บางทีความเฉยๆ คือความสุขที่แท้จริง

"เดี๋ยวนี้ไม่มีเรื่องหนุ่มๆมาเล่าให้ฟังเลยหรอ"
"เรื่องหัวใจเป็นอย่างไรบ้าง"

เมื่อวานและวันก่อน
ในบทสนทนาในโทรศัพท์ของฉันกับเพื่อนสนิท หรือแม้แต่แม่
มีคำถามที่ว่าโผล่ขึ้นมากลางบทสนทนาคล้ายๆกัน

ฉันได้ยินแล้วก็เกิดอาการงงๆกับตัวเอง
ถึงได้ฉุกคิด นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา
หลังจากเลิกกับแฟนคนล่าสุดของฉัน
เพื่อนๆสนิททั้งหมดก็ทยอยบินไปเรียนต่างประเทศ
เหลือฉันที่ยังอยู่ที่นี่ รอบินตามไปช่วงปลายปี
และใช้ชีวิตคนเดียวมาซักพัก

ฉันใช้เวลาของตัวเองเพื่อมองหาคนที่ใช่คนใหม่
เพื่อเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่เหมือนว่าขาดในชีวิตอยู่เรื่อยๆ
จนทำให้ได้พบเจอกับความเจ็บปวดบ้าง
ความสุขระยะสั้นบ้าง ระยะยาวบ้าง
หรือความสัมพันธ์ที่หาคำตอบไม่ได้บ้าง
แต่จนแล้วจดรอดก็ยังไม่ได้ตัดสินใจจะลงเอยกับใคร

ที่ผ่านมาฉันไม่เคยปิดประตู
และไม่เคยกลัวการสร้างโอกาสให้ตัวเอง
ในการเดินเข้าไปหาใครก่อน

แต่ช่วงนี้ฉันกลับเฉยๆ
ไม่มองหา ไม่พยายาม
และยังเปิดประตูไว้เช่นเคย

ฉันเคยร้องไห้เพราะเหงา
นั่งจม ฟังเพลงเศร้า 
เพราะหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้
คอยนั่งฟังเสียงในหัวตัวเอง
เพราะไม่มีใครให้ระบาย
หรือไม่มีใครคอยรับฟังปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

แปลก
เวลาที่เราอยู่ในห้วงของการตกหลุมรักใครซักคน
ในครั้งที่เหมือนจะไม่สมหวัง
แม้มันจะทำให้เรารู้สึกหลงทางหรืออยากหาคำตอบกับมันบ้าง
แต่ในนั้นจะมีความสุขแฝงอยู่ลึกๆเสมอ

ในขณะเดียวกันกับบางครั้ง
ที่คล้ายจะสมหวังหรือไปได้ดี
กราฟแห่งความสุขก็จะพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด
หรือทะลุกราฟขึ้นไปอีก
แต่มันมักจะเป็นอย่างนั้นในเวลาเพียงสั้นๆอยู่เสมอ

เวลาที่นำพาเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆ
สิ่งที่พบเจอก็ค่อยๆขัดเกลาชีวิตของฉันให้ค่อยๆเปลี่ยนไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
ใจที่เคยว้าวุ่นกับเรื่องๆหนึ่ง
พอมาเจออะไรที่คล้ายกันอีกครั้ง
ก็ว้าวุ่นน้อยลงโดยธรรมชาติซะอย่างนั้น

ฉันเริ่มรู้สึกเฉยๆกับความรัก
กับคนที่เข้ามา และออกไป
เป็นอย่างนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
ฟังดูไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่
แต่กลับกลายเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงปีนี้ของฉัน

ฉันเหงา แต่ไม่เหงา
ฉันไม่ทุกข์ แต่ก็ไม่ได้มีความสุขอะไรมากนัก
แต่มันคือความโล่ง และสบายใจ 
เรื่อยๆ ไม่ได้โหวงเหวง
แบบที่คิดหาคำมาอธิบายไม่ออก

หรือบางทีความเฉยๆ คือความสุขที่แท้จริง

ในขณะที่เราผ่านทั้งห้วงดีห้วงร้ายของทุกสถานการณ์
สิ่งที่เราลืมมอง หรือลืมรู้สึกกับมัน
น่าจะเป็นช่วงที่เราไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่
ช่วงที่ชาจากความเจ็บปวด
หรือช่วงที่เฉยกับความสุขล้นที่เพิ่งผ่านไป

แต่ละวินาทีของชีวิตนั้น
ในหนึ่งวัน
เราค่อนข้างจะเฉยกับกิจกรรมในวิถีชีวิตปกติ
เฉยกับคนที่ผ่านมาในชีวิตหรืออยู่ในชีวิตประจำวัน
และเฉยๆกับตัวเองที่เป็นแบบนี้ด้วยซ้ำ

ฉันยืนมองพื้นที่ส่วนตัวที่เคยคิดกับมันมาเสมอ
ว่าอยากให้มีคนอีกคนมานั่งอยู่ตรงนี้
ตอนนี้กลับกลายเป็นที่ๆเหมือนที่ของตัวเองมากที่สุด

Space ตรงโซฟาหน้าทีวีก็ได้ใช้งานมากขึ้น
เลือกดูหนังผู้หญิงๆใน Netflix เป็นกิจกรรมประจำวัน

เตียงที่มี'หมอนสองใบ'วางไว้คู่กัน
ตอนนี้หมอนข้างซ้ายเปลี่ยนหน้าที่ของมันมาเป็นหมอนข้างอีกอันของฉัน

แปรงสีฟัน'แพคคู่'ที่ซื้อมา 
เผื่อว่าวันนึงจะมีคนมาใช้..
ตอนนี้ฉันแกะมันมาใส่แก้วไว้คู่กัน
และเป็นฉัน ที่เลือกหยิบใช้มันตามอารมณ์


เมื่อมีคำถามที่ตามมา
"แล้วโอเคหรอ ที่เป็นแบบนี้"

ฉันตอบได้อย่างเต็มปากเลย ว่าโอเคดีนะ
กินข้าวคนเดียวอร่อย 
ฟังเพลงเศร้าหรือสนุกก็ยังมีอารมณ์ร่วม
วิ่งออกกำลังกายไปพร้อมกับคิดถึงเนื้อหาละครตอนต่อไปที่จะมาในอาทิตย์หน้า
ยังดูหนังรัก และยังเพ้อฝันจะได้มี happy ending แบบนั้นอยู่

เมื่อมีใครเข้ามาก็ยังคุยด้วยอย่างสบายใจ
และเมื่อมีใครออกไปก็ไม่ได้ส่งผลต่ออารมณ์


ในวันนี้
ความเฉยๆ
ไม่ทุกข์ ไม่สุข
คือความสุขที่สุดของตัวฉันเอง
และฉันอยากจะมีความสุขลักษณะนี้ไปนานๆ
อย่างน้อยๆคือเราไม่ได้ทำให้ใครเจ็บปวด
อย่างมากๆคือไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้ตัวเอง

ตอนนี้แหละ 
คือตอนที่ฉันเข้าใจ
ว่านี่คือการเปิดประตูไว้อย่างถูกวิธีที่สุด
เพราะเมื่อเราเข้าใจอะไรบางอย่างที่ถูกต้องกับตัวเองแล้ว
สิ่งที่ถูกต้องสำหรับเราจะเลือกเดินเข้ามาในห้องนี้เอง




ฉันยิ้ม 
ไม่ได้แฮปปี้มากหรอกนะ
ฉันแค่ไม่ทุกข์เฉยๆน่ะ

:)

SHARE
Written in this book
Nothing Real
Writer
panpanct
self lover
- 24 years old - books, old hollywood movies, BTS, swing jazz and latin dance.

Comments

Mizolynz
2 years ago
ถ้าหากมีคนที่ใช่จริงๆ ก็จะมาหาคุณเอง
ความสุขที่ได้อยู่คนเดียวก็สามารถมีได้เหมือนกันนะคะ แต่อย่ารอเวลาเพื่อคนในอนาคตเราเลย ก้าวเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ขอให้หาความสุขให้กับตัวเองได้เยอะๆนะตะ
Reply
Sontisak
2 years ago
เพ้อเจ้อ
Reply
Sontisak
2 years ago
เพ้อเจ้อ
Reply
Sontisak
2 years ago
เพ้อเจ้อ
Reply
7aruwan
1 year ago
ขอบคุณที่เขียนมันออกมา
Reply