(REVIEW) THE GREAT GATSBY
เช่นนั้นก็จงสวมหมวกทองคำ หากนั่นทำให้เธอรัญจวนใจ
หากคุณกระโดดได้สูงไฉน จงกระโดดเพื่อเธอด้วย
กระทั่งเธอร้องร่ำรำพัน “ที่รัก ผู้สวมหมวกทองคำและกระโดดได้สูงฉันต้องรักเธอ!”
– โธมัส พาร์ค แด็งวิลลิเยร์ส
ผู้เขียน : เอฟ.สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F.Scott Fitzgerald)
จำนวนหน้า (เฉพาะเนื้อหา) : 171 หน้า
เหมาะกับใคร? : ผู้ที่หาอะไรง่ายๆสั้นๆสนุกๆแต่ล้ำลึกอ่านในวันฝนตก
ระดับความยาก (ยิ่งมากยิ่งต้องใช้พลังในการอ่านเยอะ) : 7/10
ระดับความสนุก : 10/10
ระยะเวลาในการอ่าน : อ่านรวดเดียวจบคิดว่าประมาณ 2 ชั่วโมง / อ่านแบบค่อยๆซึมซับ+ค้นหาคีย์เวิร์ดประมาณ 1-2 วัน
จุดสังเกตในหนังสือ :แสงสีเขียวจากท่าจอดเรือของเดย์ซี,ดวงตาของด็อกเตอร์ที.เจ.เอ็กเคิลเบิร์ก,เวสต์เอ็ก,อีสต์เอ็ก
ความเห็น :
ตอนแรกที่สนใจหนังสือเล่มนี้ก็เพราะหนัง เหมือนกับใครหลายๆคนที่เป็นแฟนของลีโอนาร์โด คือแค่ตอนดูหนังเราก็ชอบมากแล้วแหละ แล้วก็ตีความได้ง่ายๆจากภาพและฉากต่างๆที่บาซ เลอห์มานน์นำเสนอยิ่งทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นมาก พอดูหนังก็พยายามหาหนังสือมาอ่านแต่ตอนนั้นหายากมาก กระทั่งสำนักพิมพ์ไลบรารี่ เฮาส์เอามาพิมพ์ใหม่ ที่สำคัญคือเป็นเวอร์ชั่นที่คุณโตมร ศุขปรีชาแปล! ซึ่งเราชอบภาษาของเขามากและอ่านหนังสือที่เขาแปลมาหลายเล่มจึงไม่รอช้าที่จะสั่งซื้อมาอ่านเลย จำได้ว่าเราใช้เวลา 4 วันถึงจะอ่านจบ ไม่ใช่เพราะมันอ่านยากแต่คงเป็นเพราะชอบมากถึงไม่อยากให้จบ กลัวว่าถ้าพลาดไปบรรทัดเดียวก็อาจจะพลาดอะไรดีๆที่ฟิตช์เจอรัลด์ต้องการจะสื่อเลยก็ได้

หลายคนคงเคยอ่านรีวิวของแก็ตสบี้มาแล้วมากมายก็อาจจะเบื่อได้ถ้าต้องพูดซ้ำประเด็นเดิมๆ สำหรับเราคิดว่าพล็อตของแก็ตสบี้หากเขียนขึ้นในสมัยนี้คงเป็นอะไรที่น้ำเน่าและดาษดื่นมาก ดอกฟ้ากับหมาวัด ความรักต้องพ่ายแพ้แก่เงินตราและชาติตระกูล สุดท้ายลงเอยที่ความตาย หาชมพล็อตเรื่องแบบนี้ได้ง่ายๆในละครน้ำเน่า แต่ความเป็นจริงคือมันถูกเขียนขึ้นในปี 1925 หรือที่เรียกกันว่า ‘ยุคแจ๊ส’ เป็นยุคที่อเมริกันชนแทบทุกคนมีรถยนต์ขับ มีถนน มีไฟฟ้าใช้ มีโทรศัพท์ มีกล้องถ่ายวิดีโอ อุตสาหกรรมพัฒนาแบบก้าวกระโดด เจ้าของธุรกิจขนาดย่อมที่ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ยังมีเงินเหลือใช้ไว้โฆษณากิจการตัวเอง ทุกคนมีโอกาสร่ำรวยหมดไม่ว่าจะหยิบจับอะไร เป็นยุคแห่งอเมริกันดรีมที่แท้จริง อยากประสบความสำเร็จเหรอ?​ ก็แค่ตั้งใจทำงานสิทุกคนสามารถมั่งคั่งและกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ เป็นยุคที่ชาวอเมริกันเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ ทว่าฟิตช์เจอรัลด์กลับตีแสกหน้าความฝันของอเมริกันชนด้วยแก็ตสบี้เสียอย่างนั้น ดังที่เราจะเห็นกันอยู่ว่าต่อให้แก็ตสบี้พยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่เพื่อที่ตนจะได้เคียงคู่กับเดย์ซีมากเท่าไหร่ สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับรากเหง้าของตัวเองอยู่ดี การมองข้ามเรื่องของชนชั้นวรรณะไม่มีอยู่จริง.

สัญญะและความหมาย :
สาเหตุที่ให้คะแนนความยากของแก็ตส์บี้ระดับ 7 เพราะว่าแม้จะเป็นเพียงหนังสือที่มีความยาวแค่ 171 หน้า แต่ทว่าเต็มไปด้วยสัญญะมากมายแทบจะทุกหน้าเลยก็ว่าได้ ฟิตช์เจอรัลด์ไม่มองข้ามแม้แต่เรื่องของสีเลยทีเดียว เช่น คฤหาสน์ของตระกูลบูคานั้นนั้นถูกบรรยายด้วยสีแดง-ตัวแทนของความร้อนแรง ฉาบฉวยและอันตราย และ สีทอง-แทนตัวพวกผู้ดีที่มั่งคั่งตั้งแต่รากเหง้า แต่สัญญะหลักๆที่จะพูดถึงมีดังต่อไปนี้

- แสงสีเขียวจากท่าจอดเรือของเดย์ซี : แน่นอนว่าสีเขียวจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก ‘เงิน’ สีของธนบัตรดอลล่าห์สหรัฐ สิ่งที่แก็ตส์บี้พยายามไขว่คว้ามาตลอด ตัวเขาที่ยืนอยู่อีกฝั่ง มีแม่น้ำใหญ่กั้นกลาง ดวงตาจ้องมองไปยังฝั่งอีสต์เอ็กที่เปล่งประกายด้วยสีเขียววิบวับ ตรงนี้เรารู้สึกว่าฟิตช์เจอรัลด์ล้ำลึกและจิกกัดได้เจ็บแสบมากจริงๆ เรื่องไขว่คว้าแต่แสงสีเขียวหรือเงินตราก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การที่เค้าบรรยายผู้ดีเก่าด้วยสีทอง ทว่ากลับแสดงสีของแสงไฟที่ท่าจอดเรือของเดย์ซีด้วยสีเขียวให้แก็ตส์บี้เห็น หากมองลึกลงไปอีกขั้น มันเหมือนกับเค้าต้องการจะบอกใบ้แก่ผู้อ่านตั้งแต่ต้นเรื่องว่าแก็ตส์บี้น่ะมองเกมผิดตั้งแต่แรกแล้วที่คิดว่า ‘เงิน’ จะช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่าง เงิน…จะช่วยเปลี่ยนอดีตที่เคยเป็นลูกชาวนายากจนของตนได้

- ดวงตาของด็อกเตอร์ที.เจ.เอ็กเคิลเบิร์ก : ดังที่บอกไปเมื่อข้างต้นว่ายุคนั้นเป็นยุคแห่งการโฆษณา แม้แต่คลินิกจักษุแพทย์ที่ไม่ได้เป็นบริษัทห้างร้านใหญ่โตอะไรก็ยังสามารถขึ้นป้ายขนาดใหญ่เพื่อโฆษณาตนเองได้ ป้ายบิลบอร์ดนี้จึงสื่อได้ถึงการเติบโตของโฆษณาและธุรกิจ ชีวิตในอเมริกาล้วนขึ้นกับเงินทั้งนั้น เงินจำนวนมากมายมหาศาล

อีกนัยหนึ่ง ดวงตานั้นยังสื่อถึงความเสื่อมทรามของชาวอเมริกัน ดวงตานั้นมองเห็นทุกอย่างทุกการกระทำของตัวละครหลักทุกตัวในทุกครั้งที่พวกเค้าต้องขับรถผ่านมันเพื่อมุ่งตรงเข้าสู่นิวยอร์กซิตี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ทอมไปรับมอร์เทิลผู้เป็นชู้รัก,แก็ตสบี้ขับรถพานิคไปรู้จักกับวอล์ฟไฮม์ซึ่งทำธุรกิจผิดกฎหมาย,เดย์ซีคบชู้กับแก็ตส์บี้

อีกทั้งมีประโยคหนึ่งที่วิลสันช่างซ่อมรถพูดคุยกับมิเคลิสหนุ่มทำร้านกาแฟข้างๆกันในตอนที่เขาสงสัยว่าภรรยากำลังมีชู้ เขาเปรียบดวงตานั้นเหมือนดวงตาของพระเจ้าในตอนที่ 8
“พระเจ้าทรงล่วงรู้ว่าเธอทำอะไรอยู่ ทุกอย่างที่เธอทำ
เธออาจหลอกฉันได้ แต่หลอกพระเจ้าไม่ได้!”
และสุดท้าย ดวงตานั้นยังช่วยตอกย้ำความว่างเปล่าของอเมริกันดรีม อมเริกันดรีม คือชุดความคิดที่ว่าใครก็ตามที่กำเนิดมาต่ำต้อยล้วนสามารถทำตามฝันได้ทั้งนั้นถ้าคุณขยันพอและรู้จักสร้างโอกาสให้ตัวเอง ซึ่งกรณีนี้เราจะเห็นได้จากการที่แก็ตสบี้ค้าของเถื่อนและเมอร์เทิลคบชู้กับผู้ดีอย่างทอม ดวงตาของด็อกเตอร์ที.เจ.เอ็กเคิลเบิร์กที่มองลงมายังห้วงหุบเขาแห่งเถ้าธุลีนั้นคล้ายอยากจะพูดใส่หน้าเราดังๆว่าอเมริกันดรีมคือคำโกหกคำโต – มันอาจจะช่วยให้บางคน(อย่างแก็สบี้)มั่งคั่งได้ก็จริง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ฝันถึงเงินทองมากมายสุดท้ายที่พวกเขาได้ก็ไม่ต่างอะไรกับขี้เถ้าที่ปลิดปลิวไปตามลม ความคิดที่ว่าคนเรามีชีวิตอยู่เพื่อความฝันมันก็เป็นแค่เพียงฝัน ชีวิตนั้นคือฝันร้ายในหุบเขาแห่งเถ้าธุลีและมันจะดำเนินต่อไปเช่นนี้อย่างไม่มีวันตื่น เฉกเช่นกับดวงตาของด็อกเตอร์ที.เจ.เอ็กเคิลเบิร์กที่ทอดยาวไปไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด.

- เวสต์เอ็ก,อีสต์เอ็ก : เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อการแบ่งแยกชนชั้นระหว่างผู้ดีเก่า (ฝั่งอีสต์เอ็ก) กับเศรษฐีใหม่ (ฝั่งเวสต์เอ็ก) ได้อย่างชัดเจนโดยมีแม่น้ำใหญ่กั้นกลางไว้

- คำพูดของเดย์ซี “ดีแล้ว… ฉันดีใจที่เป็นเด็กผู้หญิง ฉันหวังว่าลูกจะเป็นคนโง่ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เด็กผู้หญิงเป็นได้ในโลกใบนี้ คนโง่ที่สวยน่ารัก” : เดย์ซีไม่ได้พูดเพราะเธอเป็นคนโง่เง่าจริงๆแต่เธอเป็นเพียงผลผลิตของสังคมยุคเก่าก่อนที่ไม่ให้ค่ากับผู้หญิงที่ฉลาดมากไปกว่าผู้หญิงที่อยู่ในโอวาทและนิ่มนวล ส่วนในยุคของเธอนั้นพวกคนรุ่นใหม่ก็ชอบผู้หญิงที่คิดน้อยและรู้จักมองหาความสุขใส่ตัวเพราะไม่น่าปวดหัวเท่าไหร่ แต่แม้เธอจะกล้าพูดจาเสียดสียุคสมัยของตนทว่าเธอก็เป็นเช่นผู้หญิงทุกคนในยุคนั้นเป็น เธอไม่ได้ลุกขึ้นมาต่อต้านหรือทำตัวสวนกระแส แทนที่จะมานั่งบรรยายความน่าเหนื่อยหน่ายของชีวิต เธอเลือกที่จะสุขสำราญด้วยการทำตัวให้งดงามและโอนอ่อนไหลลู่ไปตามกระแส เธอเป็นเหมือนตัวแทนของสตรีในยุค 1920 ที่ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวทำตามขนบแม้ตัวเธอไม่เคยเต็มใจแต่เลือกจะทำเช่นนี้ต่อไปเพื่อหลีกหนีการเผชิญหน้ากับปัญหาหรือความตึงเครียดใดๆที่อาจตามมาภายหลัง

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย :
- แก็ตสบี้มีชีวิตถอดแบบมาจากตัวฟิตช์เจอรัลด์เอง ตัวเขาเองก็ตกหลุมรัก เซลดา แซร์ ลูกสาวของผู้พิพากษาศาลฎีกา เขาทำทุกอย่างเพื่อให้เธอยอมรับรัก พยายามเข้าทำงานในบริษัทโฆษณาเพื่อยืนยันว่าเขาสามารถเลี้ยงดูเธอได้

- The Great Gatsby เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของฟิตซ์เจอรัลด์ในปัจจุบัน แต่ความนิยมนี้เพิ่งเริ่มขึ้นในทศวรรษ 1950 ช่วงตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1925 นั้น เรื่องนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นนิยายที่มีเนื้อหาโสมม รสนิยมต่ำและไร้ค่า โดยยอดขายในปี 1925 อยู่ที่ประมาณ 20,000 เล่มเท่านั้น

- เพลงประกอบฉากต่างๆที่บาซ เลอห์มานน์คัดสรรมาประกอบในภาพยนตร์แก็ตสบี้คล้ายจงใจจะจิกกัดพวกผู้ดีในหนังเรื่องนี้อยู่เล็กๆ เขาเลือกจะใช้ฮิปฮอปซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นล่างและมีรากฐานการกำเนิดมาจากชาวแอฟริกัน-อเมริกันมาประกอบฉากเสียส่วนใหญ่ ซึ่งเราว่าเป็นอะไรที่แสบสันดีเหมือนกันเพราะในหนังก็มีฉากที่ทอมพูดเหยียดหยามคนผิวสีว่าคิดจะมาเทียบเคียงกับตนด้วย เลอห์มานน์ก็เลยจัดให้ อะ นี่ไง เพลงประกอบสำหรับชนชั้นสูงอย่างพวกแก

- เพลงประกอบภาพยนตร์แก็ตสบี้ที่เราขอแนะนำสำหรับคือ Love is Blindness – Jack White และ Back to Black เวอร์ชัน Beyonce ft.Andre 3000
SHARE
Writer
Booky70
Writer
booooks.co

Comments