เหตุผลในการดำรงอยู่
"แกว่าอะไรทำให้มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น"
"พวกเขาฉลาดกว่าเหรอ"
"เราว่าไม่"
"แต่พวกเขาครอบครองทุกอย่างบนโลกได้ วางตัวอยู่เหนือกว่ารูปแบบของชีวิตอื่นเลยนะ"
"แต่พวกเขาไม่ได้มีความสุขเสมอไปซักหน่อย"
"ก็จริง"
"แกจะครอบครองสิ่งต่างๆ ไว้ทำมัน ถ้ามันไม่ได้ทำให้แกมีความสุข"
"งั้นก็แปลว่าพวกเขาไม่ได้ฉลาดเท่าไร"
"แกตีความคำว่าฉลาดว่าอะไร ปลาโลมามีสมองใหญ่กว่ามนุษย์ พร้อมรับคลื่นเสียงจากทุกทิศทาง รับรู้การเคลื่อนไหวทุกอย่างรอบตัว แม้อยู่ห่างออกไปเป็นสิบเป็นร้อยไมล์ แกคิดว่ามันฉลาดไหม"
"คงฉลาดในมุมมองของมัน"
"ใช่ ความฉลาดที่แกพูดถึงมันคือมุมมองของมนุษย์ โลมาคงไม่ฉลาดสำหรับมนุษย์ เช่นเดียวกับที่มนุษย์ไม่ฉลาดสำหรับโลมา"
"ถ้างั้นมนุษย์แตกต่างอะไรจากชีวิตอื่นบนโลก"
"พวกเขารู้จักการตั้งคำถาม"

"การตั้งคำถามงั้นเหรอ"
"ใช่"
"พวกเขาตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ"
"ยกตัวอย่างได้ไหม"
"แกรู้ไหมคำถามเก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติคืออะไร"
"แกถามยาก"
"ไม่ยากหรอก แกเคยถามตัวเอง แต่แกแค่ลืมมันไป ลืมไปพร้อมกับกระแสของโลก กระแสที่พัดพาแกไป พาแกไปจนแกลืมคำถามสำคัญ"
"เราคิดไม่ออก"
"คำถามที่ว่าเราเกิดมาทำไม ทำไมเราถึงดำรงอยู่ในขณะนี้"

"นั่นน่ะเหรอคำถามที่เก่าแก่ที่สุด"
"ใช่สิ ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ความรู้ทุกแขนงก็มุ่งตอบคำถามนี้ข้อเดียว"
"แล้วคำตอบคืออะไร"
"คือความว่างเปล่า"
"แกหมายความว่ายังไง"

ไม่มีใครตอบได้อย่างแจ่มแจ้มว่าจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งอยู่ที่ใด แต่คำตอบที่ดีที่สุดคือการเกิดระเบิดครั้งใหญ่เมื่อหนึ่งหมื่นสามพันล้านปีก่อน สสารที่มีความอัดแน่นสูงในจุดเล็กๆ เพียงจุดเดียว ระเบิดอย่างรุนแรงออกไปในทุกทิศทาง ความว่างเปล่านั้นถูกแทนที่ด้วยการระเบิดครั้งใหญ่ มันคือจุดเริ่มต้นของเอกภพ คือจุดเริ่มต้นของการดำรงอยู่
หกพันล้านปีก่อน ฝุ่นควันที่กระจายอยู่ในเอกภพ จับกลุ่มก้อน ก่อให้เกิดระบบสุริยะ ดาวฤกษ์เป็นศูนย์กลาง มันคือดวงอาทิตย์ที่เราสามารถแหงนหน้ามองดูกลางฟากฟ้าได้ในตอนกลางวัน ดาวฤกษ์ดวงนี้ถูกล้อมรอบด้วยดาวเคราะห์โคจรเป็นวงรี โลกของเราเป็นดาวเคราะห์ลำดับที่สามจากศูนย์กลางนั้น
ด้วยอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมที่พอเหมาะ ราวสามพันล้านปีก่อน โลกที่เป็นแค่ดาวเคราะห์ว่างเปล่าก็มีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ กำเนิดขึ้นมา สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เราอาจเรียกมันได้แบบนั้น
ชีวิตแรกบนโลกเกิดขึ้นในท้องสมุทร น้ำเป็นแหล่งจำเป็นสำหรับการเริ่มต้น สิ่งมีชีวิตเล็กๆ พวกนั้นผ่านเวลานับพันล้านปีเพื่อวิวัฒน์ตัวเอง โลกใต้น้ำที่ว่างเปล่า กลับกลายเป็นหลากหลายด้วยความมหัศจรรย์ ปลานานาชนิด ดาวทะเล หมึกยักษ์ และสิ่งมีชีวิตโบราณที่เราไม่อาจพบเห็นได้อีกแล้วในปัจจุบัน
หกร้อยล้านปีก่อน สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งในท้องทะเลตัดสินใจเดินทางขึ้นบก ลองจินตนาการภาพในช่วงเวลานั้น ผืนดินบนโลกเป็นเพียงที่ราบว่างเปล่า ไม่มีพืชพันธุ์ ไม่มีชีวิตใดๆ อาศัยอยู่ เป็นเพียงผืนดินว่างเปล่า กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา นั่นเป็นภาพเมื่อหกร้อยล้านปีก่อน
ชีวิตหนึ่งจากทะเล เพียรพยายามขึ้นมาบนบก ตัวแรกตายจาก ตัวที่สองตายจาก ตัวที่สามสิ้นชีพ แต่ชีวิตรุ่นแล้วรุ่นเล่าพยายามจะขึ้นมา กระทั่งร่างกายของมันวิวัฒน์เป็นสัตว์ครึ่งบนครึ่งน้ำได้ นั่นคือการขึ้นบนครั้งแรก การเริ่มต้นของชีวิตบนผืนดิน
เวลาผ่านไปอีกนับร้อยล้านปี ชีวิตอ่อนแอที่แทบจะใช้อากาศหายใจไม่ได้ วิวัฒน์อย่างไม่รู้จบ ก่อให้เกิดความมหัศจรรย์บนผืนดิน พืชพันธุ์นับไม่ถ้วนฝังรากลึกยึดโยง สัตว์บกหลากสายพันธุ์เดินเหินหรือกระทั่งโบยบินในท้องฟ้า
หากจะพูดถึงผู้ครองโลกในยุคนั้น ชีวิตอันดับหนึ่งก็คือไดโนเสาร์ เผ่าพันธุ์ที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ไม่มีอะไรเหนือกว่ามัน มันเหนือกว่ารูปแบบของชีวิตอื่นบนโลก ฐานะอาจเท่าเทียมมนุษย์ในยุคนี้ ต่างกันเพียงแค่วิธีการที่ใช้ครอบครองโลก
เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อหกสิบห้าล้านปีก่อน อุกกาบาตก้อนมหึมาจากสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จัก พุ่งชนโลกบริเวณอ่าวแม็กซิโก คำว่าอุกกาบาตอาจไม่ให้ภาพชัดเจน มันคือสสารขนาดมหึมา การพุ่งลงใต้น้ำของมันที่อ่าวแม็กซิโกก่อให้เกิดสึนามึในอีกฟากฝั่งของโลก แรงสั่นสะเทือนจากการกระทบของมันทำให้ภูเขาไฟทั่วโลกปะทุขึ้น การพุ่งชนของสสารเพียงก้อนเดียว ทำให้โลกเกิดภัยพิบัติ คลื่นน้ำพัดพาชีวิตบนบกให้สาบสูญ ปล่องไฟปล่อยไอดำครอบคลุมชั้นบรรยากาศทั่วโลก
กระทั่งแสงของดวงอาทิตย์ก็ผ่านชั้นบรรยากาศนั้นไม่ได้ เมื่อไม่มีแสงก็ไม่อาจมีชีวิต ท้ายสุดแล้วไดโนเสาร์สูญพันธุ์ด้วยการพุ่งชนของสสารเพียงก้อนเดียว ระบบนิเวศของทั้งโลกพลิกผันพังทลายลงไปในพริบตา
แต่ธรรมชาติหาจุดสมดุลให้ตัวเองได้เสมอ ชีวิตที่อยู่รอด อาจเป็นแมลงสาบบางสายพันธุ์ ปลาซิวปลาสร้อยสักชนิด มันเริ่มวิวัฒน์ตัวเองขึ้นใหม่ ทุกอย่างเริ่มต้นดำเนินไปอีกครั้ง
สองแสนปีก่อน มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นในทวีปแอฟริกา เริ่มต้นพวกเขาเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ไร้ความสำคัญใดๆ สิ่งมีชีวิตระดับล่างของห่วงโซ่อาหาร เรียกได้ว่าแบบนั้น
หากสิงโตล่ากวางได้ตัวหนึ่ง มันจะกัดกินเนื้อส่วนที่ดีที่สุดจนหมด ไฮยีน่าเก็บกินเศษซากที่เหลือ อีแร้งเก็บกวาดอีกระลอก จากนั้นจึงจะเป็นมนุษย์ หากโชคดีพวกเขาอาจได้แคะกระดูกรสชาติดีสักชิ้น นั่นคือจุดเริ่มต้นของเผ่าพันธุ์พวกเขา ราวสองแสนปีก่อน สิ่งมีชีวิตที่ไร้ความสำคัญในทุ่งหญ้าสะวันนาของแอฟริกา
แต่ทุกชีวิตย่อมดิ้นรนและพัฒนาตัวเอง การกลายพันธุ์บางอย่างทำให้พวกเขาวิวัฒน์เปลี่ยนแปลงอย่างโดดเด่น มันเริ่มขึ้นราวแปดหมื่นปีก่อน การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้พวกเขารู้จักการคิดอย่างเป็นระบบ สร้างเครื่องมือ รวมกลุ่มกันล่าสัตว์แทนที่จะอยู่โดดเดี่ยว พวกเขาค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิตชั้นล่างของห่วงโซ่อาหาร
มันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอารยธรรม คำพูดสวยหรูที่พวกเขามักจะใช้กัน พวกเขาเริ่มต้นออกเดินทางจากแอฟริกา กระจายไปทั่วทุกหนแห่งบนโลก ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์เก็บของป่า พเนจรตามฤดูกาลจะเอื้ออำนวย การเดินทางคือลักษณะเด่นในยุคนั้นของพวกเขา
กระทั่งหนึ่งหมื่นปีก่อน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง พวกเขาตัดสินใจปฏิวัติวิถีชีวิตของตัวเอง ตำราเรียนเรียกมันว่าการปฏิวัติทางการเกษตร การเดินทางเพื่อล่าสัตว์และเก็บของป่าดำรงชีพยุติลง การล้อมรั้วแบ่งเขตระหว่างหมู่เหล่าเกิดขึ้น พันธุ์พืชที่เหมาะสมถูกเพาะปลูกทั่วบริเวณ สัตว์ที่มีประโยชน์ถูกมนุษย์ควบคุมด้วยการทำปศุสัตว์ ตัดขาดจากวิถีชีวิตเดิมของมัน
ณ เวลานั้นมนุษย์ก็ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน การทำงานล่าสัตว์เพียงวันละสามสี่ชั่วโมงเพื่อหาอาหารประทังชีวิต แปรเป็นการทำงานตลอดฤดูผลผลิตเช้าจรดเย็น พวกเขาเปลี่ยนมาใช้ชีวิตตามฤดูกาล หามรุ่งหามค่ำในฤดูผลผลิต พักผ่อนในฤดูแล้ง
เวลาระลอกใหญ่เคลื่อนผ่านไปอีกครั้ง กระทั่งเมื่อราวสองพันปีก่อน ศาสนาเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของทุกคนบนโลก มันช่วยให้พวกเขาตอบคำถามได้ว่าตนเกิดมาเพื่ออะไร คำตอบอาจเป็นจริงหรือเท็จก็ได้ บางครั้งพวกเขาเพียงต้องการคำตอบ พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และชีวิตหลังความตายมีอยู่จริง บางครั้งการคิดแบบนั้นทำให้พวกเขาอดทนต่อความทุกข์ในช่วงชีวิตบนโลกได้ดีขึ้น ในยุคปัจจุบันเราเรียกช่วงสมัยนั้นว่ายุคมืด ใครหาญกล้าท้าทายความเชื่อของศาสดาจะถูกประนามและไล่ล่า ทุกคนอาจไม่ยอมรับมันอย่างเต็มร้อยในใจ แต่ในพื้นที่สาธารณะไม่มีใครยืนหยัดโต้เถียงสาระในคัมภีร์ได้
ห้าร้อยปีก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมาถึงอีกครั้ง การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ หลักฐานประจักษ์ที่มีเหตุผลยืนยันชี้ให้เห็นว่า โลกมีมานานสี่พันหกร้อยล้านปี ไม่ได้ถูกสร้างโดยพระเจ้าเมื่อไม่กี่พันปีก่อนตามที่คัมภีร์ระบุ อดัมกับอีฟไม่ใช่มนุษย์คู่แรกของโลก เราวิวัฒน์มาจากลิงไร้หาง ในมุมมองของธรรมชาติเราเทียบเท่ากับสิ่งมีชีวิตอื่น พระเจ้าผู้ไร้ตัวตนไม่ได้ใส่ความพิเศษใดให้กับเรา โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของสรรพสิ่ง ดวงอาทิตย์และดวงดาวไม่ได้หมุนรอบโลกตามที่บาทหลวงพร่ำสอน โลกหมุนรอบตัวเองและเป็นเพียงเม็ดทรายในเอกภพ
ตอนที่ชาลส์ ดาร์วินประกาศทฤษฎีวิวัฒนาการ เขากลายเป็นคนบาปของสังคม กระแสหลักพยายามต่อต้าน แต่ท้ายสุดแล้วความเป็นจริงก็เป็นฝ่ายชนะ วิทยาศาสตร์กลายเป็นชุดความคิดหลักของผู้คนในยุคสมัยหลังจากนั้น ศาสนาต้องปรับตัวลดบทบาทตัวเองลงมาเป็นเพียงวาทกรรมหนึ่ง
สองร้อยปีก่อนเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายตราบจนปัจจุบัน มันคือการปฏิวัติอุตสาหกรรม มนุษย์คิดค้นเครื่องจักรไอน้ำที่ช่วยทุ่นแรงและผลิตสินค้าจำนวนมหาศาลได้
เป็นอีกครั้งที่วิถีชีวิตแบบเดิมสูญหายไป มนุษย์ยุคก่อนนั้นใช้ชีวิตตามฤดูกาลและแสงสว่าง พวกเขาตื่นเช้าขึ้นมาเปิดร้านค้า เพาะปลูก หรือซ่อมรองเท้า เมื่อตะวันฉายทางทิศตะวันออก และเลิกงานเมื่อตะวันลับฟ้าหรือฤดูแล้งเดินทางมาถึง
เวลาไม่เคยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์กระทั่งเมื่อสองร้อยปีก่อน หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมทุกกิจกรรมของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยเวลา พวกเขาจะตื่นตอนหกโมงเช้า เข้างานตอนแปดโมง เลิกงานตอนห้าโมงเย็น กิจวัตรเหล่านี้ดำเนินไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมมาพร้อมกับระบบทุนนิยม และครอบครองความคิดหลักของผู้คนจนถึงกาลปัจจุบัน
ทรรศนคติแทบทุกอย่างของเราถูกควบคุมด้วยวิถีคิดนี้อย่างไม่รู้ตัว แม้สิ่งที่เราคิดว่ามันคือความจริงแท้ก็ตาม
ความฝัน ทุกคนในยุคสมัยนี้จะต้องมีความฝัน เราต้องเฝ้าไล่ล่าเป้าหมายอะไรบางอย่าง บางอย่างที่อยู่ห่างไกลและต้องเพียรพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มา เราใส่ใจกับผลลัพธ์โดยยอมทุกข์ยากระหว่างทางก้าว หากเราอยากเป็นนักดนตรี ต้องได้ออกอัลบั้มคนฟังนับแสน นั่นคือถึงฝั่งฝัน หากเราอยากเป็นนักเขียน ต้องได้ตีพิมพ์คนอ่านนับหมื่น นั่นคือฝันสำเร็จ ความฝันของเราคือปลายทางในการสร้างอัตตา หากการทำในสิ่งที่รักคือฝันแท้จริง ทุกฝันสำเร็จตั้งแต่เริ่มลงมือทำ ความสุขอยู่ในกระบวนการ หาใช่ปลายทาง
การใช้ชีวิตให้คุ้ม นิยามหลักของผู้คนคือการออกเดินทางไปในสถานที่ใหม่ๆ ทานอาหารหลากหลายไม่ซ้ำซากจำเจ ลองทำมากมายหลายสิ่งในชีวิตเท่าที่จะทำได้ ผู้คนมักให้ความหมายของมันแบบนั้น มันคือแนวคิดโรแมนติกนิยม นิยามแบบนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในยุคสมัยของเรา ยุคแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ชีวิตที่คุ้มค่าคือการทำงานหนักเพื่อสร้างฐานครอบครัวให้มั่นคง ยุคก่อนหน้านั้นคือการใช้ชีวิตตามคำสอนของศาสนา ก่อนหน้านั้นอีกคือการใช้ชีวิตในรั้วเพื่อการเกษตรและปศุสัตว์ มนุษย์เป็นผู้เลือกเองที่จะเลิกออกเดินทางและใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ที่คุ้นเคยเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ความหมายของการเดินทางที่แท้จริงหมดไปตั้งแต่ตอนนั้น ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์แนวคิดโรแมนติกนิยม มีความหมายเดียวกับบริโภคนิยม การใช้ชีวิตให้คุ้มตามที่มนุษย์ในยุคสมัยปัจจุบันถูกหล่อหลอมมา คือการลองทำหลายสิ่งหลายอย่างให้มากที่สุด หรืออีกแง่หนึ่ง บริโภคและใช้ทรัพยากรให้มากที่สุด นั่นคือความจริงที่ทุนนิยมสร้างภาพให้เราเพื่อผลประโยชน์ของมัน เพียงแต่เราต้องการเรียกสิ่งนั้นว่าโรแมนติกนิยม เพราะมันสวยงามกว่า
รักแท้และการครองครู่ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งมายาคติที่เราถูกหล่อหลอมโดยสังคมยุคปัจจุบันเช่นกัน มีใครคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีใครสักคนที่จะอยู่ดูแลเราไปตลอดชีวิต มีความรู้สึกระหว่างคนสองคนที่จะเป็นนิรันดร์ต่อกัน หากย้อนกลับไปเพียงแค่ร้อยกว่าปีก่อน ผู้หญิงในแทบทุกอารยธรรมของทุกชนชาติถูกพิจารณาเป็นเพียงสมบัติของครอบครัว พวกเธอแทบจะไม่มีสิทธิ์เลือกคู่ครองเอง ถูกพิจารณาเป็นชนชั้นสองรองจากเพศชาย หน้าที่มีเพียงการให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตรเท่านั้น สิทธิและคุณค่าของพวกเธอถูกจำกัดมายาวนับสองแสนปีตั้งแต่เผ่าพันธุ์ของเรากำเนิดขึ้นมาในแอฟริกา ความเท่าเทียมระหว่างเพศเริ่มมีการเรียกร้องอย่างจริงจังในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ บทบาทของสตรีเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลง โอกาสและสถานะของเพศหญิงในการยืนอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างเท่าเทียมกับเพศชายเพิ่งกำเนิดขึ้นเท่านั้น เราเห็นแล้วในยุคปัจจุบันว่าที่ผ่านมาพวกเธอไม่เคยด้อยกว่า เพียงแต่ถูกเพศชายกดขี่มาอย่างยาวนานเท่านั้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมนี้ ทำให้การครองครู่แบบผัวเดียวเมียเดียวเข้ามาเป็นการครองคู่แบบอุดมคติของผู้คน อย่างไรก็ตามมันก็คือวิธีคิดแบบหนึ่งที่เพิ่งสร้างตัวโดดเด่นมาราวร้อยปี นานแสนนานก่อนหน้านั้นหรือแม้กระทั่งบางส่วนบนโลกในปัจจุบัน การครองคู่แบบหนึ่งผัวหลายเมียคืออุดมคติในการมีชีวิตของมนุษย์ ยิ่งกว่านั้นหากเราพิจารณาจากมุมมองของธรรมชาติ แก่นลึกในใจของเราอย่างแท้จริง หากมนุษย์ยังใช้ชีวิตตามทุ่งหญ้าสะวันนา โดยปราศจากอารยธรรมและข้อผูกมัดทางสังคมใดๆ การครองคู่แบบหลายผัวหลายเมียคือวิถีที่ดีที่สุดของลิงไร้หางอย่างมนุษย์ มันคือสิ่งที่ญาติผู้ใกล้เคียงกับเราที่สุดอย่างชิมแปนซีทำอยู่ ตัวเมียจะเลือกตัวผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ และมีสิทธิ์เปลี่ยนคู่ครองได้เสมอหากเจอตัวที่เหมาะสมกว่า นั่นคือความจริงของธรรมชาติ ความรักบริสุทธิ์เป็นเพียงภาพฝันที่เราสร้างขึ้นมาผ่านการหล่อหลอมทางสังคม มันคือภาพลวงตาที่เราสร้างคุณค่าให้มัน ไม่แตกต่างอะไรไปจากที่ทุกคนให้ค่าสูงส่งกับเงินในสังคมปัจจุบัน

แท้จริงแล้วความฝันยิ่งใหญ่ในใจของมนุษย์คนใดก็ตามไม่เคยมีอยู่จริง การใช้ชีวิตที่คุ้มค่าก็เป็นเพียงมายาภาพที่เราสร้างขึ้นเอง รักแท้ในอุดมความคิดก็เป็นผลพวงมาจากการเรียกร้องสิทธิสตรี ในมุมมองของสรรพส่ิง ชีวิตของมนุษย์ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น ไม่มีความหมายใดอย่างสิ้นเชิง เราเป็นเพียงผลพวงจากการวิวัฒนาการนับล้านปี เป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทางชีววิทยา เมื่อเราสิ้นอายุขัย ร่างกายก็เพียงกลับคืนกลายเป็นอินทรียวัตถุและอนินทรียวัตถุ เราเกิดขึ้นมาตัวเปล่าและตายไปตัวเปล่า ไม่ต่างจากมด หมา ช้าง หรือวาฬ
หากจะมีสิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือความแตกต่างระหว่างเรากับสัตว์ชนิดอื่น คำนิยามที่ชัดเจนที่สุดคือ สัตว์ใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณ มนุษย์ใช้ชีวิตด้วยวาทกรรม
วาทกรรมคือชุดความคิดที่เรายึดถือในการมีชีวิตอยู่ มันอาจเป็นครอบครัว เราใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อครอบครัวของเรา อาจเป็นทุนนิยม เราใช้ชีวิตเพื่อเป้าหมายที่แลกเปลี่ยนมาได้ด้วยเงิน อาจเป็นศาสนา เราบำเพ็ญตนเพื่อบรรลุตนตามพระคัมภีร์
ไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น ต่อให้จะยึดถือวาทกรรมที่เป็นเท็จก็ไม่ใช่เรื่องผิด หรือจะไม่ยึดถือสิ่งใดเลยก็เป็นทางเลือกหนึ่ง สิ่งสำคัญคือเราควรถอยออกมาให้ไกลที่สุดและมองให้เห็นภาพรวมทั้งหมด ชีวิตเราคือความว่างเปล่า เราเพียงต้องเลือกว่าเราจะใช้ชีวิตแบบใด รูปแบบของมันมีอยู่นับไม่ถ้วน ไม่ใช่เพียงแค่ที่สังคมกระแสหลักหล่อหลอมเรามาแต่วัยเยาว์
คำถามไม่ใช่เราเกิดมาเพื่ออะไร แต่เป็นเราจะใช้ชีวิตเพื่ออะไร เพราะท้ายสุดทุกคนก็จะจากไปและถูกลืมเลือนในเวลาใดเวลาหนึ่ง
สิ่งเดียวที่มีค่าที่สุด ก็คือปัจจุบันขณะ ที่เราใช้มันอยู่ในช่วงเวลานี้
SHARE
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments

Klongarom
3 years ago
ดีมากอ่
Reply
mookgoodgal
3 years ago
อ่านแล้วดีต่อใจมนุษย์เงินเดือนในเขตอุตสาหกรรมมากค่ะ 😂
Reply