บ้าน ที่ที่ "เคย" เป็นที่พักพิงที่ดีที่สุด
พอพูดถึงคำว่า "บ้าน"
ใครหลายๆคน คงรู้สึกอบอุ่น
เพราะมีคนที่เรารักและรักเราอาศัยอยู่
รู้สึกเหมือนว่า ถ้าหากเหนื่อยๆแล้วกลับมาที่บ้านแล้วจะทำให้รู้สึกดีขึ้น

ใช่ .. ฉันก็เคยรู้สึกแบบนั้น
แต่ตอนนี้ฉันคงไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแล้ว

คงต้องเท้าความเรื่องราวทั้งหมดก่อน ไม่งั้นคุณคงไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมตอนนี้ฉันถึงไม่รู้สึกแบบนั้นแล้ว..

1
ครอบครัวของฉันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ เพราะแม่ของฉันมีพี่น้องกันเยอะ และแม่เป็นน้องคนเล็กของบ้าน ทำให้ครอบครัวของฉันแตกแขนงกันไปมีครอบครัวเล็กๆกันไป และทุกๆปีใหม่เราทุกครอบครัวจะกลับมาพบปะสังสรรค์กันที่บ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นบ้านของตากับยายที่ท่านทั้งสองได้สร้างเอาไว้อยู่อาศัยจนถึงวินาทีที่ท่านสองได้จากพวกเราไป ฉันเกิดมาก็ไม่ทันเจอตาหรอก เจอแต่ยายที่ตอนนั้นฉันจำความได้เพียง ท่านได้นอนอยู่บนเตียงคนป่วยอยู่ในบ้านแล้ว สุดท้ายแล้วบ้านหลังนี้ก็มีพี่คนโตของแม่เป็นคนดูแล เพราะตอนนั้นแม่ฉันไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ จะมีแค่ช่วงเทศกาลหรือมีเหตุการณ์สำคัญถึงจะกลับมาบ้านหลังนี้ อีกทั้งตอนนั้นแม่ฉันก็ได้พบเจอกับพ่อ แล้วก็มีฉัน ท่านทั้งสองก็จึงสร้างครอบครัวซื้อบ้านกันอยู่ที่นั้น

2
ส่วนฉันน่ะหรอ ก็เติบโตอยู่ในกรุงเทพฯ นั่นแหละ จะมีแค่ช่วงสงกรานต์กับปีใหม่เท่านั้นแหละที่ฉันได้กลับมา ฉันชอบนะเวลาได้นั่งรถ ได้เดินทาง มันเหมือนการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆตลอด เอาจริงๆมันก็คือการได้เที่ยวแหละ ดีกว่าอยู่บ้านๆเฉยใช่มั้ยล่ะ ตอนนั้นฉันรู้สึกชอบที่ได้กลับมาบ้านที่ต่างจังหวัด เพราะจะได้เจอพี่ๆน้องๆ ญาติๆหลายๆคนที่นานๆทีจะได้เจอกัน ได้มีปาร์ตี้สังสรรค์กัน มีเสียงเฮฮา บางทีก็มีเสียงทะเลาะโวกเวกโวยวายอยู่เป็นธรรมดาแหละ ตอนนั้นฉันก็ถือว่าน้องเล็กที่สุดในตอนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพี่ๆกันหมดแล้ว แต่ช่วงวัยของฉันกับพวกพี่เขาก็ยังสามารถเล่นหัวเราะกันได้ เพราะฉันเองเป็นลูกคนเดียว หากมีคนมาเล่นด้วยฉันก็สนุกสนานกันเลยแหละ ตอนนั้นฉันสนิทกับพี่ๆทุกคน ซึ่งเขาเป็นลูกของลุง (พี่ชายแม่) และป้า (สะใภ้บ้านนี้) ฉันจะสนิทกับครอบครัวนี้เป็นพิเศษเลยแหละ 

3
จริงๆ ลูกของลุงกับป้าเขาทำงานและเรียนกันอยู่ในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ มีบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ นี่แหละ เสาร์อาทิตย์หรือสุดสัปดาห์ บ้านของฉันก็จะไปบ้านพี่ๆ เพื่อไปทำกับข้าวกินกัน เหมือนไปแวะเยี่ยมเยียน แถมบางทีฉันยังพกการบ้านของตัวเองที่ทำไม่ได้ไปให้พี่ๆเขาช่วยสอนออกจะบ่อยครั้งไป เวลาลุงกับป้ามากรุงเทพฯ เขาก็มักจะชวนพ่อแม่และฉันไปเที่ยวทะเลอยู่ด้วยกันเสมอ เราไปเที่ยวด้วยกันไปหาของอร่อยๆกินกัน ไปถ่ายรูปกัน ดูเป็นครอบครัวสุขสันต์มากๆ เพราะนานๆทีพวกเราจะมีโอกาสได้เจอกัน

4
แต่วันหนึ่งโชคชะตาก็เล่นตลกกับฉันหน่อยๆ ฉันต้องย้ายมาเรียนที่ต่างจังหวัดมาอยู่บ้านหลังนี้ที่เมื่อก่อนฉันจะได้กลับมาแค่ช่วงเทศกาลหรือมีเหตุจำเป็นแค่นั้นเอง สำหรับฉันมันมีอะไรเยอะแยะที่ต้องปรับตัว ทั้งการอยู่อาศัย การเรียน การเดินทาง การพบเจอเพื่อนใหม่ แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดยไม่มีปัญหาอะไรเลย ตอนนั้นพ่อกับแม่ของฉันก็ย้ายมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน ท่านทั้งสองได้เปิดร้านอาหาร ซึ่งก็มีระยะเวลาในการทำร้านอยู่นานไม่ใช่น้อย จนอะไรๆมันก็เข้าที่เข้าทาง จนสร้างร้านเสร็จและได้เปิดบริการให้แก่ลูกค้าทุกท่าน ในบริเวณร้านได้สร้างห้องเล็กๆที่ตอนแรกพ่อแม่คิดว่าจะเป็นแค่ห้องเก็บของหรือห้องพักผ่อนเฉยๆ แต่ทุกวันนี้มันกับเป็นห้องนอนไปแล้ว

5
ทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ตอนนั้นฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันเปลี่ยนไปเพราะอะไร แต่ฉันรู้ว่าตัวฉันเองก็เปลี่ยนไปจากเมื่อตอนที่ฉันยังเด็กกว่านี้ หรืออาจเป็นเพราะว่าฉันกำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ฉันเริ่มเก็บตัว ไม่ค่อยพูดอะไรกับใครกับคนในบ้าน ไม่เจ๊าะแจ๊ะเหมือนเมื่อก่อน ทุกๆวันที่ฉันกินข้าวเสร็จฉันจะตรงดิ่งขึ้นบนห้องเพื่อมาเล่นคอม ฉันแทบไม่เคยทำกิจกรรมอื่นใดกับครอบครัวเลย แต่กับพ่อแม่ ฉันก็มีพูดคุยโดยปกติ แต่ด้วยเพราะว่า พ่อกับแม่ฉันต้องนอนเฝ้าของที่ร้านด้วย เราจึงมีโอกาสได้พูดคุยกันก็แค่ตอนเย็นๆก่อนกินข้าว หรือก่อนพ่อกับแม่จะกลับไปร้าน บ้านหลังนี้ที่มีคนอาศัยและพักพิงอยู่จริงๆมีทั้งหมด 4 คน มีลุง ป้า น้องสาว (ลูกคนเล็กของลุงป้า) และฉัน ที่ไม่รวมพ่อกับแม่เพราะท่านทั้งสองนอนที่ร้าน

6
เราอาจเคยได้ยินประโยคนี้กันอยู่บ่อยๆ
วันเวลาเปลี่ยนไป ใจคนเราก็เปลี่ยนตามเหมือนยิ่งอยู่ใกล้กันมากไป หรือเพราะเราได้เห็นนิสัยของแต่ละคนในบ้านชัดขึ้นก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันไม่ปฏิเสธว่า ป้าและลุง ท่านทั้งสองเป็นบุคคลที่มีพระคุณต่อฉันมากๆเช่นกัน ท่านทั้งสองดีกับฉันตั้งแต่ตอนที่ฉันเด็กๆ ท่านก็คงรักฉันเหมือนลูกแท้ๆเช่นกัน แต่แล้วมันก็มีอะไรๆหลายอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด บางทีเรื่องบางเรื่องมันก็ไม่ใช่ความผิดของฉัน แต่มีเพียงฉันคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบ? ฉันต้องมาถูกตะคอกบ้างแหละ ด่าทอ จากอารมณ์คนเมาบ้างก็มี ฉันอดทนมาตลอด อดทนรอวันที่จะได้ไปจากบ้าน บางทีฉันยังหนีไปนอนร้านกับพ่อแม่เลย ถึงมันจะคับแคบไปหน่อย แต่มันทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็นบ้านที่อบอุ่นมากกว่าตรงที่นี่

7
ความอดทนทั้งหมดที่พยายามมาสิ้นสุดแล้ว ถึงเวลาไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ต้องไปอยู่ไกลบ้าน ไปอยู่หอของทางมหาวิทยาลัย เอาจริงๆความรู้สึกตอนนั้นก็ใจหายเหมือนกัน กลัวคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อกับแม่ และอะไรหลายๆอย่าง แต่ลึกๆก็ดีใจที่ในที่สุดฉันจะไม่ต้องอึดอัดอีกต่อไป พอไปเรียนมหาวิทยาลัย นานๆทีก็จะได้กลับบ้าน พอกลับบ้านมาก็กลับได้ไม่กี่วัน ฉันก็เลยเลือกที่จะนอนร้านกับพ่อแม่ดีกว่า แต่ฉันก็ยังคงกลับมาสวัสดีลุงป้า มาเล่นกับน้องมาทานข้าวที่บ้านหลังนี้เช่นเคย แต่ก็ได้ปล่อยห้องตัวเองรกร้างไว้ เหมือนเป็นห้องเก็บของไปเลยแหละ ส่วนตัวฉันเองก็คงเริ่มโตจากเมื่อก่อนมากขึ้น ฉันเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับทุกคนมากขึ้น กลับมาชวนคุยหยอกล้อ เล่าเรื่องตลกๆให้ทุกคนฟัง ตอนนั้นมันทำให้ฉันคิดว่า อาจเป็นเพราะฉันได้ไปเรียนมหาลัย ระยะห่างระหว่างฉันกับทุกคนมันมากขึ้น มันจึงทำให้ทุกอย่างโอเคขึ้น ตอนนั้นเองคำว่า บ้านสำหรับฉันมันดีมากเลยแหละ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังนี้ หรือร้านที่เป็นที่พักอาศัยของพ่อกับแม่

8
4ปีผ่านไปไหวเหมือนโกหก ฉันเรียนจบแล้ว ฉันกลับมาที่พักที่บ้านหลังนี้เช่นเดิม ตอนนี้ฉันคิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ฉันมีสิทธิ์ได้รับรู้ปัญหาอะไรหลายๆอย่างที่มันเกิดขึ้นกันภายในบ้าน ภายในครอบครัวของฉัน ซึ่งมันมีผลกระทบต่อใครหลายๆคนในครอบครัว เอาจริงๆ มันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับฉันโดยตรงเลย แต่พอฉันได้รับรู้ปัญหาพวกนี้แล้ว เหมือนฉันต้องคอยแบกปัญหาพวกนี้ไว้กับตัวเอง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมันทำให้ครอบครัวเราที่รักกันดี กับทำให้มองหน้ากันไม่ติด ส่วนคนที่มารับฟังปัญหาอย่างฉันน่ะหรอ ทำอะไรได้ล่ะ นอกจากปั้นหน้าทำเหมือนคนไม่รู้เรื่องอะไร ใส่หน้ากากใสซื่อ ปั้นยิ้มให้คนอืืน ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่า อะไรๆมันไม่เหมือนเดิมแล้ว

9
จากบ้านที่เคยมีความสุข เคยมีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ มีแต่ความทรงจำดีๆ ร่วมกัน
แต่ตอนนี้มันไม่มีอีกแล้ว มันมีแต่การเสแสร้ง รอยยิ้มที่ได้รับมา แยกไม่ออกว่ามาจากใจจริงๆหรือจอมปลอม คำถามที่ฟังดูเหมือนความห่วงใยหรือแท้จริงแค่อยากรู้อยากเห็นฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน อะไรที่คิดว่าเหมือนเดิมก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกวันนี้ฉันกลับมานอนบ้านหลังนี้ เหมือนฉันแค่มารักษาสิทธิ์ความเป็นลูกหลานเจ้าของบ้าน เหมือนเป็นโรงแรมที่มีแค่มานอนเฉยๆ บ้านที่ฉันเคยรู้สึกว่ากลับมาแล้วจะมีความสุข มันไม่มีอีกแล้ว มันแทบจะเหลือเป็นภาพความทรงจำลางๆไปหมดแล้ว

10
ฉันรู้สึกแย่มากๆที่ไม่สามารถรับมือกับปัญหาพวกนี้ได้ ฉันได้แต่เฝ้าภาวนากับตัวเองว่าต้องอดทนกับปัญหาพวกนี้ไปได้ให้นานที่สุด และอยากให้ปัญหาพวกนี้มันจะจางหายไปตามกาลเวลา ตอนนี้ฉันเองเหมือนกลับไปเป็นเด็กคนนั้น เด็กที่ไม่อยากเข้าสังคมกับใคร ไม่อยากคุย ไม่อยากสนทนากับใครที่บ้านเลย มันเป็นเพียงความอึดอัดในใจ ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกว่า บ้านของฉันมันไม่เหมือนเดิมแล้ว

     ฉันไม่ได้โกรธหรือเกลียด หรือจะโทษใครในบ้าน เพราะถ้าจะโทษฉันว่าทุกคนมีส่วนผิดกันหมด เราถึงตัวฉันด้วย เพราะว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน


เอาจริงๆ สำหรับฉันคำว่า บ้าน จะทำให้รู้สึกดีหรือมีความสุขมากแค่ไหน มันขึ้นอยู่ว่าข้างในบ้านนั้นมีใครอยู่ แล้วคนที่อยู่ข้างในนั้นคือคนที่เรารักและเขาก็รักเราหรือเปล่าแค่นั้น...


ฉันก็ได้เพียงหวังว่า สักวันทุกอย่างมันจะผ่านพ้นไป หรือไม่ก็คงต้องเป็นฉันทีเดินออกจากปัญหานี้ เพื่อให้ความรู้สึกแบบนี้หายไป
SHARE
Writer
Todayistomorrow
a girl hope sth.
เราซับซ้อนกับทุกความสัมพันธ์มากกว่าที่คุณคิดไว้

Comments