#ReadAndLearn ไทยๆในโลกล้วนอนิจจัง
เป็นหนังสือที่รวบรวมความเชื่อไทยๆที่เข้าใจผิดกันมานานหลงคิดกันไปเองว่าเป็นของ "ไทย" แล้วแท้จริงแล้วกลับไม่ใช่ บ้างก็หยิบของเค้ามาใช้ บ้างก็ยืมของเค้ามาลอก บ้างก็เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่แล้วก็ใส่ป้ายความเป็นไทยลงไปหลอกไทยด้วยกันว่านี่แหละคือความเป็นไทยแท้ หรือไทยเดิมๆแต่โบร่ำโบราณ

เขียนโดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ หนึ่งในนักเขียนของ the matter ที่เล่าประวัติศาสตร์ที่นอกจากจะแค่ไม่หลับเหมือนตอนเรียน สปช. (ใครทันเรียน สปช. บ้างนะ) แต่ยังสนุกเหมือนดูช่อง 9 การ์ตูนตอนเช้าวันเสาร์ยังไงยังงั้น ขอสรุปสั้นๆย่อๆในบางหัวข้อเพื่อกระตุ้นความจำตัวเองให้เก็บลงในสมองได้ลึกขึ้นแล้วกัน

เริ่มด้วยเรื่องแรกของเล่มกับ..
"ยิ้มสยาม" คือยิ้มให้ใคร แล้ว "สวัสดี" คือคำเก่าไทย หรือว่าใครเพิ่งประดิษฐ์?
.
ความจริงแล้วเมืองไทยหาใช่เมืองยิ้มให้กับแต่โบร่ำโบราณแต่อย่างไร แต่เพิ่งจะมาได้รับฉายา "ยิ้มสยาม" ก็จากเมื่อฝรั่งมังค่ามาย่ำเมืองไทยในสมัย ร.5 ไปนี่เอง ด้วยความที่คนไทยมักจะ "ยิ้ม" แบบ "แหยๆ" ให้ฝรั่งทุกครั้ง ก็ด้วยความกลัวและไม่รู้จะทำตัวอย่างไรกับยักษ์หัวทองเหล่านี้ (เมื่อเทียบกับคนไทยส่วนใหญ่มักตัวเล็ก) เลยทำให้ฝรั่งนิยามให้ไทยว่า "สยามเมืองยิ้ม" จนเป็นสโลแกนที่ไทยก็รับมาใช้จนถึงทุกวันนี้ และอีกหนึ่ง "ยิ้ม" ที่ทำให้ไทยกลายเป็นเมือง "ยิ้มสยาม" อีกแรงก็ด้วยการ "ยิ้ม" แบบ "เหยีดๆ" ให้กับชาติไกล้เคียงอย่าง ลาว พม่า เขมร ที่ไทยมองว่าด้อยกว่า ก็เลยเป็นอีกหนึ่งที่มาที่ต่างชาติต่างขนานนามให้ว่า "Land of Smile" นั่นเอง ส่วนการไหว้นั้นก็เป็นท่ามาจาก "แขก" ที่เรียกว่า "นมัสการมุทรา" ไทยเรารับเอาการไหว้นั้นมาเพื่อไหว้พระ จนเป็นคำติดปากคนแก่คนเฒ่าที่เรามักคุ้นหูว่า "ไหว้พระเถอะหลานเอ้ย" เพราะแต่ก่อนเราเอามาไหว้พระ เพิ่งจะนำมาปรับใช้ไหว้คนตอนหลังนี่เอง และส่วนคำว่า "สวัสดี" นั้นก็เอามาจากภาษาสันสกฤต "สวสฺติ" แถมยังใช้แค่กับคนบางกลุ่มในคณะอักษรจุฬา จนไปๆมาๆ จอมพล ป. นายกไทยในสมัยนั้นเกิดได้ยินแล้วถูกหู ก็เลยเอามาประกาศให้เป็นคำทักทายของชาติไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2486 ฉะนั้นคำว่า "สวัสดี" และการ "พนมมือไหว้" ก็ไม่ใช่อะไรที่เป็นไทยแบบ OG อย่างที่เข้าใจกัน


ว่าจะเขียนสรุปนิดเดียวแต่เขียนไปเขียนมากลับยาวซะงั้น ขอปิดท้ายอีกเรื่องด้วยเรื่องสุดท้ายของเล่มก็แล้วกันกับ..
..ต้นกำเนิด รด. ไทย ฝึกไว้ให้ไปรบ แล้วพอสงครามจบ จะฝึกไว้รบกับใคร?
.
แรกเริ่มเดิมทีมันมาจากการฝึกเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมรบในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบ ที่ยังไม่ได้เรียกว่า รด แต่เรียกว่า "ยุวชนทหาร" แทน หน้าที่หลักๆก็คือเอาเด็ก 15-17 ปีมาฝึกเพื่อช่วยทหารรบ หรือช่วยในการปฐมพยาบาลให้กับทหารตัวจริง แต่พอเริ่มฝึกได้ไม่นานไทยก็โดนญี่ปุ่นบุกทางภาคใต้ แต่ก็ได้ยุวชนทหารเหล่านี้แหละที่ช่วยสกัดตรึงกำลังขอญี่ปุ่นไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนกระทั่ง..ไทยประกาศร่วมรบกับญี่ปุ่นออกไปหลังจากนั้นไม่กี่วัน เลยทำให้การสู้รบด้วยชีวิตของยุวชนทหารเหล่านั้นกลายเป็นหมัน แต่ออกมาทำเป็นหนังแทนไป จนสงครามโลกครั้งที่ 2 จบได้ไม่นานการฝึกยุวชนทหารเหล่านี้ก็ถูกยกเลิกไปในปี 2490 เนื่องด้วยงบประมาณถูกตัด แต่ผ่านไปแค่หนึ่งปีโครงการฝึกเดิมก็กลับมาในชื่อใหม่ว่า รด ที่เราคุ้นเคยกันนี่เอง ด้วยเหตุผลที่ว่า "ความจำเป็น" ที่ต้องเตรียมพร้อมเผื่อจะเกิดสงครามครั้งใหม่ขึ้นมา แต่ก็ไม่รู้ว่า 70 ปีผ่านไปแต่ไหงการฝึก รด ก็ยังคงรูปแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จนพาลให้สงสัยว่าถ้าจากการฝึกให้เราพร้อมรบตั้งแต่ยังเด็กในวันนี้ กลับไม่พร้อมรบกับสถานการณ์สงครามในปัจจุบันที่พัฒนาไปถึงไหนแล้ว และทุกวันนี้โลกเรากลับไม่ได้รบด้วยกำลังทหารเช่นอดีตอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีการสงครามพัฒนาไปมากมายผิดกับเมื่อ 70 กว่าปีก่อน ที่การรบเน้นที่อาวุธอย่างปืน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า รด ทุกวันนี้คือการเตรียมพร้อมเพื่ออะไร ถ้าเหตุผลนึงคือการเตรียมพร้อมในด้านวินัยก็อาจจะเข้าใจได้ แต่เหตุผลหลักที่คนเรียน รด ก็คงไม่พ้นเตรียมพร้อมที่จะไม่ต้องเป็นทหาร หรือไม่ต้องออกรบกันหมดแล้วไม่ใช่หรือ?

ยังเหลืออีก 23 บทที่ผมคงหยิบมาสรุปให้ตัวเองอ่านได้ไม่จบในครั้งนี้แน่ๆ แต่ที่แน่ๆหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้ผมได้เข้าใจความเป็นไทยแบบ OG ในหลายเรื่องที่ไม่เคยคิดเลยซักนิดว่า ปั๊ดโถ้ มันไม่ได้ไทยแท้อะไรเลย หรือความเป็นจริงแล้ว "ไทยแท้สไตล์ OG" ก็คือการหยิบทุกอย่างรอบตัวมาตำๆผสมปนเปออกมาใหม่ให้กลายเป็น "ไทย" ซะมากกว่า

เหลืออีก 114 เล่มแล้ว จะอ่านอะไรต่อไปดีนะ
SHARE
Written in this book
ReadAndLearn
อ่านเพื่อเรียนรู้จากเรื่องราวและเรื่องเล่า
Writer
nuinattapon
Reader
Hi my name is Nattapon I love to read and share story inside the book to everyone. I just want to share.

Comments