รีวิว : THE DISAPPEARANCE OF ELEANOR RIGBY (HIM and HER)
Director: Ned Benson
Writers: Ned Benson (screenplay)
คะแนนรวม = 7/10

บท : 2/3
เทคนิคการถ่ายทำ : 1.5/3
การแสดง : 2/2
เพลงประกอบ : 1.5/2

วันนี้มันก็จะออกดราม่าหน่อยๆ นะครับ พอดีวันก่อนมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ 2 เวอร์ชั่น คือ The Disappearance of Eleanor Rigby : HIM และ The Disappearance of Eleanor Rigby : HER ซึ่งจริงๆ แล้วเขามีถึงสามเวอร์ชั่นด้วยกัน โดยอีกหนึ่งเวอร์ชั่น คือ The Disappearance of Eleanor Rigby : Them เป็นการเอา HIM and HER มารวมร่างกันแล้วทำออกฉายในปีถัดมา (2014)


#PLOT
 
หนังว่าด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของคู่รักหลังการสูญเสียลูกชาย โดยตัวละครที่เป็นแม่ แอลนอร์ ริกบี้ (รับบทโดย เจสสิกา แชสเทน) ต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก เธอพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ จนนำมาสู่การหายตัวไปของเธอตามชื่อเรื่องนั่นเอง แต่การหายตัวไปของแอลนั้นไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างสาวแสบแอมมี่ใน Gone Girl นะครับ แต่มันคือการหายไปของตัวตนของเธอ เพราะจริงๆ เธอก็บอกกับสามี คอเนอร์ ลัดโลว์ (รับบทโดย เจมส์ แม็คอวอย) ไว้แล้วว่าอยากจะห่างกันไปสักพัก แถมไม่ได้หนีไปไหนไกลแค่กลับไปอยู่กับครอบครัว กลับไปค้นหาตัวตนของเธอที่เคยเป็นอีกครั้ง 

#REVIEW

-ความรักไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต...แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต-
แอลตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยเพราะพบรักกับคอเนอร์และตั้งท้องด้วยกัน เธอเลือกเส้นทางที่คิดว่าทำให้เธอรู้สึกเติมเต็ม ความรักที่มีต่อคอเนอร์นั้นทำให้เธอต้องเปลี่ยนตัวเลือก เก็บความฝันไว้ในลิ้นชักเผชิญหน้ากับความจริง เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกน้อยเหมือนผู้หญิงทั่วไป ชีวิตคงดำเนินไปได้ด้วยดีหากเธอไม่เสียลูกชายไปเสียก่อน เมื่อเสียลูกก็เหมือนเสียทุกอย่าง ทั้งความรัก ตัวตน และทางเลือก เป็นความรักอีกนั่นแหละ ที่ทำให้เธอต้องจมอยู่กับความเสียใจจนคิดฆ่าตัวตาย อยากหนีไปจากสถานการณ์ที่ปวดร้าวเกินรับไหว ในขณะเดียวกันเมื่อเธอได้สติกลับคืนมา ความรักที่ทำให้แอลต้องเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็กลับมาทำให้เธอลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง นั่นคือความรักจากครอบครัว 

 -อย่าพยายามตัดสินใคร-
เป็นธรรมดาที่ชีวิตเราต้องเจอทั้งเรื่องดีและเรื่องแย่ๆ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกดีเมื่อตัวเองถือไพ่เหนือคนอื่นหรือรู้สึกว่าฉันผ่านจุดนั้นมาแล้ว มันก็แค่เรื่องเล็กๆ เราไม่มีทางเข้าใจใครได้ทั้งหมด คอเนอร์ที่กำลังประสบปัญหาการบริหารจัดการร้านอาหารปฏิเสธการช่วยเหลือจากพ่อของตัวเองเพราะคิดว่าถึงพ่อจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแต่เรื่องที่แม่ทิ้งพ่อไปนั้นยังคงฝังใจเขาเรื่อยมา นั่นไม่ใช่คนที่เขาต้องการความช่วยเหลือ แต่ในท้ายที่สุดแล้วทุกคนต่างต้องเผชิญกับเรื่องแย่ๆ จะมีสักกี่คนที่ยอมรับเราได้ในเวลาที่ชีวิตตกต่ำถึงที่สุด

-ถ้ามันไม่โอเค ก็คือไม่โอเค-
จากเหตุการณ์การสูญเสียลูกชายนั้น ถ้าว่ากันตามตรงแล้ว ทั้งแอลและคอเนอร์เองต่างก็ต้องเผชิญเรื่องเศร้านี้ด้วยกันทั้งคู่ ไม่เว้นแม้แต่คนรอบข้าง แต่สำหรับแอลนั้น ลูกคือเส้นทางที่เธอเลือกและยอมละทิ้งอีกส่วนหนึ่งของชีวิตตัวเองไป เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์นี้เลยทำให้เธอรู้สึกสูญเสียทุกอย่าง ทั้งลูก ความรักต่อสามี และชีวิตของตัวเธอเอง ทั้งๆ ที่จริงแล้วทุกอย่างไม่ได้หายไปไหนเลย หลายคนที่ดูอาจรู้สึกอึดอัดที่เห็นแอลฟูมฟายเสียใจกับการตายของลูกขนาดนั้น แต่จริงๆ แล้วเธอกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า พ่อและน้องสาวที่รู้ดีพยายามพาเธอไปบำบัดเพื่อให้เธอกลับมาเป็นผู้หญิงที่มีชีวิตชีวาอีกครั้ง คอเนอร์เองก็เช่นกัน เขาพยายามจะอยู่ข้างเธอตลอดเวลาเพื่อที่จะทำให้เธอรู้สึกว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้ไปทำให้แอลรู้สึกว่าทุกคนกำลังทำเหมือนเธอผิดปกติ เธอพยายามกดความรู้สึกเสียใจเอาไว้ คิดว่านี่มันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองกำลังแสร้งทำเป็นเหมือนว่าทุกอย่างนั้นโอเค จนมันท่วมท้นออกมา และกลายเป็นสาเหตุการหายตัวไปจากคอเนอร์

-อย่าสูญเสียตัวตนของตัวเอง-
คอร์เนอร์เองเคยใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยไปวันๆ กระทั่งได้เจอกับแอลเลยทำให้เขามีเป้าหมายในชีวิต แล้วพอเธอจากไป ทุกอย่างก็ค่อยๆ เลือนลางลงอีกครั้ง เขาไม่มีกระจิตกระใจทำงาน แก้ไขปัญหาไม่ได้ เผลอนอกใจกับบาร์เทนเดอร์ในร้านตัวเอง แอลเองก็เหมือนกัน เธอพยายามเยียวยาตัวเองด้วยการพยายามเป็นอีกคนที่เธอคิดว่าดี ตัดผมสั้น ทามาสคาร่าเข้มฉ่ำ กลับไปเรียนต่อแต่สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นว่ามันไม่เวิร์ค เพราะการเป็นคนอื่นไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่มันคือการยอมรับตัวตนที่แท้จริง ทั้งส่วนที่ดีและร้ายต่างหาก

#COMMENT
โดยรวมแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเลยทีเดียว โดยเฉพาะประเด็นโรคซึมเศร้าที่กำลังเป็นที่พูดถึงในปัจจุบัน ถ้าใครมีเวลาสามารถดูเวอร์ชั่น HIM และ HER ได้จะดีมาก เพราะจะค่อยๆ ซึมซับกับคาเรคเตอร์ของตัวละครจากทั้งมุมมองของผู้ชายและผู้หญิง บรรยากาศหนังมีความโรแมนติกปนดราม่าซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดี เรื่องการแสดงนั้นไม่ต้องพูดถึง นักแสดงเข้าถึงบทบาทมาก มีบางช่วงบางตอนที่เราคิดว่ามันเอื่อยเฉื่อยเกินไปก็ยังรู้สึกว่าอยากดูต่อ อยากรู้ว่าเขาจะรับมือกับปัญหาที่ต้องเจอยังไง มีคำพูดหนึ่งจากพ่อของแอลที่ทำให้เรารู้สึกว่า บางครั้งเรามักจมอยู่กับความเศร้าของตัวเองจนลืมคนที่อยู่ข้างๆ เราไป เป็นตอนที่พ่อพานักบำบัดมาที่บ้าน แล้วแอลปฏิเสธการรักษา พ่อบอกว่า 
ลูกเสียลูกชายของลูกไป พ่อก็เสียเขาไปเหมือนกัน 
เป็นประโยคที่เหมือนปลดล็อคอะไรบางอย่างในหนัง 

แอลและคอเนอร์ทำให้เราเห็นมุมมองของคู่รักที่ต้องเผชิญกับปัญหา ปัญหาเดียวกันแต่ทั้งคู่เลือกวิธีรับมือต่างกัน จริงๆ มันไม่มีอันไหนถูกหรือผิดหรอก แต่บางครั้งเราอาจปล่อยให้ความเศร้ากลืนกินเรามากจนเกินไป การเปิดใจให้กว้างมองดูคนรอบๆ ตัว และพยายามไม่ตัดสินอาจเป็นการเยียวยาที่เห็นผลช้า แต่เวลาจะช่วยทำให้เราได้พบกับหนทางที่ดีพอที่จะทำให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาย่ำแย่ไปได้ ในชีวิตนี้เราทุกคนต่างต้องเคยเจอกับทางแยกที่ต้องเลือกโดยไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะเป็นยังไง สิ่งสำคัญมากกว่าการเลือกเส้นทางชีวิตนั่นคือเราต้องทำใจยอมรับให้ได้กับผลที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย เรื่องที่คาดคิดไว้แล้วหรือเกินคาดหมาย
SHARE
Writer
MOSCHAN
Euphorian
I just write things from mind.

Comments