รีวิวหนังสือ: เนินนางวีนัส, Anaïs Nin
(ยาวมาก 2 หน้า word อ่านเถอะ ตั้งใจรีวิวมาก)

“คนเราช่างดูแตกต่างได้เพียงไหนระหว่างยามใช้ชีวิตปกติกับตอนร่วมรัก”

- “เนินนางวีนัส” เป็นนิยายอีโรติกเรื่องหนึ่งที่เราคิดว่าคนที่ชื่นชอบนิยายประเภทนี้ควรหามาอ่านและมีไว้ในครอบครอง เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตเซ็กส์ของสามัญชน ศิลปิน โสเภณีชาวฝรั่งเศส ใช่... ชีวิตเซ็กส์ เพราะทั้งเรื่องผู้อ่านจะได้รับรู้เรื่องราว บริบท ความสัมพันธ์สวาทของตัวละคร ทุกท่วงท่า ทุกแรงปรารถนา ซึ่งทำให้เรารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ความจริงเราตั้งใจจะอ่านให้จบภายในวันเดียว แต่เรารู้สึกว่าโอ้ย ไม่ไหวว่ะ รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องไปกับบางฉากบางตอน และบางครั้งก็ถึงกลับต้องสบถออกมา (เค้าว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้ถ้าผู้หญิงอ่านจะทำให้เกิดอารมณ์) นิยายอีโรติกเล่มนี้มีความแตกต่างจากนิยายโป๊หรือหนังสือโป๊ทั่วไปตรงที่ว่ามันยังมีเรื่องของสุนทรียศาสตร์กับการเมืองสอดแทรกอยู่ (แต่ไม่ถึงกับต้องยกฌาร์ค รองซิแยร์มาอ้าง) อีกทั้งมีประเด็นของ LGBT และวัฒนธรรมสอดแทรกอีกด้วย

- ความสุนทรียะของเรื่องนี้คือมีความเป็น “นิยาย” การเล่าเรื่องและบทพรรณนาแตกต่างจากนิยายโป๊ทั่วไปตรงที่ภาษาสละสลวย ละเมียดละไม การบรรยายฉากเสพสังวาท (ซึ่งมีอยู่เกือบทุกหน้า) ด้วยภาษาเรียบง่ายแต่งดงาม ไม่มีคำหยาบคาย ซึ่งเราคิดว่ายากพอสมควรที่จะพรรณนาฉากการร่วมเพศ(ทั้งเรื่อง)โดยใช้ภาษาสวย ๆ แล้วทำให้คนอ่านรู้สึกหวามไหว หายใจไม่ออก รวมถึงอาจจะเกิดอารมณ์ร่วมไปด้วยกับตัวละคร อีกทั้งยังเป็นนิยายซ้อนนิยายอีกด้วย มีการเล่าเรื่องจากปากของตัวละครอีกทอดหนึ่งและตัวละครก็ยังแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องเล่านั้น ๆ

- ผู้อ่านอาจสังเกตได้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่า หนังสือเล่มนี้รวบรวมมาจากเรื่องสั้นอีโรติกที่เขียนให้ผู้ชาย(ผู้ว่าจ้าง)อ่าน เพราะฉะนั้นเนื้อเรื่องจึงมีความเป็น masculine และ fantasy อยู่มาก (ซึ่งไม่รู้ว่าด้วยความที่คนจ้างให้เขียนเป็นผู้ชาย คนแต่งก็เลยต้องแต่งให้ masculine เพื่อสนองความต้องการของคนจ้างหรือเปล่า) ทั้งผู้ชายที่มีองคชาตใหญ่ ยาว ผิวองคชาตเรียบเนียน สีชมพูเลือดฝาด เมื่อต้องแสงแดดสีผิวองคชาตเป็นสีทองระยับ (นี่อ่านไปก็นึกภาพไปแล้วได้แต่อุทานในใจ) นอกจากนี้ถึงแม้ในหลาย ๆ ตอนที่ตัวละครเด่นจะเป็นผู้หญิง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วตัวละครที่มีบทบาทเป็นผู้นำทางเพศ บทบาทนำเวลาร่วมเพศก็เป็นผู้ชายอยู่ดี

- เราคิดว่านิยายเรื่องนี้เป็นนิยายร่วมสมัย (contemporary) มีความคาบเกี่ยวระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่อยู่พอสมควร ประเด็นที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือเรื่อง LGBT – นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1940 ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1977 แต่ลองมาดูย่อหน้านี้กัน: “คุณนี่เป็นคนสองเพศโดยแท้จริงทีเดียวมาฟูคา” ผมพูด “คนยุคเราย่าจะผลิตลูกหลานออกมาแบบนี้ให้หมด เพราะว่าความขึ้งเครียดระหว่างความเป็นผู้ชายและความเป็นผู้หญิง นั้นสูญสลายไปแล้ว คนส่วนใหญ่จะมีความเป็นชายครึ่งหนึ่งและความเป็นหญิงครึ่งหนึ่งกันอยู่แล้ว... จริง ๆ นะ ในแง่ทางกายภาพน่ะมันคงทำให้คุณไม่มีความสุข คุณมีความสุขกับพวกผู้หญิงไหม” (หน้า 75 บรรทัด 14)

- จากพารากราฟข้างต้น แสดงว่าประเด็น LGBT / ความคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิการแสดงออกเหล่านี้มีอยู่ก่อนแล้ว (มีมานานแล้ว) แต่ทำไมกลับเพิ่งได้รับความสนใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา? เราว่านี่เป็นสิ่งที่น่าคิดและหาคำตอบกันต่อไป

- นอกจากนี้แนวคิดที่จะเปลี่ยนคน homosexual ให้กลับมาเป็น heterosexual (เหมือนแบบสังคมไทยที่เรียกว่า “จะเปลี่ยนทอมให้เป็นเธอ”) ก็มีมาเนิ่นนานแล้วเหมือนกัน สังเกตได้จากเนื้อเรื่องในนิยายดังนี้ : “ความอยากยั่วยวนคนรักร่วมเพศของเอเลนานั้นเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในหมู่ผู้หญิง ปกติแล้วมันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง เป็นความต้องการที่จะทดสอบอำนาจของตนกับเรื่องยาก ๆ เป็นความรู้สึกเหมือนกับว่าผู้ชายทุกคนกำลังหนีกฎของพวกเธอ ดังนั้นผู้หญิงจึงต้องยั่วยวนให้พวกเขากลับมาอีกครั้ง” เราว่าผู้เขียนนิยายเรื่องนี้เป็นคนที่มี mindset ที่ทันสมัยในระดับหนึ่ง กล้ากล่าวถึงในเรื่องที่สมัยนั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยากหรือไม่มีใครเขากล้าแสดงออกกัน แต่ Nin กลับแสดงความคิดเห็นผ่านผลงานเขียน

- ส่วนเรื่องวัฒนธรรมเด่น ๆ ที่สอดแทรกอยู่ในนิยายเรื่องนี้คือวัฒนธรรมฝรั่งเศส (แน่นอนอยู่แล้วสิ เพราะโครงเรื่องเกิดขึ้นที่ปารีส) ทำให้ผู้อ่านได้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวฝรั่งเศสสมัยชั่วสงครามโลก แฟชั่นของชาวปารีส เครื่องแต่งกาย (โดยเฉพาะเสื้อผ้า ชุดชั้นในที่ทำจากผ้าลูกไม้) นอกจากนี้มีอยู่พารากราฟหนึ่งที่ทำให้เราคิดว่า “ปลัดขิก” มันอาจไม่ได้มีแต่ในประเภทไทยหรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น เพราะว่าจากพารากราฟที่เราจะยกมาให้อ่านนี้ทำให้เห็นว่า “ปลัดขิก” ก็มีในวัฒนธรรมอื่น ๆ อย่างแอฟริกาด้วยเช่นกัน (แต่ชาวแอฟริกันอาจไม่ได้เอามาบูชาขึ้นหิ้งแบบของพี่ไทย) ลองอ่านพารากราฟนี้แล้วจะรู้ว่าเราคิดเหมือนกันหรือเปล่า B1 “...ขาเปลือยกายล่อนจ้อน เผยร่างสีน้ำตาลทองเปล่งประกายผูกองคชาตปลอมไว้ที่เอว ขนาดและสีผิวของมันเหมือนกับของเขา เขาพูดว่า ‘นี่เป็นระบำของประเทศผม เราจะเต้นให้พวกผู้หญิงดูในวันเฉลิมฉลอง’[…]เขาเริ่มขยับกล้ามท้อง ตั้งใจให้องคชาตปลอมนั้นแกว่งไกวเชื้อเชิญ...” (หน้า 226 บรรทัด 20) จากเรื่องบอกว่าผู้ชายคนนี้เป็นชายผิวสีร่างใหญ่มาจากแถบแอฟริกาตะวันตก เห้ยย เห็นปะ ประโยคที่บอกว่า “ผูกองคชาตปลอมไว้ที่เอว” โห อ่านปุ๊ปนึกถึงปลัดขิกปั๊บเลยอะ

- นิยายเรื่องนี้มันไม่น่าเบื่อตรงที่ฉากเซ็กส์มีความเป็นแฟนตาซีค่อนข้างสูง รวมถึงรสนิยมทางเพศแบบต่าง ๆ มีทั้งการร่วมเพศแบบบทบาทสมมติ แบบ MS, amature, blacked, orgy, lesbian บลา ๆ ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่ารสนิยมทางเพศนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ปุถุชน เพียงแต่ด้วยบริบทของสังคมวัฒนธรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เราพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะ หรือแบ่งปันความคิดเห็นกับคนอื่น หรือแม้แต่คนใกล้ตัวเราไม่ได้ เพราะฉะนั้นนิยายเรื่องนี้จึงชี้ให้เราเห็นความธรรมดาของมนุษย์ อารมณ์ทางเพศ ความรู้สึก ความต้องการทางเพศที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีวิธีการจัดการอย่างไรมากกว่า

- Finally ถ้าอยากอ่านหนังสือนิยายที่ปลุกเร้าอารมณ์แต่ก็อยากเสพสุนทรีย์ด้วย “เนินนางวีนัส” เป็นหนังสือที่ควรอ่าน และที่ขาดไม่ได้เลยคือ รังสิมา ตันสกุล เราว่าเค้าแปลดีนะ ถึงแม้จะใช้คำฟุ่มเฟือยไปหน่อยก็ตาม สรรหาคำพรรณนาฉากร่วมเพศได้ค่อนข้างดี ไม่น่าเบื่อ ไม่หยาบคาย แต่ชัดเจน ตรงไปตรงมา เราชอบที่เปรียบเทียบช่องคลอดผู้หญิงกับกลีบดอกไม้ กลิ่นช่องคลอดผู้หญิงกับกลิ่นหอยทะเล เปรียบเทียบน้ำที่ออกมาจากช่องคลอดเป็นน้ำทิพย์และน้ำผึ้ง โอ้โห อ่านไปคิดว่าอยู่ในสวนพฤกษชาติ #เนินนางวีนัส #deltofvenus
SHARE
Written in this book
Into the book

Comments

Pardhana
2 years ago
โน๊ตข้างๆน่าอ่านมากเลยค่ะ : )
Reply