The Hunting Ground เมื่อพลเมือง “หญิง” โต้กลับ
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าชีวิตมหาวิทยาลัยของคุณ ต้องพังทลายด้วยการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากเพื่อนร่วมสถาบัน...

จะทำอย่างไรถ้ามหาวิทยาลัยพยายามปิดข่าว เพราะกลัวสถาบันเสียชื่อเสียง และคนที่ข่มขืนเป็นนักกีฬาดังของสถานศึกษา หลายคนเลือกที่จะเงียบ แต่หลายคนลุกขึ้นสู้ แม้ไม่มีทนายความเข้ามาสนับสนุน แม้จะถูกมองอย่างเหยียดหยามจากเพื่อนร่วมสถาบันว่า “ก็ไม่ระวังเองแล้วจะไปโทษใคร” ก็ตาม และนี่คือจุดเริ่มต้นของ The Hunting Ground ชมรมล่าหญิง


 
The Hunting Ground เป็นสารคดีผลงานโดย Kirby Dick เล่าเรื่องราวของนักศึกษามหาวิทยาลัย 2 คน Annie และ Andrea จากมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลน่า ที่ถูกเพื่อนนักศึกษาล่วงละเมิดทางเพศ หลังจากที่พวกเธอร้องเรียนไปที่มหาวิทยาลัย ทางสถานศึกษากลับไม่ตามเรื่องให้ แถมยังพยายามปกปิดเรื่องฉาวโฉ่สุดฤทธิ์กลัวเสียภาพลักษณ์

สิ่งหนึ่งที่สองนักศึกษา ทำคือตั้งกลุ่มผ่านโซเชียลมีเดีย รวบรวมนักศึกษาชายและหญิงที่ผ่านเรื่องเลวร้ายมาแบบเดียวกัน และผลักดันให้การจัดการผู้ล่วงละเมิดทางเพศในมหาวิทยาลัยเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ผู้กระทำผิดถูกดำเนินคดีอย่างยุติธรรม

จากการรวมตัวกันของนักศึกษาทำให้รู้ว่าแทบจะทุกมหาวิทยาลัยในอเมริกา ไม่มีการดำเนินดีกับผู้ล่วงละเมิดทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม คนผิดยังลอยนวลจนเรียนจบ แถมผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็พยายามปิดข่าวกลัวเสียชื่อเสียงบ้าง และกลัวมีปัญหากับสมาคมศิษย์เก่าที่ทำตัวเป็นมาเฟีย เพราะในมหาวิทยาลัยชมรมนักศึกษาจะผูกพันแน่นแฟ้นกันมาก การดำเนินคดีกับรุ่นน้อง อาจกระทบความสัมพันธ์กับพวกรุ่นพี่ ซึ่งหลายต่อหลายคนได้เป็นคนใหญ่คนโตในแวดวงสังคมและการเมือง และที่สำคัญเป็นผู้บริจาคเงินให้กับมหาวิทยาลัยหลายล้านดอลลาร์



เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเสนอเรื่องคดีข่มขืนในบ้านเรา พบว่า The Hunting Ground ได้ทำสองสิ่งที่พลิกวิธีคิดต่อการล่วงละเมิดทางเพศได้อย่างน่าสนใจ

1. ในหนังไม่ได้มองคนที่ถูกข่มขืนว่าเป็น “เหยื่อ” แต่มองว่าเป็น “ผู้รอด” ในภาพยนตร์จะเรียกคนเหล่านั้นว่า Survivor การเปลี่ยนคำเรียกตัวเอง ทำให้ผู้ถูกข่มขืนไม่มองตัวเองอ่อนแอ แต่มองตัวเองเป็นคนแข็งแกร่งที่เอาชนะชาตะกรรมอันโหดร้ายได้

2. และเมื่อพวกเขาเหล่านั้นมองตัวเองเป็นผู้แข็งแกร่ง ทำแต่ละคนกล้าเปิดเผยชื่อ, ใบหน้า และสถานศึกษาตนเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างมิติใหม่ว่า การถูกล่วงละเมิดทางเพศไม่ใช่สิ่งน่าอาย คนที่น่าอายคือคนที่ลงมือต่างหาก และนี่คือเหตุผลที่หนังเบลอร์หน้าผู้กระทำผิดในฉากสัมภาษณ์นักโทษคดีข่มขืน

ผู้ล่วงละเมิดทางเพศจำนวนไม่น้อยเป็น “นักกีฬา” มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคนที่สร้างชื่อให้สถาบัน ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่อยากปกป้อง รวมถึงด้วยภาพลักษณ์เป็นหนุ่มฮอต ทำให้ผู้หญิงด้วยกันยังมองด้วยอคติว่า “เห็นเค้าหล่อก็เสนอตัวให้น่ะสิไปด้วย”

ถึงแม้จะมีเรื่องนี้เป็นขวากหนามขวางหน้า แต่หนังกลับท้าทายไปกว่านั้น ด้วยการเปิดเผยชื่อมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยที่ถูกเอ่ยชื่อในหนังก็มีสถาบันระดับท็อปอย่าง Harvard, Cambridge และ Yale อยู่ด้วย รวมถึงชื่ออธิการบดีและ ชื่อตำรวจ ที่เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของ ผู้รอดจากการถูกข่มขืนทั้งหลาย ซึ่งความสำเร็จของ Annie และ Andrea ผลักดันให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศรวมตัวกันเรียกร้อง และทำให้ประธานธบดีโอบาม่ารับเรื่องได้

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไปไกลถึงจุดที่สำนักข่าว CNN อำนวยการผลิตให้ และเพลงประกอบภาพยนตร์ Till It Happens To You ที่ร้องโดย Lady Gaga ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ภายในเวลาที่ภาพยนตร์ออกฉาย แม้ยังไม่มีการทำวิจัยว่ามันส่งผลอย่างเป็นทางการต่อผู้หญิงในสหรัฐอเมริกาอย่างไร แต่มีตัวชี้วัดอันหนึ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่า The Hunting Ground ได้เปลี่ยนวิธีคิดของคนไปแล้วจริงๆ

ในสารคดีมีนักศึกษาหลายชาติพันธุ์ออกมาเล่าเรื่องราวของตัวเองทั้ง Caucasian, Hispanic และ African American แต่ไม่มี Asian เลยแม้แต่คนเดียว แต่ในวันที่ Lady Gaga ร้องสดเพลงนี้ในงานมอบรางวัลออสการ์ ที่ตอนจบของเพลงจะมี Survivor 50 คน ขึ้นมายืนบนเวที ร่วมในการแสดงด้วย ใน 50 คนมีนักศึกษา Asian อยู่ด้วย 


ความทุ่มเทของ Annie และ Andrea ได้จุดประกายให้คนมองการข่มขืนใหม่ มันไม่ใช่ปัญหาของผู้ถูกกระทำ แต่เป็นปัญหาของผู้กระทำ รวมถึงสังคมที่ส่งเสริมให้ท้ายผู้กระทำผิด ซึ่งเราทุกคนสามารถร่วมกันแก้ไขได้ เริ่มจากตัวทุกคนที่ไม่ไปเป็นผู้กระทำเสียเอง และไม่ส่งเสริมให้คนผิดลอยนวล

นี่คือพลังของ “สื่อ” ที่ขับเคลื่อนสังคม “สื่อ” ที่เป็นกระบอกเสียงให้คนเห็นปัญหาของคนอื่น นำมาซึ่งความช่วยเหลือกันและกัน
SHARE
Writer
Thanyanan_Wood
Storyteller
เรื่องเล่าของคนที่ชอบเล่าเรื่อง

Comments