Back To The Start.

หลังจากอยู่ครบจนวันสุดท้ายของวีซ่า จนต.ม นิวซีแลนด์ไล่กลับบ้าน
ทุกอย่างในชีวิตก็เสียสูญไปอย่างที่คิดไว้จริงๆ 

พอจะเดาสาเหตุได้อยู่ว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างในชีวิตกะทันหัน
ทั้งสภาพแวดล้อมที่เคยอยู่ การใช้ชีวิตประจำวันทุกอย่างหายวับไปกับตา คล้ายๆสายพานเครื่องจักรหยุดชะงักแล้วเดินถอยหลังอะไรประมาณนั้น


อันที่จริงแค่หนึ่งปีมันก็ไม่ได้นานอะไรเลยนะถ้าเทียบกับคนที่อยู่มาค่อนชีวิตแบบพี่ที่บ้าน 
แต่มันก็คงนานมากพอเหมือนกัน ที่จะทำให้ความคิดภายในและน้ำหนักตัวภายนอกเปลี่ยนไป (อ้วนขึ้นตั้งห้าโลแหนะ)

ไหนๆ ก็พล่ามมาถึงขนาดนี้ ก็ขอพูดแบบคนไม่มีสติเลยแล้วกัน ว่ากำลังรู้สึกเหมือนชีวิตที่นิวซีแลนด์ตลอดหนึ่งปีเป็นแค่ฝันไป.. พอกลับมาที่เจออะไรเดิมๆที่บ้าน ก็ถึงเวลาทำใจยอมรับว่านี่แหละคือชีวิตจริงที่ต้องเจอจริงๆ


ชีวิตกรุงเทพที่โคตรน่าเบื่อ จะไปไหนก็รถติด ค่าครอบชีพแพงสวนทางกับรายได้ที่โคตรต่ำ บีทีเอสขึ้นราคาในแบบที่คุณภาพห่วยลง ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศที่ทำงานเป็นเครื่องจักรแย่งกันกินแย่งกันใช้ แย่งกันเที่ยวทุกวันหยุด 


เราไม่ชอบตัวเองที่กลายเป็นคนขี้หงุดหงิดใจร้อนเหมือนเดิม ทั้งที่ตอนอยู่โอ้คแลนด์สโลว์ไลฟ์ไปเยอะมาก - แม่ถึงขนาดพูดบอกหลังจากที่เจอตอนไปเที่ยวครั้งนั้น กลับมาฉันคิดว่าเธอจะเปลี่ยนไปแล้วซะอีก


และที่สำคัญ เรื่องคนนั้น ที่คิดไว้ว่ายังไงก็จบ สุดท้ายมันกลับมาวนลูปเดิม
เค้าโทรมาหาเราถามเรากลับมาแล้วเหรอ มาเจอกันไหม ทำใจไม่ตอบได้วันเดียว สุดท้ายวันเสาร์ที่น้ำท่วมกรุงเทพก็ต่างคนตะเกียกจะกายมาเจอกันสยาม เรายังเดินโอบเอวกอดคอกันเหมือนเดิม เค้าชวนเราไปนอนห้องเค้าอยู่อีกแล้ว หนำซ้ำไม่พอยังยังชวนไปทริปต่างจังหวัดกันสองคนอีกด้วย  ไม่รู้เค้าบ้าหรือเราบ้ากว่าที่มียังความคิดลังเลจะไปดีมั้ย (ยังไม่เข็ดจากทริประยองที่เขียนปากดีจนติดstaff pick ไง) 

ทุกอย่างวนกลับสู่จุดเริ่มต้น เหมือนเพิ่งตื่นจากฝันที่เผลอหลับนานไปหน่อย



ส่วนชีวิตที่นู่นก็หายวับไปกับตาเหมือนควันไฟ

เราแทบไม่ได้ติดต่อใครที่โอ้คแลนด์อีกเลย
หมาที่บ้าน สามวันแรกพี่เค้าบอกมันยังมีรอเธอกลับมาอยู่หว่ะ... แต่ป่านนี้มันคงลืมเราไปแล้วมั้ง

ส่วนพี่ที่อยู่บ้านที่นู่นด้วยกัน เวลามีอะไรกลับบ้านมาเราก็จะเล่านู่นนี่ แต่พอกลับบ้านมาแล้วทุกอย่างมันไม่ใช่ไง จะให้ไลน์ไปเม้ามอยเฟสไทม์ก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นไหม จำได้ว่าก่อนกลับเคยถามเค้าว่า อนาคตพี่จะลบเฟสบุ้คเราทิ้งมั้ย เค้าตอบ..ก็ไม่แน่

เราก็อื้อ เข้าใจแล้ว
จะมาฟูมฟายเสียดายความสัมพันธ์ฝ่ายเดียวไม่ได้หรอก ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่าย


รู้ตัวอยู่นะ เหมือนช่วงนี้คือการปรับตัว เราก็พยายามปรับตัวให้เป็นแบบเดิม พยายามไม่ฟุ้งซ่านเลิกคิดมาก จะหนีไปค้างแรมที่ไหนแบบที่ทำตอนอยู่ปักกิ่ง หรืออยู่โอ้คแลนด์ก็คงไม่ได้ เพราะยังไงที่นี่เราไม่ได้อยู่คนเดียว (ง่ายๆคือมึงจะไปนอนห้องเค้าสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้)


เพื่อนบอกให้บ่นได้แค่ช่วงนี้ ถ้าอีกสองเดือนมึงยังบ่นอยู่นั่นคือกระแดะแล้ว5555555 ไม่อยากแสดงออกให้ที่บ้านรู้ว่าไม่โอเค กลัวเค้าเสียใจ สารภาพว่าแอบมีความคิดอยากหนีออกจากบ้านอีก แต่ตอนนั้นพอให้เลือกจริงก็เลือกกลับบ้านนะ


ชีวิตก็คงแบบนี้แหละมั้ง เดี๋ยวก็ชิน
ยังไงบ้านก็คือบ้าน :)





ปล สรุปเราไปทริปตวจกับเค้าดีมั้ยอ่ะ คิดนานยังไม่ให้คำตอบซักที...แฮ่
SHARE
Writer
mmanee
alien
It's me.

Comments