ม๊าที่ไม่มีชีวิตอยู่ในวันถัดไป
ปลายเดือนมกราคม 2556 


ช่วงใกล้ปิดเทอม ม.5 กระแสข่าวเรื่องผู้อพยพชาวโรฮิงญากำลังมาแรงมากในประเทศไทย พวกเขาไร้ที่อยู่อาศัยและขาดแคลนอาหาร เสื้อผ้า รวมถึงปัจจัยหลายๆอย่างที่จำเป็น จึงต้องถูกกักขังอยู่ที่เรือนจำด่านตรวจคนเข้าเมือง ณ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

ผมกับกลุ่มเพื่อนร่วมมือกัน ทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์และกล่องรับบริจาค เพื่อขอรับบริจาค ทั้งเงิน เสื้อผ้าและอาหารสำเร็จรูปให้แก่พี่น้องชาวโรฮิงญาจากนักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียน

แต่ดูเหมือนว่าการรับบริจาคครั้งนี้คงเป็นไปได้ยาก เพราะผู้ใหญ่หลาย ๆ คน ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่

พวกเขามีหัวใจ
คุณมีหัวใจบ้างไหม ?!

 
ผมกับเพื่อนถูกต่อต้านและถูกสั่งห้ามไม่ให้ขอรับบริจาค ทั้งยังถูกกล่าวหาว่า

' หลอกลวงคนอื่น จะเอาเงินไปกินกันเอง' 
โดนขู่ว่า 'ถ้ายังไม่หยุดขอรับบริจาคอีก อาจจะต้องใช้มาตรการเรียกผู้ปกครองมาพบและพิจารณาโทษถึงขั้น โ ด น ไ ล่ อ อ ก !!' 


อุปสรรคที่พบเจอในวันนั้น
ทำให้พวกเราเห็นได้ชัดเจนเลยว่า
ใครหวังดีและใคร(ทำเป็น)หวังดี !! 
แต่พวกเราก็ยังไม่ยอมยุติเพียงแค่นี้ ได้แต่เพียงขอรับบริจาคแบบเงียบๆ ไม่ป่าวประกาศ  
ใครใคร่ให้ ก็ให้ ใครไม่ใคร่ ก็ไม่เป็นไร 



วันถัดไป
 มีผู้ใหญ่ใจดีมาพบปะกับพวกเรา
เขาขอให้พวกเราเล่าถึงจุดประสงค์ทั้งหมด
และสิ่งที่กำลังโดนบททดสอบอยู่ ณ ตอนนั้น
ไม่มีคำพูดใดซาบซึ้งไปกว่าการกระทำที่สื่อออกมาอย่างชัดเจนว่า

' เราพร้อมยืนเคียงข้างพวกคุณ '
 
สมกับเป็นผู้ใหญ่ที่เราเคารพกันมานานจริง ๆ 

พวกเราวางแผนไว้ว่า
จะเอาของบริจาคทั้งหมดไปให้พี่น้องโรฮิงญาในวันอาทิตย์หน้า
ไปกันแบบเงียบ ๆ ที่มีแค่เราเท่านั้นที่รู้

เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ 
ผมกลับบ้านไปอย่างปกติเหมือนทุก ๆ สัปดาห์
ผมไม่ได้เล่าให้เตี่ยกับม๊าฟังว่า
ต อ น นี้ ผ ม กำ ลั ง เ ผ ชิ ญ อ ยู่ กั บ อ ะ ไร
ผมไม่อยากให้เตี่ยกับม๊าต้องเป็นห่วงและไม่สบายใจเพียงเพราะความดื้อรั้นของตัวเอง

ช่วงนี้เตี่ยจะแวะเวียนพาม๊าไปหาหมอบ่อย
แต่ผมก็ไม่ได้เอะใจอะไร
ปกติม๊าก็ไปหาหมอบ่อยอยู่แล้ว ตามประสาคนมีโรคประจำตัวเยอะ

ถึงจะเจอปัญหาต่าง ๆ มากมายที่โรงเรียน
แต่เมื่อได้เวลากลับบ้าน รู้สึกเหมือนปัญหาเหล่านั้นได้คลี่คลายลงทันที  แค่ได้อยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตา ผมก็สุขใจแล้ว
 


 งานสัมนาที่ม๊าและเพื่อนร่วมห้องกำลังจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2556 ได้ใกล้เข้ามาแล้ว 
ตอนนั้นม๊ากำลังเรียนอยู่ปริญญาตรี ปี 2
มีวิชาที่ต้องจัดสัมนาและประชาสัมพันธ์เรียกให้คนมาร่วมงานกันเยอะ ๆ และม๊าก็เป็นหนึ่งในตัวแทนฝ่ายประชาสัมพันธ์งานนี้

ม๊าต้องเชิญครูที่โรงเรียนมาร่วมสัมนาพอดี เลยฝากให้ผมเอาซองประชาสัมพันธ์งานไปให้ แต่ผมกลับปฏิเสธ และไม่กล้าบอกม๊าไปว่ากำลังมีปัญหากับครูที่โรงเรียนอยู่

เมื่อครูที่โรงเรียนโทรมาหาม๊า 
ให้ฝากช่วยดูแลและเตือนผมให้ดี 
ด้วยความที่พ่อเป็นผู้ใหญ่ที่ใคร ๆ ต่างเคารพ 
ผมจึงถูกผู้ใหญ่หลาย ๆ คนจับตามองเป็นพิเศษ

ตอนนั้นผมกำลังช่วยม๊ารีดเสื้อผ้าเต็มตะกร้า
ม๊ากับเตี่ยกำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะ
ม๊าพูดขึ้นว่า  
'ครูที่โรงเรียนบอกว่าลูกเกเร ให้ช่วยดูแลและตักเตือนลูกด้วย' 
ผมได้ยินถึงกับจุกและฟูมฟายทันที
เจ็บที่ครูไม่ได้พูดความจริงกับม๊า
เจ็บที่ม๊าต้องมารับรู้วีรกรรมสุดแสบของตัวเอง
เจ็บ ถ้าต้องทำให้ม๊าไม่สบายใจและแอบร้องไห้เพียงเพราะมีลูกดื้อ

ผมเล่าให้เตี่ยกับม๊าฟังถึงเรื่องที่กำลังเผชิญอยู่ทั้งน้ำตา
ดีใจที่ท่านทั้งสองเข้าใจ
ทั้งยังสนับสนุนให้ทำเรื่องดี ๆ แบบนี้อีกด้วย


วันที่ผมกับเพื่อนจะไปเยี่ยมพี่น้องโรฮิงญาได้ใกล้เข้ามาแล้ว  
ผมรีบจัดกระเป๋าไปค้างบ้านเพื่อนคืนนึง เพื่อเดินทางตอนเช้าในวันรุ่งขึ้น

ก่อนไปค้างบ้านเพื่อน 
ผมได้อยู่ดูแลม๊าและช่วยทำงานบ้านทุกอย่างแทนม๊า
ตอนนั้นม๊าไม่สบายหนัก ตัวเย็นเจี๊ยบ ไอตลอดเวลา ผมจึงต้องนอนกอดม๊าทั้งคืน

ผมได้ลาเตี่ยกับม๊าตามปกติเหมือนทุก ๆ ครั้ง เวลาจะออกจากบ้านไปไหนมาไหน
คืนนี้ผมค้างบ้านเพื่อน เพื่อตื่นแต่เช้าเดินทางไปเยี่ยมพี่น้องโรฮิงญาที่เรือนจำสะเดา


พวกเราไปถึงที่นั่นประมาณสิบเอ็ดโมง  
ยกของบริจาคทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่เรือนจำแจกจ่ายแก่พี่น้องโรฮิงญา
พร้อมพบปะพวกเขา ชาวโรฮิงญามีทั้งเด็ก วัยรุ่น คนชราและหญิงตั้งครรภ์ ทุกคนถูกพัดพรากจากคนในครอบครัวทั้งสิ้น แววตาแต่ละคู่เหมือนมีเรื่องที่น่าสลดเต็มไปหมด ไม่มีใบหน้าใดที่ยิ้มได้อย่างร่าเริง มีแต่ความเศร้า หดหู่และคิดถึงบ้านเกิดของตัวเอง

ระหว่างที่ทักทายพวกเขา สายตาผมเหลือบไปเห็นเด็กชายวัยหกขวบคนนึง ยืนเกาะประตูกรงเหล็กอยู่ ผมถามถึงครอบครัวของเด็กชาย แต่คำตอบที่ได้มากลับกลายเป็นความเงียบที่เราต่างรับรู้และเข้าใจกันดีว่าคืออะไร น้ำตาของผมได้ไหลลงอาบแก้ม ที่ปัดห้ามไม่ให้ไหลยังไงมันก็ยังคงท่วมเต็มเบ้าตา

พวกเราอยู่พูดคุยกับพี่น้องโรฮิงญาและเจ้าหน้าที่ที่ดูแลจนถึงตอนบ่ายแก่ ๆ
หลังจากนั้นก็เดินทางต่อเพื่อแวะซื้อของฝากที่ตลาดน้ำคลองแห
ด้วยความที่ตลาดน้ำอยู่ไกลจากเรือนจำ จึงต้องใช้เวลาเดินทางไปถึงที่นั่นชั่วโมงกว่า ๆ


เวลาประมาณ 5 โมงเย็น 
ระหว่างเดินทางไปตลาดน้ำคลองแห ทุกคนเฮฮามีความสุขกับภารกิจที่ได้ทำในวันนี้
เสียงมือถือของครูวันได้ดังขึ้น ครูคุยกับคนในสายสักพักก็วางสาย แล้วครูก็ถามหาถึงผม ว่าผมนั่งอยู่ตรงไหนของรถ 
ตอนนั้นผมนั่งอยู่ข้างหน้าสุด ข้างๆคนขับ โดยปกติผมก็ชอบนั่งข้างหน้า 
เพราะมันช่วยบรรเทาอาการเมารถได้ดีกว่า
บรรยากาศภายในรถกลับเงียบกริบ ทุกคนในรถไม่พูดไม่จาสักคำ 
ผมไม่เข้าใจว่าครูกำลังจะบอกอะไรกับผม 
 ครูบอกแค่ว่า 
'กลับรถนะ เรากลับบ้านกันก่อน ค่อยไปตลาดคลองแหกันใหม่ ตอนนี้ม๊าอาการทรุดหนัก' 

ผมได้แต่พยักหน้าไปอย่างงุนงงและอึ้งกับอาการของม๊าตามที่ครูบอก
ผมก็นั่งรถไปตามปกติ หันไปมองถนนและบรรยากาศภายนอกรถ

ครูถามถึงอาการของม๊าจากผม
ม๊าเป็นอะไร ?
มีโรคประจำตัวไหม ?
ก่อนหน้านี้เป็นยังไงบ้าง ?

ยิ่งครูยิงคำถามมาเป็นชุด ผมก็ยิ่งคิดถึงม๊า
ไม่รู้ว่าตอนนี้ม๊าจะเป็นยังไงบ้าง
น้ำตาผมไหลเป็นทาง ปัดยังไงก็ยังเอ่อล้นออกมา ไม่กล้าให้ใครเห็น

สักพักเสียงมือถือของครูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
หัวใจผมเต้นผิดจังหวะ รู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ แต่ก็เดาไม่ออกจริง ๆ ว่า ตกลงม๊าเป็นอะไรไป
ดูเหมือนทุกคนในรถจะเข้าใจในสิ่งที่ครูกำลังสื่อออกมา มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่กำลังงงงวยกับเรื่องเมื่อครู่

ผมร้องไห้มาตลอดทาง
 
ไม่เข้าใจว่าครูต้องการบอกอะไร ทำไมถึงต้องรีบกลับบ้าน อีกใจนึงก็เป็นห่วงม๊ามาก ๆ ที่ไม่รู้ว่าม๊าจะเป็นยังไงบ้าง



 
เวลาประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆ 
ครูบอกให้คนขับรถแวะปั๊มก่อน
ครูทักผมว่า 
'กินข้าวก่อนนะ เดี๋ยวไม่มีแรง ยังต้องเดินทางอีกไกลเลย' 
ถึงตอนนี้ผมก็ยังงุนงงเช่นเคย
เพื่อนๆ ช่วยกันประคองผมไปนั่งร้านข้าว แล้วสั่งข้าวมากินกัน แต่ผมไม่หิว  

ผมยืมมือถือเพื่อนมากดเบอร์พี่ชาย
พี่ชายพูดด้วยน้ำเสียงที่จุกลงคอและสะอื้นว่า 
'ม๊าไม่อยู่แล้วนะ' 
ผมถามพี่ชายว่าม๊าไปไหน แต่พี่ชายก็ไม่ตอบ มีญาติมาตอบแทน
ญาติบอกให้ผมรีบกลับมานะ มีแต่คนรอผมอยู่คนเดียว 
ยิ่งกว่าเสียงสะอื้นของพี่ชายก็เสียงของญาตินี่แหละ 
ทำไมอยู่ดี ๆ ญาติถึงมารับโทรศัพท์แทนพี่ชายได้

ผมงงไปหมดแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าทุกคนเป็นอะไรกันไปหมด 
ผมปล่อยโฮออกมากลางร้านอาหาร 
ผมบอกครูว่า ผมอยากกลับถึงบ้านแล้ว  

ผมร้องไห้มาตลอดทาง
ใจนึงเริ่มจะเดาออกแล้วว่าม๊าจากพวกเราไปแล้วจริง ๆ
แต่อีกใจก็ยังถามหาอยู่ว่า มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า 
ผมไม่อยากให้มันเป็นเรื่องจริงเลย
 


 
เวลา 3 ทุ่ม 
ผมกับเพื่อน ๆ ได้กลับมาถึงบ้านของครูแอลที่เป็นคนโทรบอกข่าวคราวให้ครูวันทราบ
ผมต้องเปลี่ยนมานั่งรถกับครูแอลและครอบครัวเพื่อเดินทางไปบ้านยายกันต่ออีก 2 ชั่วโมง

ตอนนั้นรู้สึกว่าทำไมครูฮันขับรถช้ามาก ทั้ง ๆ ที่ครูฮันเหยียบคันเร่งสุด ๆ แล้ว
ผมร้องไห้มาตลอดทาง คิดถึงม๊ามาก ๆ เรื่องราวความทรงจำทุกอย่างระหว่างผมกับม๊าได้ผุดเข้ามาให้หัวผมเต็มไปหมด เสียงหัวเราะของม๊า เสียงปลุกของม๊า และทุก ๆ เสียงที่ม๊าคุยกับผมได้ยินชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ผมคิดถึงม๊า
 


 
เวลา 5 ทุ่มกว่า  
รถของครูฮันที่โดยสารผมมาได้มาถึงบ้านยายแล้ว มีรถเข้ามาจอดหน้าบ้านจนล้นถนนข้างนอกเต็มไปหมด
ภรรยาของครูแอลรีบประคองผมและจับมือผมอย่างแน่น  
'ค่อยๆ เดิน อย่ารีบวิ่งนะ' เขาทัก

ผมไม่อยากฟังเสียงใครแล้ว
ตอนนี้ผมจะรีบไปหาม๊าอย่างเดียว

ผมรีบเดินเข้าไปในบ้าน
ทำไมคนมาที่บ้านยายเต็มไปหมด
ผมไม่เข้าใจ

ผมรีบขึ้นไปหาม๊า 
ตอนนั้นผมเห็นร่างม๊านอนแน่นิ่งอยู่
ตัวของม๊าถูกห่อไว้ด้วยผ้าขาว
ที่เหลือแต่เพียงใบหน้าของม๊าเท่านั้นที่ยังเห็น
มีผู้คนรายล้อมเต็มไปหมด

นี่สินะ คำตอบ
 คำตอบที่ผมยังคาใจมาตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา

ม๊า จากพวกเราไปแล้วจริงๆ 
 
ผมหยุดร้องไห้
และเข้าไปหอมแก้มม๊าเป็นครั้งสุดท้าย
ที่หลังจากนี้ก็คงไม่มีให้ได้หอมอีกแล้ว
 
แล้วร่างม๊าก็ถูกห่อเสร็จสรรพ
เพื่อไปทำพิธีกรรมตามศาสนาต่อไป

หลังจากที่ญาติพี่น้องแบกร่างม๊าไป
ผมเพิ่งได้เจอเตี่ย เพราะก่อนหน้านี้เตี่ยมัวแต่ยุ่งอยู่กับการต้อนรับแขก
ผมรีบเข้าไปกอดเตี่ยอย่างแน่น
มีเพียงอ้อมกอดเตี่ยเท่านั้นที่ผมรู้สึกอบอุ่นที่สุด ณ ตอนนั้น
เตี่ยเอ่ยขึ้นว่า

'ไม่เป็นไรนะ ม๊าไปสบายแล้ว ภาวนาให้ม๊าเยอะ ๆ แล้วเราไปเจอม๊าด้วยกันอีกครั้งในสวรรค์นะ' 

หลังเที่ยงคืนของวันนั้น 
ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครหลับลง
ผมรีบจองที่นอนใกล้ ๆ เตี่ย
เพื่อจะได้นอนกอดเตี่ยอย่างสบายใจ

หลายวันผ่านไป เตี่ยเล่าให้ฟังว่า
เช้าวันอาทิตย์ ม๊าเตรียมตัวจะไปงานสัมนาที่ตัวเองและกลุ่มเพื่อนได้จัดขึ้น แต่อาการม๊าทรุดลง เลยไปไม่ได้ แต่ม๊าก็ยังพยายามประคับประคองตัวเองจะไปให้ได้ จนเตี่ยต้องสั่งห้ามและพักผ่อนอยู่ที่บ้าน เตี่ยขับรถไปซื้อยาพ่นให้ม๊า เพราะยาหมดพอดี

ฟังจากที่เตี่ยเล่าแล้วรู้สึกได้ว่าม๊าเป็นคนมีความรับผิดชอบมาก 
อยากไปช่วยงานสัมนาทั้ง ๆ ที่ตัวเองอาการทรุดหนัก

มีเรื่องราวอีกมากมายที่เกิดขึ้นในวันนั้น
วันก่อนหน้านั้นและหลังจากวันนั้น
เพียงแต่ผมเล่าต่อไปไม่ได้แล้ว
น้ำตาผมไม่ยอมหยุดไหล 
ราวกับก๊อกน้ำที่มีคนลืมปิด 
หัวใจผมรู้สึกบีบคั้นและเจ็บปวดเป็นที่สุด

ถึงวันนี้ผ่านไป 4 ปีกว่าแล้ว
แม้ว่าม๊าจะจากพวกเราไปไม่หวนคืน 
แต่ทุกๆเรื่องราวดี ๆ ที่ม๊าคอยสอน คอยอยู่เคียงข้าง จะยังมีคนจดจำและอยู่ในใจตลอดไป
ผมรักและอยากกอดม๊าที่สุดในโลกเลย ~


สวัสดีวันแม่
12 สิงหาคม 2560.
SHARE
Writer
LukyimzYR
Thinker
- ชอบคิด-เขียน-เล่าเรื่อง-สรุปบทเรียน-เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ -

Comments

bL_nK
3 months ago
keep fighting 😊
Reply
LukyimzYR
3 months ago
Thx 4 always beside me ^^

Knowless
7 days ago
I'm cry tooTT 
สู้ๆน่ะ 
Reply
LukyimzYR
6 days ago
ยอมรับความจริง แม้ว่าต้องร้องไห้อีกกี่หนก็ตาม