองหน้า แสดงอาการไม่พอใจ หลบตา บางทีมีด่าเราด้วยว่าให้ไปไกล ๆ

นั่นแหละครับ...กับเพื่อนยังพอว่าเพราะโดนมาเองจนชินแล้วกับเรื่องพวกนี้
แต่คราวนี้โดยหญิงที่หลงรักเท โดนด่าให้ไปไกล ๆ  โดนเมินร่วมครึ่งปี คุยไปก็ไม่ตอบ  คุณว่าคนอย่างเราที่มีปมในใจเรื่องเพื่อนและพฤติกรรมการเข้าสังคมจะเป็นไงล่ะ ? (นี่ยังไม่นับที่โดนรุ่นพี่ในโรงเรียนไถตังค์เป็นครั้งคราวอีกนะ)

ไม่ว่าจะเหตุการณ์แบบไหน ทั้งจากเพื่อน จากหญิงที่ชอบ หรือแม้กระทั่งจากรุ่นพี่ที่ชอบแกล้งรุ่นน้อง มันก็ยิ่งตอกย้ำปมในใจเพิ่มเข้าไปอีก
ว่าเราไม่ใช่คนที่สังคมต้องการ ไม่ควรคบกับใครทั้งนั้น  ไม่ควรจะสนิทกับใคร  อยู่ห่างจากทุกคนแล้วทำตัวแบบไปทั่วทุกกลุ่มน่ะดีแล้ว


หลังจากนั้นพอขึ้น ม.2 ก็เริม่มีการย้ายห้องของนักเรียนที่ทำคะแนนไม่ถึงเกณฑ์  เพื่อนหลายคนที่รังควาญเราในช่วง ม.1 ก็ทยอยย้ายไปห้องอื่นและไม่ได้เจอกันบ่อย  เพื่อนคนใหม่ ๆ ที่เรียนเก่งก็เปลี่ยนเข้ามา  แต่...ก็ยังโดนแกล้ง โดนล้อว่า "ไอ้ลอก" (ทั้งที่มันผ่านมาเป็นปีแล้วนะเนี่ย) โดนหญิงเท โดนไถตังค์ โดนหลอกให้ทำงานกลุ่มคนเดียว (ดีที่ตอนนี้ไม่มีใครโยนความผิดว่าเราคือคนที่ไม่ได้ทำคนเดียวเหมือนตอนประถม) ฯลฯ
แต่ยังดีหน่อยที่มันน้อยลงกว่าเดิม...นิดนึง  แต่ปฏิกิริยาที่เราตอบสนองไปมันเป็นเท่าเดิม  ผลก็คือเพื่อนในห้องก็ยังตีตัวออกห่าง  ดีขึ้นหน่อยคือมกลุ่มเพื่อนสิงกับเขาสักที  แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังคุยกันคนในกลุ่มไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะคนอื่นคุยเรื่องละคร เรื่องเกม เรื่องรายการทีวี  แต่เราน่ะคุยได้แค่เรื่องการ์ตูนกับเรื่องเรียนเท่านั้นเอง

อ้อ  มีอีกเรื่อง คือ มีเพื่อนคนหนึ่งมันยืมเงินเราต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีเป็นเงิน 500 บาทถ้วน  และทุกวันนี้มันก็ไม่ใช่คืนอีกเลยโดยให้เหตุผลสั้น ๆ ว่า "กุให้คืนเฉพาะคนที่ไม่ย้ายโณงเรียนตอน ม.ปลาย โว้ย"  ตามนั้น...


จากที่เล่า ๆ มามันดูไม่ค่อยมีอะไรใช่มั้ยล่ะ ?
มันดูเป็นการแกล้งกันตามปกติที่เราเป็นฝ่ายคิดมากไปเองเพราะมีปมจากเรื่องเก่า  ถูกมั้ย ?

แต่...มันมีเหตุการณ์ระดับ Big Event ในโรงเรียนนี้เกิดขึ้นกับเรา  เป็นเรื่องที่เพื่อนในห้องเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเคยเจอเรื่องนี้  คนที่รับรู้เรื่องนี้ในตอนนั้นมีแต่เราและพ่อแม่เท่านั้น  (ตอนหลังคนที่รู้จะมีเพื่อนที่สนิทในยุคปัจจุบันด้วยเหมือนกัน)



เรื่องของเรื่องคือตอน ม.2 เนี่ยห้องเรากำลังรอเข้าห้องเรียนกัน  เพราะคาบก่อนหน้าเลิกเรียนเร็วก็เลยเดินมาเรียนที่ห้องนี้กันก่อนเวลา  ช่วงเวลานั้นก็รอหน้าห้องกันไป
ระหว่างรอเปลี่ยนคาบเรียนเราก็ยืนคุยกับเพื่อในห้องตามปกติ  แถมช่วงหลัง ๆ มานี้ไม่ค่อยมีเรื่องกับใครเท่าไหร่แล้ว

แต่ในจังหวะที่กำลังยืนอยู่นั้นเอง  มีไอ้สารเลวคนหนึ่งจากห้องเรียนข้าง ๆ เดินเข้ามาทางข้างหลัง  แล้วจับเราหัวเราบิดคอดัง กรึ๊ก !

บอกตรง ๆ ว่า "เจ็บฉิบหาย ! "
ถ้านี่คือการแกล้งกันระหว่างเพื่อนฝูงที่รู้จักกันหรืออยู่ห้องเดียวกัน  อันนี้ยังพอเข้าใจได้...อาจจะแค่โวยวายไปตามเรื่องตามราว
แต่ไอ้คนที่มันเดินมาบิดคอเราเนี่ย...เราไม่รู้จัก !
มันเป็นใคร มาจากไหน เรียนก็เรียนกันคนละห้อง  ไม่เคยคุย ไม่เคยเห็น  คือ...ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันมาก่อนล่วงหน้า  เอาจริง ๆ คือขนาดตอนมันบิดคอเรายังจำหน้าไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเราก็เลือดขึ้นหน้าสิ  จู่ ๆ มึงก็มาปิดคอทั้งที่ไม่รู้จักกัน  เราจึงหันกลับไปก็พบว่ามันเดินกลับเข้าไปในห้องที่มันเรียน  พร้อมกับได้ยินเสียงคนในห้องเรียนนั้นหัวเราะกันยกใหญ่  เดาได้ไม่ยากเลยว่าไอ้พวกนี้เป็นกลุ่มเดียวกันแน่  เราจึงเดินตามเข้าไปในห้องเรียนนั้นซึ่งไม่แน่ใจว่ามีอาจารย์สอนอยู่ในนั้นหรือเปล่า  แต่เราคว้าเอาเก้าอี้นักเรียนตัวหนึ่งขึ้นมาแล้วจับฟาดไปกลางวงของใครก็ตามที่มันกำลังขำเมื่อกี๊

โครมมม !!

หลังจากนั้นเสียงที่ตามมาจากไอ้พวกนี้ก็คือ...
"อ้าวไอ้สัตว์  มึงจะเอาเหรอ ? "
"เหี้ยอะไรของมึงเนี่ย ?! "
ฯลฯ (จำได้แค่นี้แหละ)
นั่นแหละครับ  เสียงก่นด่าดังสวนขึ้นมาทันที  พร้อมกับพวกมันลุกขึ้นมากะจะเอาเรื่องเราตอนนั้นเลย เราจึงยอมเดินออกจากห้องกลับไปรอเข้าเรียนตามปกติ  แล้วเรื่องก็จบไป...

...ซะที่ไหนล่ะ ?!

หลังจากเรื่องในวันนั้นจบลง  เราก็ได้เจอกับไอ้กลุ่มนักเรียนนักเลงกลุ่มนี้อยู่เรื่อย ๆ  เดินไปตรงไหนก็ต้องเจอพวกมันยืนอยู่  และทุกครั้งที่มันเห็นเรา (แม้เราจะเห็นก่อนหรือไม่ก็ตาม)  มันก็จะเดินเข้ามาหาเรื่อง  ท้าให้ต่อยกับพวกมันโดยที่เรายืนอยู่ในวงล้อม  เดินมาบิดคอเหมือนกับที่ทำในวันนั้น   เดินมาเอาถุงคลุมหัวแล้วรุมตบ (คือถ้าสนิทก็ไม่ถือหรอก เพราะเพื่อนในห้องบางทีมันก็เล่นงี้)  โดนพวกมันไถตังค์ (ขนาดทั้งตัวมีอยู่บาทเดียวมันก็ยังเอาเลย  คือมันจะไถเอาสนุกน่ะ)

ส่วนโดนบ่อยขนาดไหนน่ะเหรอ ?
โดนตอนเข้าแถวหน้าโรงเรียนช่วงเช้า
โดนช่วงพักกลางวัน
โดนช่วงเย็นตอนกลับบ้าน
ถ้าฟลุ๊คหน่อยเจอกันตามทางเดินระหว่างเรียน หรืออาจจะบังเอิญเจอกับพวกมันก็เล่นเราได้ทุกเวลา  มีโอกาสจะเจอไอ้พวกสารเลวนี่ได้ตลอด
เจออยู่แบบนี้ 1 ปี  ตั้งแต่ ม.2 เทอม 2 ตอนกลาง ๆ เทอม  ถึง ม.3 ช่วงขึ้นเทอม 2 น่ะครับ

คนอื่นน่ะคงไม่รู้เพราะทุกครั้งที่เราเจอไอ้พวกนี่เราจะอยู่คนเดียวเสมอ  เหมือนพวกมันรู้ว่าจังหวะไหนเราเดินคนเดียว จังหวะไหนเราจะไปไหน  มันตามราวีจนไม่เป็นอันทำอะไร
บางวันโดนพวกมันไถตังค์ไปจนไม่มีเงินกินข้าว  และทำให้ได้สัมผัสความหิวที่ต้องทนกินน้ำก็อกโรงเรียนประทังเหมืนกับในโฆษณาทีวีที่พูดถึงเด็กจน ๆ บางคนเลย
แล้วอย่างที่บอกไปแต่แรกว่าเราไม่สู้คน  เลี่ยงได้ก็เลี่ยง (แต่ไม่ค่อยสำเร็จหรอก)  ยิ่งภายหลังรู้ว่าไอ้พวกนี้อยู่ห้อง 12 ก็ยิ่งพยายามทำไงก็ได้ให้ห่างจากแถวตอนเช้าหรือห้องเรียนที่ห้อง 12 เรียนอยู่  ซึ่งหลายครั้งที่แม้พยายามจะหลบเลี่ยงแต่พอพวกมันเห็นก็วิ่งตามมาเอาเรื่องอยู่ดี

เจอหนักขนาดนี้ สิ่งที่เราทำก็คือ "เงียบ" ครับ
เราไม่ปริปากเล่าเรื่องหรือฟ้องอาจารย์คนไหน   ไม่แม้แต่จะบอกกับพ่อแม่ของตัวเองด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลที่ดูงี่เง่ามาก ๆ ก็คือ "ไม่อยากถูกล้อว่าเป็นไอ้ขี้ฟ้องแบบตอนประถมอีกแล้ว"
เราก็ได้แต่คิดว่ายอมโดนตามราวีมาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ พวกมันก็คงจะเลิกราไปเอง  แต่เปล่าเลย...มันตามทำแบบนี้จนเราขึ้น ม.3 เทอม 2 อย่างที่บอกตอนแรกนั่นเอง


ถ้าถามว่าเรื่องนี้จบลงอย่างไร
เรื่องนี้จบเพราะ "แม่" ของเราเป็นคนช่วยไว้ครับ
มีวันหนึ่งที่แม่เขาสังเกตอะไรบางอย่างในตัวเราเข้า  แล้วจู่ ๆ ก็ถามขึ้นมาว่าเรามีอะไรปิดบังอยู่รึเปล่า ?  ไอ้เราด้วยท่าทีที่ไม่อยากถูกล้อว่าเป็นคนขี้ฟ้องอีกแล้วก็เลยไม่บอกครับ
แต่แม่ของเรามีสกิลการอ่านใจได้แบบ 100% (เราไม่เคยโกหกแม่สำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว)  เขาพยายามเค้นถามหนัก ๆ เข้าจนในที่สุดเราก็ยอมเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟังโดยละเอียด  แต่ในใจก็คิดว่าเล่าไปก็คงไม่น่าเกิดอะไรขึ้น  เพราะนี่มันเป็นชีวิตวัยมัธยม เรื่องในช่วงนี้เราต้องดูแลเองไม่ใช่ว่าพึ่งพาแต่พ่อแม่  ก็เลยเล่าแล้วปล่อยผ่านไปเหมือนไม่เคยพูดให้ใครฟัง

ผลปรากฎว่าพอวันรุ่งขึ้น  เราก็ไม่เคยเจอไอ้พวกเวรที่มาหาเรื่องเราเป็นปี ๆ อีกเลย  ไม่ได้เห็นหน้า  ไม่เคยเห็นในรัศมีสายตา  จู่ ๆ ชีวิตก็กลับมาปกติสุขอย่างไม่น่าเชื่อ  และก็ไม่ถูกใครแกล้งอีกเลย  เหมือนไอ้พวกนั้นโดนผีลักซ่อนไปแล้วงั้นแหละ

และนั่นคือการโดนแกล้งครั้งสุดท้ายในชีวิตรั้วโรงเรียนตอนมัธยมต้นครับ...


เรื่องราวเหล่านี้ผ่านไปหลายปีมาก...
จนกระทั่งมีวันหนึ่งไม่รู้นึกคึกอะไรขึ้นมาก็ย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องที่เคยโดนบิดคอเนี่ย
เราก็เลยบอกกับแม่ว่าวันนั้นหลังจากบอกแม่ไปพวกมันก็ไม่เคยมายุ่งกับเราอีกเลย  แปลกจัง เหมือนมีใครไปสั่งห้ามมันซะงั้นแหละ

และแม่ก็พูดกลับมาว่า "จะมายุ่งได้ไง ก็วันรุ่งขึ้นแม่ไปฉะมันที่โรงเรียนน่ะสิ"

อ้าว ?  แม่ไปโรงเรียนด้วยเหรอ ?  ทำไมเราไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่าแม่เคยไปเคลียร์เรื่องพวกนี้


แม่เล่าให้ฟังว่าหลังจากที่เราเล่าให้แม่ฟังทุกอย่าง  วันต่อมาแม่ก็ไปโรงเรียนโดยที่ไม่ได้บอกเราเพื่อไปพบฝ่ายปกครอง  และบังเอิญว่าอาจารย์ที่อยู่แถวนั้นเห็นแม่เข้า แถมรู้จักกันอยู่แล้วจนเข้าขั้นสนิทเพราะเคยเป็นศิษย์อาจารย์ของโรงเรียนนี้มาก่อน

อาจารย์ท่านนั้นถามแม่ว่ามาทำอะไรที่โรงเรียน
แม่ก็ตอบว่า "ก็มาเรื่องลูกหนูน่ะสิ"
(แม้อาจารย์ท่านจะถามกลับมาอีกว่า "อ้าว ?! เอ็งมีลูกด้วยเหรอวะ ? " ตามประสาคนสนิทก็ตาม)

อาจารย์ท่านนั้นพาแม่ไปที่ห้องฝ่ายปกครอง  และชี้แจงเรื่องของเราให้อาจารย์ในนั้นฟังอย่างละเอียด  พร้อมบอกเลขห้องเสร็จสรรพ  ทางฝ่ายปกครองจึงได้เรียนอาจารย์ประจำชั้นของห้อง 12 มาพบที่นั่นด้วย  จากนั้นแม่ก็ได้เรียกร้องให้ทางอาจารย์ประจำชั้นจัดการกับไอ้พวกนี้ด้วย  ซึ่งทางอาจารย์ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนกับมาตรการจัดการไอ้พวกนี้
แม่เราจึงขึ้นเสียงกับอาจารย์ฝ่ายปกครองและอาจารย์ประจำชั้นไป  ประมาณว่า "ไม่รู้นะ ยังไงก็ต้องจัดการไอ้พวกนี้ให้ได้  มันรังแกลูกหนูแบบนี้หนูไม่ยอม  และบอกเลยนะ...ถ้าอาจารย์จัดการให้ไม่ได้เดี๋ยวกูจัดการเอง !  กูจะยิงแม่งให้หมดทุกตัวเลย ! "

และหลังจากแม่ได้ลั่นวาจาไป ทางโรงเรียนก็คงไปทำอะไรสักอย่างกับไอ้พวกนั้น  ไป ๆ มา ๆ พวกมันก็หายไปจากสารบบชีวิตของเราโดยถาวร แม้ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่ามีชะตากรรมชีวิตเป็นไง   สิ้นสุดนรก 1 ปีของเราไว้เพียงเท่านี้

บอกตรง ๆ ว่าตอนฟังแม่ครั้งแรกเล่นเอาอึ้งไปพักใหญ่เหมือนกัน  เพราะไม่คิดว่าแม่จะใจเด็ดขนาดนี้มาก่อน (จริง ๆ ก็รู้กิตติศัพท์ของแม่ในโรงเรียนนี้มาบ้าง แต่เคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องโม้กันในหมู่เพื่อน...ที่แท้ของจริงนี่หว่า)
แม่นี่เก่งเนอะ  เลี้ยงเราให้รอดพ้นจากโรคภูมิแพ้ร้ายแรงตอนเด็กที่เล่นเอาจะตายแหล่ไม่ตายแหล่ เลี้ยงดูเราอย่างดี ปรึกษาและพึ่งพาได้เสมอ แม้แต่เวลามีเรื่องแม่ก็ยังไปช่วยลูกที่อ่อนแอคนนี้ได้ซะอย่างนั้น



จากนั้นเรื่องราวการถูกกลั่นแกล้งก็หายไปจากชีวิตของเราแทบจะทั้งหมดหลังจากตัดสินใจย้ายไปสอบคัดเลือกเรียน ม.ปลาย ที่โรงเรียนในตัวเมืองภายใต้โครงการพิเศษเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงนั้นจึงไม่มีอะไรที่รุนแรงสักเท่าไหร่

ถ้าจะว่ากันตามจริง...มีครั้งหนึ่งที่โดนแกล้งคล้าย ๆ กับตอน ม.ต้น เลย
แต่เรื่องส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เราก่อเรื่องขึ้นมาจากความผิดปกติในจิตใจเรื่องการโดนกลั่นแกล้งนี่แหละกลายเป็นปมใหญ่ในใจ กลายเป็นมะเร็งกัดกินความคิดและการกระทำของเราให้บิดเบี้ยวกว่าที่ควรจะเป็น  บทบาทของเราได้สลับจากเหยื่อที่ถูกล่าตามรังควาญกลายเป็นมนุษย์เจ้าปัญหา (ในทางที่ไม่ดี) ไปซะเฉย

จากคนถูกกระทำ กลายเป็นคนที่กระทำคนอื่น
จากเด็กคนหนึ่งที่ไม่คิดอะไรมากกับโลก  กลายเป็นคนเก็บกดซึมเศร้าดราม่าเรียกร้องความสนใจจนไม่เป็นตัวของตัวเอง  ชีวิตออกจะสงบสุขแต่จิตใจกลับทุกข์ถนัดซะงั้น

เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเล่าให้ได้รับทราบกันในตอนถัดไปครับ
ปล. ขนาดมีเรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตบ้าง  ยังไม่ช่วยให้รู้สึกกับเพื่อนดีขึ้นเลย  ให้ตายเถอะ
SHARE
Written in this book
Bad View
รวมเรื่องเล่าประสบการณ์และการถอดบทเรียนจากสิ่งเลวร้ายในชีวิต
Writer
ctlunatica
Writer, Digital Illustrator
Just a newbie about writing & digital painting. :v

Comments