อุปรากรในพิพิธภัณฑ์ของความมืด
         ตอนคุณป่วย ไม่สบาย คุณทำอย่างไร ให้หาย 
          คุณหนีกลับไปที่เกาะ ไปกับเรือ “นกขาว” ตัวนั้น เดินทางล่องเรือไปสู่แห่งหนใดให้ไกลห่าง คุณถึงจะหายป่วย แล้วคุณหายป่วยจริงไหม ฉันอยากเอ่ยปากถามคุณ ฉันเข้าใจดีเรื่องที่ว่า ใจอยู่เหนือกายนั้น สำคัญไฉน การรุกเร้าของสิ่งตอบสนองใด ที่เราไม่เคยค้นหาได้สำเร็จ ฉันฝันถึงคุณทั้งคืน ความป่วยไข้ของคุณวันนั้น คุณจัดการมันอย่างไร เข้าคอร์สรักษากับหมอจิตเวช หรือแต่งบทเพลงปลอบใจคนทั้งโลกที่เหมือนตกนรกพร้อมกันในวันนั้น คุณทำอะไรก่อนหรือหลังการสูญเสีย จิตแพทย์แนะนำบอกให้คุณเดินจากไปยังสถานที่ที่คุณเคยอยู่อย่างนั้นหรือ ไปให้ห่างไกลทรงจำอันแสนเจ็บปวด แล้วเสียงกระซิบราวกับบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน เสียงตะโกนของใคร ในความฝันนะ บอกว่าให้คุณเดินต่อไป อย่าได้หยุดเดิน อย่าได้เหลียวหลัง อย่าได้หันกลับไปมองภาพข้างหลัง คุณต้องเดินให้ถึงประตูเพื่อจะผลักประตูอีกบานออกไปสู่แสงสว่าง พรุ่งนี้เป็นอย่างไร ตอนที่เสียงตะโกนทั้งหมดหรุบหายไปพร้อมการตื่น

            นั่นมันทั้งหมดของคุณ แต่ความป่วยไข้ของฉัน มันเป็นสภาวะทางร่างกาย ที่หมอพยายามรักษาอย่างสุดความสามารถ ฉันเชื่อเขา เชื่อทุกอย่างที่เขาบอกว่าฉันควรทำอย่างไรเพื่อจะยังคงรักษารูปลักษณ์ของกายเอาไว้เช่นนั้นต่อไป อย่างน้อยก็สี่ปี ฉันขอเวลาเพียงสี่ปีในการมีชีวิต ฉันไม่มุ่งหมายต่อสิ่งใดที่โลกได้ตราไว้ว่า มนุษย์ปรารถนาหลักของชีวิตรากฐานอันหมายถึง ความปลอดภัย เงินทอง ชื่อเสียง และอำนาจ คุณไม่เชื่อใช่ไหมว่าฉันไม่ปรารถนาสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว ฉันพ้น พ้นหมดสิ้นจากความปรารถนาเหล่านั้นด้วยการป่วยไข้ของตัวเอง

             นับจากนี้ ฉันคงสะสมบาปเอาไว้เสียมากมายจากชาติปางไหน จึงต้องเต้นเป็นอุปรากรของความมืดอย่างเดียวดาย ฉันไม่ได้กลัวความป่วยไข้ของตัวเองอีกตอนที่ฉันคิดว่า มันช่างเป็นโอกาสทองที่ได้เรียนรู้ถึงมิตรแท้สักคน ที่จะอยู่เคียงข้างเรา มันไม่สูญสิ้นไปเสียทั้งหมดหรอก คุณคิดแบบนี้ไหม สิ่งเหล่านี้ คุณผ่านมันมาก่อนหน้าที่ฉันจะเรียนรู้

            เช้าแล้ว เช้าที่เปี่ยมความหมายของการตื่น

           สรรพเสียงของนกกางปีก มันยังคงให้ค่าความหมายใด ฉันเฝ้ามอง คิดเรื่องใครสักคน ต่อให้เขายิ่งใหญ่กว่าแผ่นฟ้า เขาจะไปไกลถึงดาวดวงไหน ๆ ย่อมจะไม่มีวันจดจำได้ว่า สายตาของฉัน อยู่ทุกหนแห่ง ติดตามไป กว่าการหลอนหลอก กว่าการจับจ้องใด ๆ คือการจางหายไปจากชีวิต ไม่มีใครจดจำได้เรื่องราวการรับรู้ใด ๆ ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าหลังเกิดเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาไปแล้ว คุณเป็นอย่างไรบ้าง คุณหายไปไหน ฉันรู้ คุณรู้ เท่านั้นที่มันจะยังคงติดตาไปตลอด คุณป่วยได้ไหม วันคืนเหล่านั้นที่ฉันจะไม่ตามไปอยู่ข้าง ๆ เพราะวันหนึ่ง คุณก็จะพบวันที่โดดเดี่ยวอย่างแท้จริง คุณจะคิดถึงฉันในวันนั้น อย่างงั้นเหรอ ช่างไม่ยุติธรรมสำหรับฉันในวันนี้เอาเสียเลย

           ฉันวางใจต่อการเป็นไปของตัวเอง ฉันไว้ใจตัวเองต่อการดำรงอยู่จากนี้ไป ฉันจะไม่ทวงถามหมุดหมายใด ไม่ทวงคืนสิ่งที่ฉันควรได้รับจากใครอีก มันเป็นค่าทระนงที่ฉันได้มาในวันที่ยากลำบากของตัวเอง

          ฉันเหลือคุณเพียงคนเดียว ที่เป็นน้ำหนักของชีวิต

         ฟังดูประหลาดตอนที่คุณหาได้มีรูปทรงใด มิได้มีร่างของความเป็นมนุษย์ ความวางใจของฉันตกอยู่ในความมืดที่พยายามคิดว่า เราค้นพบแสงสว่างจากเวลาที่จะผ่านไปอีกกี่นาทีข้างหน้า แต่ภาพที่สว่างเกินไปก็แสบร้อนนัยน์ตา

         อะไรนะ คุณไปกับเรือ “นกขาว” ลำนั้นอีกครั้งแล้ว

           ไปทำไม ฉันอยากถามอีก มันเต็มไปด้วยการเต้นร่าของคลื่นลมในวันพายุกำลังจะพัดมาถึง ความเร็วลมชนิดต่ำก็หาได้ไว้ใจได้อีกต่อไป ลมจากทะเลจีนใต้ไม่น่าไว้ใจอีกต่อไป พวกมันทำให้เมฆไม่เคลื่อนที่ จมจ่ออยู่บนตำแหน่งเดิม เพื่อจะบดขยี้ให้ผืนดินเดียวตรงนั้นจมหายไปใต้น้ำ รุนแรงและโหดร้ายเกินไปสำหรับบทเพลงธรรมชาติที่เราเคยฝันจะไปอยู่ตรงนั้น

          ฉันป่วย เหมือน คุณเคยป่วย และฉันก็พยายามรวบอำนาจว่าคุณเป็นพวกเดียวกัน เมื่อป่วยและจะหายป่วยจากการค้นหา สิ่งที่หลอมรวมกลายเป็นคุณ ในวันหนึ่งที่ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของการเรียนรู้ ใครจะซึมซาบวันคืนที่ล่วงผ่าน

            เวลาหลายสิบปี เราสูญเสียและไม่ได้เคยได้มันคืนกลับมา ฉันว่า เราจะต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพไปกันทำไม ในเมื่อมันกลายเป็นแค่ตัวอักษรที่เขียนบันทึกไว้ว่า เป็นแค่ประวัติศาสตร์ เป็นแค่บันทึกทรงจำ ที่เด็ก ๆ เก็บเอาไปท่องก่อนสอบ อีกเพียงสองชั่วโมงหลังจากเดินออกจากห้องสอบ พวกเขาก็เอาแต่หัวเราะไปกับวิถีชีวิตใหม่ ๆ ที่เรากลายเป็นคนแก่งกเงิ่นไร้วิสัยทัศน์ในการจ้องมองอนาคต แล้วพวกคนแก่เหล่านี้จะถูกย้ายไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีอยากเดินกลับไปเยี่ยมชม

            นี่ ฉันเดินมาถึงจุดที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมากมายเท่านี้ได้อย่างไร

             ฐานที่มั่นของป้อมปราการถูกยึดไว้หมดแล้ว การแสดงโดดเดี่ยวเงียบงันเสียนี่กระไร ไร้ผู้เข้าชม พวกนักนิยมไพรอยู่ที่ไหนสักแห่ง เสียงนกร้องกวักมือเรียก พวกมันขานขับเป็นบทเพลงของการแสดงชีวิต หากจะหลงเหลือใครสักคนกำลังไปชมพิพิธภัณฑ์ เพื่อจะจดจำ เรียนรู้ว่าการแสดงของอดีต ให้ความหมายของความมืดเพื่อการส่องสว่างต่ออนาคต

             ฉันคิดในวันที่ฉันป่วย เพราะมันเหมือนการฉายซ้ำว่า มนุษย์มีภายวิภาคของการเกิด แก่ เจ็บและตาย วนเวียนอยู่เป็นอุปรากรชีวิตอยู่เช่นนั้น ไฉนเลย เราจะติดบ่วงด้วยการพยายามกลับไปยืนอยู่ในพิพิธภัณฑ์

             คุณอยู่ที่ไหน ช่วยตอบคำถามของฉันกลับมาบ้าง

             เสียงประกอบดนตรีของอุปรากรบทนี้ กำลังบรรเลงปิดโรง ไฟหรี่แสง การแสดงอุปรากรในพิพิธภัณฑ์ทรงจำมืดดับลงเสียนับตั้งแต่บัดนี้

SHARE

Comments

LonelyShadow
6 days ago
สำนวนภาษาโคตรจะโดน
และคำเสียดสีบางท่อน มันแทบจะแทงความตอแหลของสังคมให้ตายไปเลย
Reply