บาเกียว ep.1 เมื่อฉันคิดถึงที่นี่

       หลังจากที่คิดอยู่นานว่าจะเขียนดีไหม  แต่ด้วยความที่เราก็คิดถึงชีวิตที่นู้น และด้วยความที่ว่างจัด เลยอยากเขียนเล่นๆเอาไว้อ่าน ว่าครั้งนึงเราก็เคยได้ไปเจอกับเพื่อนใหม่ๆ ประสบการณ์ดีๆ รวมทั้งการทำงานกับคนต่างชาติ ที่ก็ไม่คิดว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้ทำด้วยซ้ำ

       อ่ะ เข้าเรื่อง เราเป็นคนนึงที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษอย่างแรง สมองนี่ปิดกั้นสุด ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น ฟัง พูด อ่าน เขียน หรอ โอ๊ยขยาดขั้นสุด จนสุดท้ายจบมาก็คิดได้ว่า หลายๆอย่างภาษาอังกฤษมันก็จำเป็นจริงๆ รับสมัครงานเดี๋ยวนี้ก็เขียนเป็นอิ้ง อ่านออกแต่แปลไม่รู้เรื่องอีก รู้สึกตัวเองถูกปิดโอกาสหลายอย่าง เลยตัดสินใจเรียนแม่งเลย 

       สุดท้ายเลือกเรียนภาษาที่ต่างประเทศ แล้วเราก็เลือกแทบอาเซียนคือฟิลิปปินส์ แทนที่จะไปอังกฤษ อเมริกา หรือออสเตรเลียที่เค้าฮิตๆไปกัน คนรอบตัวก็ถามว่าไปทำไม มันดีเหรอ ทำไมไม่ไปที่ๆเจริญแล้ว บลาๆ คำถามร้อยแปด แม้แต่โดนเหยียดที่ไปเรียนที่นี่ยังโดนมาแล้ว แต่เราคิดว่าเราไปเรียนไม่ได้ไปเที่ยว แล้วเราก็ต้องการเรียนแบบค่อนข้างเร่งรัด และที่นี่ก็ตอบโจทย์เราได้ ก็เลือกที่นี่แค่นั้นเองง่ายๆ  และมันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เราอยู่ที่นี่ไปเกือบอีก 2 ปี..

      เมืองแรก และครั้งแรกในชีวิตที่มาต่างประเทศคนเดียวคือบาเกียว คล้ายๆภาคเหนือบ้านเราเลย อารมณ์แบบเชียงราย หน้าตาคนที่นี่ก็คล้ายคนไทย ไม่ได้รู้สึกเลยว่าเราอยู่ต่างบ้านต่างเมือง อย่างเดียวที่รู้สึกแตกต่างคือเค้าพูดภาษาอังกฤษ 

    ตอนเท้าไปเหยียบสนามบินที่มะนิลา มาถึงก็หลงเลยจ้า ตอนนั้นแม่งโคตรกลัว จะถามทางก็ไม่กล้าเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นพูดว่าอะไร โคตรโง่ 555 จนเมื่อทนไม่ไหวยังไงก็ต้องถาม เลยใช้ภาษามือล้วนๆ แบบจิ้มๆภาพที่เอเจนซี่ให้มา ยามก็บอกทางมานะ พูดมาเป็นพารากราฟ ฟังไม่ออกเลยพี่ได้แต่ตอบเยสๆ โอเคๆไป แต่สุดท้ายก็เห็นคนมารับเราจนได้ จุดนั้นคือกูรอดแล้วจ้า 
 
      ระยะทางจากมะนิลาไปบาเกียวใช้เวลา 6-7 ชม. เป็นทางขึ้นเขาด้วย ทางรร.ก็ให้เราเดินทางไปกับคนท้องถิ่น ไม่มีรถรร.ไปรับนะ แค่มีคนที่ไปรับเรา เพื่อนต่างชาติคนอื่นๆ และให้นั่งบัสไป ตลอดทางไม่ได้หลับเลย หลับๆตื่นๆตลอด ตอนนั้นคือง่วงและทรมานมาก เพราะถึงสนามบินทุ่มนึงได้ขึ้นรถตอนเกือบตี 1 รถมาถึงบาเกียวอีกที 7 โมงกว่าๆ แถมทุกป้ายที่รถจะจอดจะมีกระเป๋ารถเมล์เดินเคาะเพดานรถทุกครั้ง.. นางก็จะเดินวนตั้งแต่หัวรถมาท้ายรถ เคาะวนไปมา เหมือนเป็นการบอกผู้โดยสารว่าถึงป้ายไหน ที่ไหนแล้ว เออก็แปลกดีนะ รถทำการไต่ระดับไปสูงขึ้นเรื่อยๆ ความหนาวเย็นก็เริ่มเข้ามาแทนที่ความร้อนจัด ลืมตาอีกทีเราก็เห็นภูเขาเต็มไปหมด อากาศดีมากๆ ที่รู้ๆคือที่นี่อากาศจะเย็นตลอดทั้งปี วิวก็ภาคเหนือเลยอ่ะ แต่อากาศได้ความเย็นกว่า แล้วเราก็ถึงรร.ในเวลาเกือบ 8 โมงของเช้าวันอาทิตย์

     มาถึงก็เช็คชื่อไปว่ารับมาถูกคนแล้วนะ บัสเรามีประมาณ 10 กว่าคน ซึ่งก็มาเป็นเพื่อนกันทีหลัง มีคนเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเราคนไทยหนึ่งเดียวของรร.นี้ ใช่แล้ว ฉันคือเด็กไทยเพียงคนเดียวในรร.นี้!!! ตอนนั้นแม้แต่คนเช็กชื่อยังงงว่าเด็กไทยมาไงวะ แล้วเค้าก็บอกว่าไม่มีคนไทยเลยนะ เราก็รู้อยู่แล้ว ก็เพราะว่ามาเรียนอิ้งไง เจอคนไทยแล้วจะได้พูดไหมอ่ะ ย้อนคิดไปถึงตอนนี้ก็นับถือความกล้าของตัวเองอยู่นะ กูทำไปได้ไงวะเนี่ย ตอนนั้นคือคิดแน่ๆแล้วว่าได้พูดภาษาอังกฤษฉ่ำๆแน่นอน สปีคได้แน่ แต่ปรากฎว่ามันไม่ใช่แบบนั้นอ่ะดิ ...
    

      

     
      






 

SHARE
Written in this book
ไดอารี่ที่ฟิลิปปินส์
เรียน ทำงาน เที่ยว ฉายเดี่ยว ณ ฟิลิปปินส์
Writer
mini_girl37
writer
ชอบกิน เที่ยว ถ่ายรูป

Comments

natthecat
3 days ago
เป็นศิษย์เก่าฟิลิปปินส์เหมือนกันค่ะ เราเคยเรียนอยู่ที่ Quezon City เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน คนไทยน้อยมากกกกกจริง ๆ มหาลัยที่เราอยู่ถ้าเป็นต่างชาติส่วนมากจะเป็นเกาหลี เป็นชีวิตที่จะว่าลำบากก็ลำบาก แต่ก็สนุกมาก ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึงฟิลิปปินส์อยู่ :)
Reply
mini_girl37
2 days ago
สนุกจริงๆค่ะ 555 ยิ่งนั่งรถจิ๊บนีย์ไม่ก็tricycleจะรู้สึกสนุกมาก ไม่รู้ทำไม มันเป็นความลำบากผสมสนุกจริงๆ