ความเศร้าที่ค่อยๆพาเขาจากไป - ร่วมเรียนรู้ที่จะพูดในใจว่า 'อย่าไปเลยนะ'
     คงเป็นเรื่องยากที่จะไม่พูดคำว่า ‘เลิกคิดแบบนี้เถอะ’ เมื่อเราอยากลบความคิดที่อยากจากโลกใบนี้ไปของเขา ไม่ง่ายเลยที่จะห้ามตัวเองไม่ให้พูดคำว่า ‘อย่าคิดมาก’ ในเมื่อเราไม่ต้องการให้ความคิดใดมาทำร้ายหัวใจของเขาอีก

    ปัจจุบันเราได้เห็นบทความเรื่องการรับมือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือ คำต้องห้ามที่ไม่ควรกล่าวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากันบ่อยๆ แต่ข้อปฏิบัติเหล่านั้นอาจไม่สามารถแวะเวียนเข้ามาในสมองของเราได้ในเวลาที่คนใกล้ตัวของเราบอกว่าอยากจะจากไป เพราะเมื่อเวลานั้นมาถึงเรามักใช้หัวใจรับฟัง แต่ทฤษฎีหรือข้อแนะนำที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์จริงไม่ควรถูกแยกออกจากกัน สารคดีเรื่องนี้จึงขอนำคำแนะนำจากบทความเรื่อง ‘โรคซึมเศร้าโดยละเอียด’ ของศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาบอกเล่าไปพร้อมกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับบุคคลสามคนที่เคยผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมา
     คุณหมอมาโนชให้คำแนะนำสำหรับญาติและคนใกล้ชิดผู้ป่วยไว้ว่า
ญาติมักจะรู้สึกห่วงผู้ที่เป็น ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ซึมเศร้ามากขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เรื่องที่มากระทบก็ดูไม่หนักหนา ทำให้บางคนพาลรู้สึกโกรธ ขุ่นเคือง เห็นว่าผู้ป่วยเป็นคนอ่อนแอ เป็นคน ‘ไม่สู้’ ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงต้องเศร้าเสียใจขนาดนี้ด้วย ท่าทีเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกว่าตัวเองยิ่งแย่ขึ้นไปอีก เกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระแก่ผู้อื่น และทำให้จิตใจยิ่งตกอยู่ในความทุกข์
     รุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า แม้เธอจะได้รับยานอนหลับและยาปรับสารเคมีในสมองจากจิตแพทย์ แต่อาการของโรคซึมเศร้าและความทุกข์ที่วนเวียนรอบๆ เธอไม่ได้จางหายไปรวดเร็วเหมือนการกลืนยา อาการของโรคเคยนำเธอไปสู่จุดที่ต้องการจบปัญหาทั้งหมดด้วยความตาย “เราเล่าให้เพื่อนสนิทฟังทุกอย่างว่าเรากำลังเป็นอะไร รู้สึกยังไง เพื่อนคนหนึ่งฟังแล้วถามเราว่า ทำไมไม่รักตัวเอง ทำไมไม่คิดถึงคนที่รักเราไว้ เรารู้ว่าเขาเป็นห่วงและรักเรา แต่เราไม่สามารถคิดอะไรดีๆ หรือคล้อยตามเขาได้เลย มันกลายเป็นความรู้สึกกดดันมากกว่าว่า เรากำลังทำให้เขาเครียด ทำให้เขาไม่พอใจ”

    “ความไม่อยากอยู่ของเรามันไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ มันเป็นความคิดที่ค่อยๆ ชัดเจน และเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่ถูกเตรียมการมาอย่างดี” อีกคำบอกเล่าจากชายที่มีภาวะซึมเศร้า เขาพูดประโยคนี้กับผู้เขียนด้วยน้ำเสียงราบรื่น ไม่เหมือนคนที่อยากจะจากไปสักนิด และมันก็ฟังดูทั้งหนักแน่นและชัดเจน ยืนยันคำพูดของเขาได้ดี “เราเลือกที่จะพูดแบบนี้แค่กับคนที่รู้ว่าเขาจะเคารพเรามากพอ คนที่จะไม่พูดกับเราทำนองว่า ‘เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น’ ในขณะที่เราไม่มีทางเลือกอื่นให้ความทุกข์ได้รับการแก้ไข” เขากล่าว

      ในด้านของคนที่ต้องอยู่เคียงข้าง ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีคนใกล้ชิดอยู่ในสภาวะซึมเศร้าและรู้สึกอยากตายมากกว่าหนึ่งคน บอกความจริงอีกข้างให้ฟังว่า
“บางครั้งที่เราต้องฟังเขาบ่อยๆ เราก็เคยโมโหจนพูดกับเขาไปว่า ‘แล้วจะให้เราทำยังไงได้อีก’อารมณ์มันควบคุมยากมากๆ แต่ก็ต้องมาตั้งสติว่าควรจะพูดอะไร ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ดีทุกครั้งหรอก จริงๆ อารมณ์โมโหเหล่านั้นมันมาจากความเป็นห่วง นอกจากโมโหเขาแล้วก็โมโหตัวเองและรู้สึกผิดที่พูดอะไรให้เขารู้สึกดีขึ้นไม่ได้เลย”
    ถึงตรงนี้แล้วคุณผู้อ่านอาจจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาเหมือนกันว่า แล้วควรจะต้องทำยังไงกันแน่ล่ะ

     อาจารย์มาโนชบอกวิธีที่ฟังดูทำยากแต่ได้ผลอย่างเหลือเชื่อไว้ว่า ในช่วงภาวะวิกฤตินั้นสิ่งที่ผู้ทุกข์ใจต้องการมากๆ คือผู้ที่พร้อมจะรับฟังปัญหาของเขาด้วยความเข้าใจ อย่าเพิ่งรีบไปให้คำแนะนำโดยที่เขายังไม่ได้พูดอะไร การที่เขาได้พูดระบายออกมา เป็นการเปิดโอกาสให้ญาติได้เห็นชัดเจนขึ้นว่าปัญหา หรือสิ่งที่ผู้ป่วยเห็นว่าสำคัญคืออะไร ซึ่งอาจจะแตกต่างจากที่ญาติเคยคิดมาก่อนก็ได้ การที่ญาติมีท่าทีสบายๆ ใจเย็น พร้อมที่จะช่วย และในขณะเดียวก็ไม่กระตุ้นหรือคะยั้นคะยอเกินไปเมื่อสังเกตว่าเขายังไม่พร้อม จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายลง ไม่เครียดไปตามญาติ หรือรู้สึกว่าตนเองแย่ที่ไม่สามารถทำตามที่ญาติคาดหวังได้

     “เวลาเราไปหาจิตแพทย์ เขาจะไม่เร่งรัดเรา จะปล่อยให้เราพูด ถามความเห็นเราไปเรื่อยๆ เมื่อเขาสังเกตว่าเรื่องไหนที่เป็นตัวกระตุ้นความเศร้าของเรา เขาก็จะค่อยๆ ถามต่อ ไม่ด่วนให้คำแนะนำเร็วไป หมอเคยจับมือเราตอนที่เริ่มร้องไห้หนัก หรือบางครั้งก็ยื่นทิชชู่ให้ การกระทำเล็กๆ ทำให้เรารู้สึกได้รับความใส่ใจมาก
  
“ชีวิตจริงคนรอบข้างเราไม่ใช่หมอ และไม่ควรคาดหวังว่าเขาจะทำได้อย่างหมอ แต่ก็มีเพื่อนเราคนหนึ่งปฏิบัติกับเราแบบสบายๆ พูดกับเราด้วยคำพูดง่ายๆ อย่าง ‘ไม่เอาสิ ยังไม่ได้ไปกินขนมร้านนั้นด้วยกันเลย เคยบอกว่าอยากไปไม่ใช่หรือ’ คำพูดที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราอาจจะเข้าใจว่าฟังดูโลกสวยเกินไป แต่ตอนที่มีอาการซึมเศร้ามันกลับทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและค่อยเป็นค่อยไป”
รุ่นพี่ผู้หญิงที่เคยเป็นโรคซึมเศร้ากล่าว
      
“บางทีอะไรที่ทำให้เรายังไม่ไปก็เป็นความคิดง่ายๆ เช่น มีอะไรที่เรายังไม่ได้ทำอีก ถ้าเรายังอยู่แล้วจะได้เห็นอะไรบ้าง หรือเรื่องเล็กๆ อย่างการรอดูซีรีส์ Game of Thrones ซีซั่นต่อไป (หัวเราะ) ก็ทำให้เรารอคอยวันพรุ่งนี้ และอาจจะคอยยาวๆ ไปยันปีหน้าเลยก็ได้ ส่วนการพูดคุยกับคนรอบข้างเรา สำหรับเราแค่ถามง่ายๆ ว่า 'อยากพูดอะไรไหม’ ก็ดีมากแล้ว ไม่ต้องคาดเดาหรือคาดคั้นว่ากำลังรู้สึกอะไร แต่ไม่ได้ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว”
ชายหนุ่มกล่าว
       เช่นเดียวกับด้านของคนใกล้ชิดผู้ป่วย เธอเล่าว่าบางครั้งการที่เราและเขาละทิ้งเรื่องหนักๆ ไว้ ปล่อยให้บทสนทนาเรื่องธรรมดาทั่วไปเริ่มต้นขึ้นก่อน จะทำให้ทั้งเราและเขาผ่อนคลายมากกว่าการพุ่งประเด็นไปที่ปัญหา “มันอาจจะดูเหมือนไม่ใส่ใจที่ไม่ถามเขาว่า โอเคไหม กำลังรู้สึกแย่หรือเปล่า แต่มันไม่ใช่การทิ้งเขานะ ตราบใดที่เรายังชวนเขาคุยและตอบรับกันไปเรื่อยๆ ให้ความผ่อนคลายได้ทำงานก่อน แล้วเราก็ค่อยๆ ถามเขาในท้ายวันว่า วันนี้เป็นยังไง ถามกว้างๆ เพื่อให้เขาได้พูดสิ่งที่เขาอยากพูด บางครั้งการที่เราถามเขาว่า ‘รู้สึกดีขึ้นไหม’ หรือมุ่งตรงไปที่ประเด็นปัญหาเลย อาจจะพาเขากลับไปยังความรู้สึกนั้นโดยไม่รู้ตัว”

      เธอยังบอกอีกว่าการที่ต้องสรรหาคำพูดสวยหรูมันทำให้ทั้งเธอและคนป่วยเหนื่อย เมื่อเธอต้องพูดสิ่งเดิมซ้ำไปซ้ำมาโดยที่เขาไม่ได้ดีขึ้น วันหนึ่งมันเลยทำให้เธอรู้สึกไม่กล้าที่จะพูดว่า ‘เดี๋ยวมันจะดีขึ้นนะ’ ‘อยู่กับปัจจุบัน’ ‘พรุ่งนี้จะดีขึ้นแน่นอน’ ไปเอง
“เราจะไม่ค่อยพูดคำว่าสู้ๆ นะ เพราะรู้ว่าเขาเหมือนต่อสู้อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่บอกเขาว่าอนาคตจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น เพราะไม่อยากเห็นเขาผิดหวังถ้ามันไม่ดีขึ้น เราไม่กล้าแม้แต่บอกให้เขาอดทนด้วยซ้ำ หลังๆ เราเลยเลือกที่จะพูดว่า ‘วันนี้ทำดีแล้ว’ หรือพูดกับเขาด้วยคำชมที่ฟังดูเด็กมากๆ แบบ ‘เธอเก่งแล้ว’ มันยากนะที่เราจะพูดคำพวกนี้ แต่ถ้าเราอยู่กับเขามาตลอดเราจะอยากพูดมันไปเอง เพราะได้เห็นที่เขาอดทนกับความเศร้า เห็นว่าบางครั้งเขาก็พยายามหาทางออก เลยรู้สึกว่าเขาทำได้ดีแล้วจริงๆ”
       บทความยังระบุไว้อีกว่า ส่วนใหญ่คนป่วยมักจะบอกคนใกล้ชิดเป็นนัยๆ ญาติควรใส่ใจ หากผู้ป่วยพูดจาในทำนองสั่งเสีย ล่ำลา หรือพูดเหมือนกับไม่อยากมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะถ้าเขาไม่เคยมีท่าทีทำนองนี้มาก่อน ผู้ป่วยบางคนไม่รู้ว่าจะบอกคนอื่นอย่างไรถึงเรื่องอยากตายของตน รู้สึกสองจิตสองใจ ใจหนึ่งอยากตาย ใจหนึ่งเป็นห่วงคนใกล้ตัว จะปรึกษาใครก็กลัวคนว่าคิดเหลวไหล การบอกเป็นนัยๆ นี้แสดงว่าจิตใจเขาตอนนั้นกำลังต้องการความช่วยเหลือ ต้องการคนเข้าใจอย่างมาก

       หญิงสาวที่ทำหน้าที่เคียงข้างคนซึมเศร้าแชร์ประสบการณ์ของเธอว่า มีครั้งหนึ่งรุ่นน้องผู้หญิงของเธอโทรศัพท์มา เมื่อสอบถามก็พบว่าเครียดและร้องไห้มาเป็นเวลาหลายชั่วโมง รุ่นน้องบอกกับเธอตอนรับสายเพียงแค่ว่าอยากได้ยินเสียงของเธอ แล้วก็เริ่มร้องไห้ไปพูดไปแบบที่เธอฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง ตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าน้องกำลังมีความคิดจะทำอะไร เธอจึงพยายามฟังทุกคำพูด ตอบกลับเท่าที่ทำได้จนน้องหยุดร้องไห้และวางสายไป ผ่านเหตุการณ์นี้ไปเกือบเดือนน้องจึงมาบอกกับเธอว่า วันนั้นความคิดในหัวของน้องคือไม่อยากอยู่แล้ว แต่ก็ไม่กล้าบอกตรงๆ “ตอนที่น้องเริ่มหยุดร้องไห้เราโล่งใจที่ได้ยินเสียงหายใจของน้องแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นเขาเอาแต่สะอื้นตลอดเวลาเหมือนไม่ได้หายใจเลย พอได้คุยกันหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป น้องก็บอกว่า ยังจำได้ที่เราพูดว่า ‘เธอหายใจแล้วนะ’  ตอนนั้นน้องโทรมาเพียงเพราะอยากจะได้ยินเสียงเรา แต่กลับได้รู้ว่ามีคนดีใจแค่ไหนที่ได้ยินแค่เสียงหายใจปกติของเขา หลังจากเรื่องนี้เราก็เรียนรู้ว่าแม้เขาจะไม่ได้บอกกับเราตรงๆ แต่การกระทำของเขามีความหมายบางอย่างเสมอ ความใส่ใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ"
        ผู้เขียนชวนทั้งสามพูดคุยถึงความเศร้าที่บางคนก็ผ่านมาได้ บางคนก็ยังอยู่กับมัน ชายหนุ่มที่ยังมีมวลความเศร้าอยู่บ้างบอกกับผู้เขียนว่าครั้งหนึ่งตอนพูดคุยกับหมอ หมอเคยให้เขาพูดคำว่า ‘ผมสมควรได้รับความสุข’ “ตอนอยู่ในห้องหมอแล้วต้องพูดประโยคนี้มันยากมากๆ ตอนนั้นไม่ได้เชื่อว่าเราจะได้รับความสุขขนาดนั้น แต่ก็พยายามจะพูด ทุกวันนี้ที่ดีขึ้นบ้างแล้วก็พูดคำนั้นได้ดีขึ้น” เขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นคือการปรับเปลี่ยนมุมมอง บางครั้งเขาแบกรับความรู้สึกไว้ที่ตัวเองมากเกินไป ลองเปลี่ยนมาโทษลมโทษฟ้าด่าโลกดูบ้างก็ช่วยให้ใจของเขาเบาลง ทุกวันนี้แม้ความเศร้าจะยังแวะเวียนมาบ้าง แต่ก็สามารถพูดได้ว่าเขาดีขึ้นมากแล้ว ดีขึ้นด้วยการตามหาสิ่งที่ตัวเองยังอยากทำ เรื่องเล็กๆ ที่ยังสนุกไปกับมัน หรือแม้แต่ความฝันที่ยังไม่เป็นรูปร่างชัดเจน และความเชื่อที่อาจจะยังไม่เต็มร้อยว่าจะได้รับความสุข
        ส่วนรุ่นพี่ผู้หญิงที่ตอนนี้หายดีจากอาการซึมเศร้า ไม่ต้องกินยาปรับสารในสมองและยานอนหลับอีกแล้ว กำลังใช้ชีวิตทุกวินาทีอย่างเต็มที่ เธอบอกผู้เขียนว่า “ทุกวันนี้ที่เราใช้ชีวิตอยู่มันเป็นเหมือนโบนัส เราเชื่อว่าเราเคยตายไปแล้วจริงๆ ชีวิตที่เรากำลังใช้อยู่ตอนนี้เลยเป็นชีวิตที่คนรอบข้างคอยช่วยให้เราผ่านมาได้ เราต้องใช้มันให้คุ้ม และจะมีความสุขไปกับมัน” ผู้เขียนถามเธอว่าหากสามารถพูดอะไรกับคนที่อยู่เคียงข้างเธอในช่วงเวลานั้นได้ เธอจะบอกอะไรกับเขา “ก็คงจะขอโทษที่ทำให้เสียใจและต้องมาเป็นห่วงกันขนาดนี้ ภาวะที่เราเป็นตอนนั้นมันทำให้เราไม่อยากอยู่ ถึงมันจะดูเหมือนเราใช้อารมณ์ แต่มันก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับเราที่กำลังป่วย คนข้างๆ มีผลต่ออาการมาก จะดีขึ้นหรือแย่ลงก็อยู่ที่ความเข้าใจของคนข้างๆ ในตอนนั้นด้วย ขอบคุณนะที่อดทน และพยายามใช้ความเข้าใจผ่านทุกอย่างมากับเราจนวันนี้ ”
         ผู้เขียนถามคำถามเดียวกันนี้ในมุมมองฝั่งตรงข้ามกับหญิงสาวผู้อยู่เคียงข้างคนซึมเศร้า เธอบอกผู้เขียนว่า สิ่งเดียวที่อยากให้ทั้งเธอและเขามีคือความเชื่อใจ “คนที่อยู่เคียงข้างกันมันก็มีทั้งวันดีวันร้าย บางครั้งเรานิ่งๆ เพราะไม่อยากให้เขาเห็นความเครียดที่มาจากความเป็นห่วง บางครั้งเราก็ไม่อยากร่าเริงเกินให้เขาต้องอึดอัด บางครั้งเราก็พูดมากไปจนน่ารำคาญ ทุกๆ วันเราพยายามหาคำพูดที่ดีที่สุดมาให้ ซึ่งหลายครั้งมันออกมาเป็นความเงียบเพราะคิดไม่ออกจริงๆ ว่า สิ่งที่จะทำให้เขาดีขึ้นได้หรือเหมาะสมกับภาวะของเขาในแต่ละวันคืออะไร เราไม่อยากพูดอะไรที่ไม่ดีพอเพราะเท่าที้เขารู้สึกอยู่ก็คงแย่มากพอแล้ว
    
แต่ไม่ว่าเราจะเงียบหรือพูดคำไหนออกไป สิ่งที่อยากบอกกับเขาทุกเวลาก็คือ เขาวันนี้แค่มีความเศร้าที่ควบคุมไม่ได้ เขาเองก็ไม่ได้อยากให้ความเศร้ามากั้นเราไว้ แต่ไม่ว่าวันนี้เขาจะขี้หงุดหงิด จะไม่อยากอยู่ จะรู้สึกแย่ลงหรือเป็นอย่างไร ทุกๆ วันเราก็จะคอยมองหาแต่เขาคนที่อยู่ข้างในนั้น คนที่ความเศร้ามาบังไว้ หัวใจเราจะมีความหวังอยู่เสมอว่าเขาคนนั้นจะไม่เป็นไร”
        คำพูดและการกระทำของเรามีผลทางใดทางหนึ่งต่อความรู้สึกของคนเป็นโรคซึมเศร้า มันจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเสมอเวลาที่จะเอ่ยหรือแสดงท่าทีอะไรออกไป ช่วงเวลาหนึ่งที่คนซึมเศร้าหลายๆ คนต้องเจอ คือช่วงเวลาที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจอยากจากไป เมื่อนั้นหัวใจคนที่อยู่เคียงข้างเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากเป็นห่วง รัก และอีกหลายความรู้สึกที่ทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องสื่อสารยังไงถึงจะดีที่สุดสำหรับสองฝ่าย แต่ทุกท่าที ไม่ว่าจะแสดงออกไปดีหรือร้าย น้ำเสียงทุกเวลา ไม่ว่าฟังดูโมโหหรือโล่งใจ แม้กระทั่งความเงียบในเวลาที่คิดอะไรไม่ออก ก็อาจจะมีความหมายเหมือนกันเพียงแค่ว่า ‘อย่าจากไปเลยนะ’ ก็ได้



SHARE

Comments