เป็นอากาศ
1
ฝนเริ่มลงเม็ดตอนที่เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้นพอดีกับอาจารย์หนุ่มตรงหน้าเพิ่งวางไมค์ลงหลังจากบรรยายเรื่องงบดุลทางบัญชีจบแบบที่ผมไม่เข้าใจสักนิด

“มึง อยู่ไหนวะ” ปลายสายว่าด้วยเสียงเข้มแต่ก็เจือความเหนื่อยหน่าย ไม่ต้องเห็นหน้า ผมก็รู้ดีว่าเพื่อนผมคนนี้เพิ่งเจอเรื่องอะไรมา

“อยู่บัญชีว่ะ เพิ่งเลิกเรียน” ยังไม่ทันที่ผมจะบอกแผนการต่อไปของตัวเอง อีกฝ่ายก็ว่ามาให้ไปหาด้วยน้ำเสียงเดิม คล้ายจะบังคับให้ผมเลือกตอบคำอื่นไปไม่ได้นอกจาก “โอเค”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมต้องนั่งฟังมันปรับทุกข์เรื่องความรัก

2
ผมหุบร่มสีดำที่กางมาตลอดทางเดิน แล้วเปิดประตูรถสีขาวที่จอดอยู่เพียงคันเดียวกลางลานจอดรถของคณะ เข้าไปนั่งข้างๆ คนที่ตอนนี้ไม่รู้จะอธิบายสภาพอย่างไร ผมเผ้ามันเปียกฝนเล็กน้อย ผมหวังว่ามันคงไม่ได้เกิดจากการยืนตากฝนทำตัวเป็นพระเอกมิวสิกวิดีโอเพลงเศร้า แต่กับดวงตาที่ปูดโปนและมีรอยคล้ำ ผมแน่ใจว่าเกิดจากการนอนดึกซึ่งเป็นนิสัยปกติของมันอยู่แล้วมากกว่า

มันไม่เคยร้องไห้
อย่างน้อยผมก็ไม่เคยเห็นมันร้องไห้สักครั้ง

“คราวนี้ทะเลาะหรือเลิกล่ะ” ผมนั่งลงกับที่แล้วแกล้งหยอกมัน

อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรแต่ขับรถออกไปด้วยการเร่งความเร็วจนผมสะดุ้ง ผมเลยเข้าใจว่าครั้งนี้ไม่น่าจะเหมือนครั้งก่อนๆ เราทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบเป็นตัวละครหลักสักพัก แต่เพียงแค่รถหยุดจอดตรงสี่แยกไฟแดงหน้ามหาวิทยาลัย เป็นผมเองที่ทนไม่ไหวจนต้องเค้นให้อีกฝ่ายบอกเหตุผลที่เรียกผมมานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้มันในวันนี้

“กูรู้สึกเหมือนเป็นแค่อากาศ” อีกฝ่ายค่อยๆ พูดออกมา อันที่จริง ผมก็พอคาดเดาคำตอบของมันได้เพราะเป็นเรื่องที่ผมรับรู้มาตลอด ปัญหาของคนรักที่ไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้เรื่องระหว่างกัน ปัญหาไม่ใช่เหตุผลว่าไม่รัก แค่ไม่อยากป่าวประกาศ ไม่พร้อมจะถูกมองว่า 'ผิดปกติ' ในสายตาคนรอบข้างและสังคม เป็นเหตุผลให้คนข้างๆ ผมต้องมามีสภาพซังกะตายอย่างนี้

“นี่มันสมัยไหนแล้ววะ ถ้าแม่งไม่อยากเปิดเผยแล้วจะมาคบกับกูทำไม” มันบ่นพร้อมเหยียบคันเร่งทันทีที่ตัวเลขสีแดงตรงหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียว “กูไปหามันที่คณะก็ไม่ได้ ตอนเย็นจะกินข้าวด้วยก็ไม่ได้ แม่งให้กูทำได้อย่างเดียวคือเอากับมันเหรอวะ”

ผมหลุดหัวเราะเบาๆ แต่รีบทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร โชคดีที่ตอนนี้อีกฝ่ายก็ใจเย็นขึ้นจากการได้พล่ามความรู้สึกอึดอัดออกมา

ผมทำได้แค่นั้น ผมทำได้แค่รับฟัง เป็นอย่างนี้เสมอ

3
“บางทีกูก็คิดนะว่ากูไม่น่าเกิดมาเป็นแบบนี้” อยู่ๆ มันก็โพล่งออกมาตอนที่รถหลุดออกจากแยกมหาโหดได้ในที่สุด “มึงว่าถ้ากูมีแฟนเป็นผู้หญิงสวยๆ น่ารักๆ เอาใจเก่ง กูจะมีความสุขขึ้นไหมวะ กูน่าจะได้กินข้าวกับเขา ไปไหนมาไหน ไปเที่ยวด้วยกันได้แบบไม่ต้องกังวลว่าใครจะมองยังไง”

“ปัญหามันไม่ใช่เรื่องนั้นซะหน่อย ปัญหามันอยู่ที่เขาเว้ย” ผมบอกออกไป “มึงแค่ดันไปรักคนที่เขามีเงื่อนไขแบบนั้น ก็ต้องรับให้ได้”

“แล้วมึงว่ากูควรยอมรับมันต่อไปไหม” มันถามในเรื่องที่ผมเองให้คำตอบไม่ได้ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันชอบตั้งคำถามยากๆ ใส่ผมเสมอ ทั้งที่มันก็รู้ว่าผมไม่เคยมีประสบการณ์ความรักใดๆ ตามประสาผู้ชายธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่น อย่างน้อยถ้าเทียบกับมันที่เพื่อนผู้หญิงหลายคนบ่นเสียดายทันทีที่รู้ว่าพวกเธอถูกปิดโอกาสตั้งแต่ยังไม่ต้องแนะนำตัว

ผมเคยถามมันเล่นๆ ว่าไม่เสียดายความหล่อของตัวเองบ้างเหรอ มันตอบติดตลกว่าจะเสียดายทำไม เพราะมันก็มีทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องที่มีรสนิยมแบบเดียวกันคอยทักมาอยู่เรื่อย

จนกระทั่งมันตกลงคบกับเขา เพื่อนต่างคณะที่ไปเจอกันที่ค่ายอาสาเมื่อช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ผมไม่เคยถามเหตุผล เท่าที่เคยเจอผ่านๆ (เพราะอีกฝ่ายไม่อยากให้ใครรู้มากนัก) ผมว่าทั้งคู่ก็ดูเหมาะสมดีในเรื่องหน้าตา

“บางทีเป็นอากาศมันก็ไม่ได้แย่นะ อย่างน้อยเขาก็หายใจได้เพราะมึงอยู่ดี”

มันนิ่งไปพักใหญ่ “ที่ตอบช้าคือคิดคำตอบเหี้ยๆ แบบนี้อยู่เหรอวะ”

เราหัวเราะลั่นพร้อมกันบนรถ

4
ฝนหยุดตกแล้วตอนที่เสียงโทรศัพท์ของมันดังขึ้นพอดีกับที่รถสีขาวจอดตรงใต้สถานีรถไฟฟ้าใกล้บ้านผม

ปลายสายเป็นเขา ต้นเหตุที่ทำให้เราสองคน (จริงๆ คืออาจจะเป็นแค่มัน) หาเรื่องขับรถวนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อบ่นความอึดอัดให้ผมฟัง ผมยังไม่เปิดประตูออกจากรถ

“อยู่แถวอ่อนนุช” มันตอบอีกฝ่ายห้วนๆ ผมเดาออกว่ามันกำลังเก๊กเสียงให้ขรึมและน่ากลัวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยิ่งกลายเป็นน่าขำสำหรับผม ผมรีบกลั้นหัวเราะอีกครั้ง จากนั้นมันก็ไม่ได้เอ่ยอะไรมากไปกว่า “อืม” “อืม” และ “อืม”

“เดี๋ยวขับไปรับละกัน หาอะไรกินไปก่อนด้วยล่ะ” มันเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยเสียงปกติก่อนวางสายแล้วก็ถอนหายใจ

“กูแพ้มันอีกแล้วว่ะ” มันตอบแล้วยิ้มๆ ส่ายหัวอย่างเสียไม่ได้ “ไม่เอาไหนเลยกูเนี่ย ว่าไหม”

ผมยิ้มให้มันแล้วตอบไปสั้นๆ ว่าก็ดีแล้ว

“คราวหน้าก่อนเรียกกูมาก็ไปเคลียร์กันให้ดีก่อนนะ” ผมแกล้งบ่นแล้วเปิดประตูรถออกไป

6
ผมไม่รู้ว่าทำไมคนเราถึงชอบทำร้ายตัวเองเพราะความรัก ถ้าเหตุผลมันเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างเช่นว่าไม่รักกันแล้ว หรือไม่มีความสุขแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการแยกจากกัน ผมคิดง่ายๆ อย่างนั้น ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือเปล่า?

ตอนนั้นเองที่ผมพบว่าตัวเองกำลังกลายเป็นอากาศ

SHARE
Writer
phanuphan
ordinary guy
the boy who love the girl who leapt through time | 1992 | bangkok

Comments

feeling-blue
2 months ago
ในตอนที่มีอะไรบางอย่างบีบรัด จนเขาหายใจไม่ออก...อย่างน้อยคุณก็เป็นอากาศที่ต่อลมหายใจให้กับเขา...แม้จะเพียงนิดก็ตาม
Reply