คนที่เฝ้ามอง
แสงแดดยามเย็นส่องผ่านพุ่มใบของต้นมะขามใหญ่เกิดเป็นเงารูปร่างประหลาดพาดอยู่บน
กำแพงวัด ทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน เงาเหล่านั้นก็จะสะบัดพลิ้วไหวราวกับภาพวาดที่มีชีวิต...

บนกำแพงแห่งนั้น ยังเจาะช่องบรรจุอัฐิเรียงรายอยู่จนสุดความยาวของแนวกำแพง ป้ายจารึก
บ้างก็เก่า บ้างก็ใหม่ แสดงชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าของอัฐิ เปรียบไปก็ไม่ต่างกับป้ายเลขที่ห้องของคอนโดมิเนียม หากจะบอกว่ากำแพงวัดแห่งนี้ คือ ที่พักสุดท้ายของเหล่าผู้วายชนม์ก็คง
ไม่ผิดนัก

และบนกำแพงวัดที่ใต้เงาของต้นมะขามใหญ่นั่นเอง มีอัฐิของใครคนหนึ่งบรรจุอยู่ ป้ายจารึก
บอกให้รู้ว่าใครคนนั้นเพิ่งจะจากโลกนี้ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เธอเป็นหญิงสาว อายุเพียงยี่สิบสี่ปีเท่านั้น...

ที่หน้าป้ายจารึกนั้น ชายหนุ่มคนรักของหญิงเจ้าของอัฐิยืนสงบนิ่งอยู่ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี
รูปร่างสูงโปร่ง อายุอานามไม่น่าจะต่างจากแฟนสาวของเขาสักเท่าไหร่ เขาสวมเสื้อเชิร์ตแขนยาว
สีขาว ติดกระดุมข้อมือเรียบร้อย สวมกางเกงขายาวสีดำ และรองเท้าหนังที่ขัดมาจนเงา แม้เป็น
คนที่ไม่รู้จักก็บอกได้ทันทีว่าเขาเป็นคนเรียบร้อยขนาดไหน เอาแค่ทรงผมของเขาก็ยังหวีมาอย่างเรียบแปล้ ชายหนุ่มยืนมองป้ายจารึกของแฟนสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
แล้วเขาก็เริ่มเอ่ยปากพูดคุยกับป้ายจารึกนั้น ราวกับคนรักของเขานั่งอยู่ตรงนั้นด้วย 

ถัดไปไม่ไกลนัก หญิงสาวคนหนึ่งเฝ้ามองสิ่งที่เขาทำอย่างไม่ละสายตา เธอเป็นสาวสวย
อายุยี่สิบต้น ๆ สวมชุดกระโปรงสีขาว ตัดกับผมยาวสลวยสีดำสนิทของเธอ ชื่อของเธอ คือ แวว
เมื่อไม่นานมานี้แววเองก็เพิ่งจะพลัดพรากจากคนรักอย่างไม่มีวันกลับเช่นกัน จึงไม่แปลกที่เธอ
จะเข้าใจและเห็นใจชายหนุ่มเป็นอย่างมาก 

ตั้งแต่วันแรกที่แววได้เห็นชายหนุ่มมาที่นี่ เธอก็รับรู้ได้ถึงความเศร้าโศกของเขา และพยายามเข้าไปพูดคุยปลอบโยน แต่เขากลับทำท่าทีเฉยชา เหมือนไม่เห็นเธออยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ดังนั้น แววจึงตัดสินใจที่จะเฝ้ามองเขาอยู่ห่าง ๆ อย่างคนหัวอกเดียวกัน

วันแล้ววันเล่าที่แววเฝ้ามองชายหนุ่มแวะมาพูดคุยกับอัฐิของแฟนสาว เขาจะมาที่นี่ตั้งแต่ยามเย็นและกลับไปตอนย่ำค่ำทุกวันไม่เคยขาด แม้แต่วันที่ฝนตกหนักเขาก็จะกางร่มพูดคุย หัวเราะ เหมือนเป็นเรื่องปกติ  บางวันหนุ่มน้อยก็มาพร้อมกับดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่ซึ่งเป็นดอกไม้
สุดโปรดของสาวคนรัก และเขาจะนำช่อใหม่มาเปลี่ยนเสมอเมื่อช่อเก่าเหี่ยวเฉาลง
บางวันเขาก็มาพร้อมขนมเค้กสีสันน่ากิน มาถึงก็ตัดแบ่งใส่จานอย่างสวยงามให้แฟนสาว
หรือในบางวันเขาก็จะหยิบนิยายเล่มโปรดมานั่งอ่านให้เธอฟังจนมืดค่ำ แม้ในวันที่ไม่มีอะไร
ติดไม้ติดมือมา ชายหนุ่มก็จะมาถอนหญ้าและเก็บเศษใบไม้ที่ร่วงหล่น ให้หน้าป้ายอัฐิของหญิงสาวสะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ...แววเฝ้ามองสิ่งที่ชายหนุ่มทำด้วยความตื้นตัน เธอนึกย้อนไปถึง
ช่วงเวลาอันแสนสุขของเธอกับแฟนหนุ่ม แล้วน้ำตาก็พลันไหลออกมา ความรักที่ชายหนุ่มแสดงออกมานั้น เป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้หัวใจที่เหมือนตายไปแล้วของแววกลับชุ่มชื่นขึ้นมาได้ 

จากวันเปลี่ยนเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เปลี่ยนเป็นเดือน นอกจากความรักอันบริสุทธิ์ของชายหนุ่มที่แววสัมผัสได้ ยังมีอีกอย่างที่กระทบใจของแววมาตลอด นั่นคือ ความเปลี่ยนแปลง
ที่เกิดขึ้นกับเขา จากหนุ่มสำอางค์แต่งตัวเนี้ยบ ตอนนี้เขากลายเป็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัว
หนวดเคราไร้การโกน ผมเพ้ายาวไม่เป็นทรง เสื้อผ้าก็ปล่อยให้ยับยู่ยี่เหมือนไม่เคยรีด เรื่องเล่า
ที่เคยมีแต่เรื่องสนุกชวนหัว กลับกลายเป็นมีแต่เรื่องเศร้า ตัดพ้อคนรักที่ด่วนจากเขาไป บางครั้งถึงขนาดร้องไห้ฟูมฟายจนหลับไปข้างกำแพงวัดก็มี...แววได้แต่เฝ้ามองด้วยความเป็นห่วง
เธออยากเข้าไปคุยกับเขาใจแทบขาด หลายครั้งที่แววลองทักเขา แต่ชายหนุ่มกลับไม่เคยสนใจ
ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเธอเพียงซักครั้ง...

และแล้วก็มาถึงวันหนึ่ง...
มันเป็นบ่ายแก่ๆ ของวันอาทิตย์ แสงแดดส่องผ่านพุ่มใบของต้นมะขามใหญ่ เกิดเป็นเงา
ตกกระทบบนกำแพงวัดเหมือนเช่นเคย หากแต่วันนี้มันกลับดูหดหู่และเศร้าสร้อยกว่าทุก ๆ วัน

ชายหนุ่มมาถึงที่กำแพงวัดเร็วกว่าปกติ แต่แววมารอเขาอยู่แล้ว เธอยืนอยู่ใต้เงาของต้นมะขาม
อีกต้น ห่างจากเขาไปแค่สิบกว่าเมตร แต่เขาก็ไม่สังเกตเห็นเธออีกเช่นเคย คงเป็นเพราะสายตาของเขาตอนนี้จับจ้องไปที่ป้ายจารึกในช่องเก็บอัฐิของแฟนสาว เขานิ่งเงียบแล้วเอาแต่
เพ่งมองมัน...มองจนเหมือนจะทะลุป้ายจารึกเข้าไปเห็นเถ้าอัฐิที่บรรจุอยู่ข้างใน
รอบ ๆ ตัวเขาเงียบสนิท ไม่มีเสียงนก เสียงแมลง ไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีแม้เสียงสายลมที่พัดผ่าน

ปัง ! เสียงของมันดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัด แวววิ่งเข้าหาชายหนุ่มที่กำลังทรุดลง
มันการเป็นการวิ่งที่เร็วที่สุดในชีวิตของเธอ แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันช่างช้าเหลือเกิน...ร่างของ
ชายหนุ่มทรุดลงไปกองกับพื้น ควันสีขาวลอยออกจากขมับและปากกระบอกปืนที่อยู่ในมือขวา 
พร้อมกับเลือดสด ๆ ที่พรั่งพรูออกมาจากปากแผล แววรู้ดี และรู้มาตลอดว่าวันนี้จะต้องมาถึง
เธอพยายามจะเตือนเขาแล้ว แต่เธอก็ทำไมได้...เธอวิ่งมาหยุดที่ปลายเท้าของเขา น้ำตาไหลนองอาบทั้งสองแก้ม

"แวว...นั่นคุณจริงๆ ใช่ไหม ?" เสียงชายหนุ่มพูดขึ้น
"ใช่ค่ะต้น นี่ชั้นเอง" แววตอบ เสียงของเธอสั่นเครือ
"คุณรู้ไหมว่าผมคิดถึงคุณขนาดไหน ผม...ผม...มาหาคุณทุกวัน เอาของที่คุณชอบมาให้
คุณรู้ไหม...ผมอยากเจอคุณมากนะ"
"ชั้นรู้ค่ะ ชั้นเฝ้ามองคุณอยู่ตั้งแต่วันแรกที่ชั้นตาย ชั้นรู้ว่าคุณรักชั้นมาก ชั้นไม่อยากให้คุณ
ทำแบบนี้เลย แต่มันเป็นทางเดียวที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน ชั้นขอโทษ"
"ไม่ต้องขอโทษหรอกแวว...เพื่อคุณผมเต็มใจ"

แววและต้นโผเข้ากอดกันด้วยความคิดถึง ในหัวใจของทั้งคู่ตอนนี้ต่างสูบฉีดด้วยความรัก
น่าเสียดายที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นรักแท้ของทั้งสอง มีเพียงต้นมะขามใหญ่ และร่าง
ไร้วิญญาณของชายหนุ่มเท่านั้นที่เป็นพยานรักของทั้งคู่...  

 
  
 



SHARE
Written in this book
เรื่องของ "แวว"
เรื่องสั้นสยองขวัญ

Comments