The Skimm - ฉลาดได้ใน 10 นาที
จากผลการสำรวจพบว่า 46% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูตั้งแต่ยังไม่ลุกออกจากเตียง ยิ่งเป็นกลุ่มคนยุค Millennials (เกิดช่วงปี 1981 - 2000) ตัวเลขยิ่งสูงขึ้นไปอีกถึง 2 ใน 3 คนเลยด้วยซ้ำ ประชากรกลุ่มนี้คิดเป็น 27.4% ของทั้งโลก คิดเป็นตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 76 ล้านคน และนี่คือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสำนักข่าวออนไลน์สตาร์ทอัพชื่อ The Skimm ที่สรุปประเด็นข่าวสำคัญๆที่น่าสนใจในวันนั้น ส่ง e-mail ทุก 6 โมงเช้าตรงถึงกล่องอีเมลของสมาชิกทุกคน

แต่นี่ไม่ใชปี 2000 แล้วนะ ยังมีบริษัทสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่ยังเลือกสื่อสารทางอีเมลกับลูกค้าอีกเหรอ? โลกกำลังเชื่อมโยงด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย โซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยการแข่งขันด้านความเร็วของสื่อที่ปั้นคอนเทนท์ออกมาแบบ real-time วินาทีต่อวินาทีเพื่อแก่งขันยื้อแย่งช่วงเวลาแห่งความสนใจอันมีค่าของลูกค้า (ที่นับวันยิ่งสั้นลงทุกที) มันหมดยุคและล้าสมัยเป็นเทคโนโลยีไดโนเสาร์ไปแล้วมั้ง สำหรับการเขียนอีเมลข่าวแล้วส่งไปหาลูกค้าแค่วันละฉบับ แถมไม่พอถ้าสมัครเป็นสมาชิกทางแอพพลิเคชั่น ยังต้องเสียเงินประมาณ 100 บาท/เดือน ($2.99) แล้วใครกันที่จะมาสมัคร? ตัวผมเองและกว่าห้าล้านคนทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Oprah Winfrey พิธีกรหญิงชาวอเมริกันที่ถูกจัดว่าเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลทางสังคมมากที่สุดคนหนึ่งในอเมริกา พวกเราเป็นสมาชิกผู้ซื่อสัตย์ที่เฝ้ารออ่านข่าวของ The Skimm ในทุกเช้าอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว

Carly Zakin กับ Danielle Weisberg ผู้ก่อตั้งบริษัท The Skimm ทั้งสองเคยเป็นอดีตโปรดิวเซอร์ของสำนักข่าวดังระดับโลกอย่าง NBC ทั้งคู่รู้จักกันตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อิตาลีและเริ่มฝึกงานที่ NBC ด้วยกัน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งของการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ที่ทุกอย่างมีแบบแผนขั้นตอนมากมาย ทุกการเลื่อนตำแหน่งต้องเข้าแถวเรียงคิวรอโปรโมทชั่นจากหัวหน้า โปรเจคไอเดียบางครั้งถูกเมินเฉยไม่ได้รับความสนใจ ทั้งสองรักในงานของตัวเอง รักการอ่านข่าว หลงใหลในการนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ อยากทำมากขึ้นในแบบของพวกเธอเอง บวกรวมกับที่สังเกตุเห็นพฤติกรรมของกลุ่มเพื่อนๆ ที่คอยถามพวกเธออยู่เสมอว่าตอนนี้มีข่าวอะไรที่น่าสนใจบ้าง ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย เพราะเพื่อนๆของพวกเธอก็ยุ่งกับงานของตัวเองจนไม่มีโอกาสตามข่าวสาร การพูดคุยประเด็นข่าวต่างๆเป็นสิ่งที่ทั้งคู่ชื่นชอบอยู่แล้ว นั้นคือจุดเริ่มต้นของ The Skimm

อีเมลข่าวของพวกเธอใช้เทคนิคการเล่าข่าวต่างๆในรูปแบบ “เพื่อนเล่าสู่เพื่อน” มีภาษาขี้เล่นแต่เข้าใจง่ายแต่ข้อมูลแน่น ทั้งการเมือง เทคโนโลยี ธุรกิจ และกีฬา กระชับตรงประเด็น มีการอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องไปกับข่าวหลักเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น โยงข่าวก่อนหน้ามาอธิบายสนับสนุนว่าเป็นมายังไง เรื่องที่น่าสนใจในช่วงเวลานั้น ใครกำลังเป็นที่พูดถึงบ้าง สรุปเป็นประเด็นๆไปอย่างน่าติดตาม การอ่านอีเมลข่าวจาก The Skimm นอกจากจะได้สาระจากข่าวด้วยภาษาที่อ่านสนุก ติดอารมณ์ขัน มันทำให้รู้สึกฉลาดมากขึ้น สามารถนำประเด็นเหล่านี้ไปพูดคุยต่อได้ กับคนใกล้ชิด กับหัวหน้า กับเพื่อนร่วมงาน กับครอบครัว และที่สำคัญอีเมลข่าวทุกฉบับสามารถอ่านจบได้ภายใน 10 นาที แล้วใครบ้างจะไม่อยากฉลาดขึ้นโดยใช้เวลาสั้นๆอย่างกับต้มมาม่าสามซอง

แน่นอนว่าเส้นทางแห่งความสำเร็จของธุรกิจไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ พวกเธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายเพื่อนำ The Skimm มาถึงจุดนี้ หลังจากลาออกจาก NBC โดยมีเงินเก็บรวมกันแค่ประมาณ 4 พันเหรียญ (ประมาณ 130,000 บาท) ไม่นานเงินก้อนนั้นก็หมด ทั้งคู่ต้องยอมเป็นหนี้บัตรเครดิตรูดใช้ไปเรื่อยๆจนเต็มวงเงิน ไม่มีแม้แต่เคเบิ้ลทีวี ระหว่างนั้นก็พยายามหานักลงทุนทั้งในรูปแบบบริษัทและบุคคลแต่ก็ล้มเหลว ทุกคนล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันเป็นความคิดที่ไม่ค่อยดีนะ อีเมลตายไปแล้ว” ในบทสัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Business Insider เมื่อเล่าถึงตรงนี้พวกเธอก็หัวเราะแล้วพูดต่อว่า “แต่คนที่ปฏิเสธ ‘อีเมล’ ตอบกลับเรามา”

การท้อแท้เป็นเรื่องธรรมดาแต่เป้าหมายของพวกเธอไม่เคยเปลี่ยนแปลง มีช่วงหนึ่งก่อนการเลือกตั้งประธานธิบดี 2012 หลังจากการถูกปฏิเสธด้วย “ขอบคุณนะ แต่ยังไม่สนใจ” เหมือนเดิมซ้ำๆ ใจก็อยากเดินไปข้างหน้าต่อ แต่ก็มีความคิดเข้ามาในหัวเช่นกันว่าพวกเธอควรหางานกันใหม่รึเปล่า แต่แล้วมันก็หายไปเพราะทั้งคู่ยังคงเชื่อมั่นในเป้าหมายที่วางเอาไว้ และถ้าไม่ทุ่มสุดตัวแบบหมดหน้าตัก ไม่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองมากพอ ก็คงไม่สามารถไปบอกใครให้มาเชื่อในสิ่งที่พวกเธอเชื่อได้อย่างแน่นอน นั้นเป็นจุดที่ทำให้พวกเธอกลับมาปรับวิธีการเสนองานใหม่และมองดูโอกาสข้างหน้ากันอีกครั้งหนึ่ง

ในตอนเริ่มต้นของ The Skimm พวกเธอรวบรวมเอาอีเมลของทุกคนที่มีแล้วส่งจดหมายไปเชิญชวนให้มาเป็นสมาชิก มีเสียงตอบรับมาประมาณ 800 คน จากทั้งหมด 5,500 คน อาจจะเกิดจากความสงสารหรืออะไรก็ตามแต่ แต่นั้นคือจุดเริ่มต้นของอีเมล Skimm อันแรก หลังจากนั้นกลุ่มเป้าหมายต่อคือนักข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ แม้ว่าไม่รู้จักกันอย่างเป็นทางการ พวกเธอก็มีเครดิตจากการทำงานที่ NBC อยู่บ้าง และการแนะนำตัวว่าเคยเป็นโปรดิวเซอร์ของที่นั้นก็ทำให้คนให้ความสนใจพอสมควร พอวันที่ 4 ของการบริษัท พิธีกรชื่อ Hoda Kotb ของรายการ The "Today" show's บอกว่าเธอชอบ The Skimm มากในรายการ เท่านั้นแหละ มีคนเข้ามาสมัครเพื่อรับอีเมลจาก The Skimm เพิ่มขึ้นอีกหลายพันคนในเวลาสั้น ผู้ใช้ก็เริ่มบอกต่อกันไปเรื่อยๆ ยิ่งตอนใกล้เลือกตั้งปี 2012 จำนวนผู้สมัครนั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดดเพราะการรายงานข่าวที่เป็นกลางไม่เอนเอียง ทำให้นักอ่านได้ข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ใช่จากสำนักข่าวที่ถูกป้อนด้วยเม็ดเงินจากผู้ลงสมัครเลือกตั้ง ตัวเลขไม่เคยโกหก จากคนสมัครรับอีเมลเพียงพันกว่าคน กลายเป็นหนึ่งแสนคนภายใน 12 เดือน หลังจากนั้นอีก 6 เดือนเพิ่มขึ้นอีก 50% และตอนนี้กลายเป็น 5 ล้านคน โดยตอนนี้มูลค่าของบริษัทสูงถึง 16 ล้านเหรียญไปแล้ว (530 ล้านบาท) พวกเธอเล่าว่า 

“เรารู้ว่าต้องคุยกับกลุ่มคนเหล่านี้ยังไง พวกเขาคือใคร และยังรู้ว่าเราไม่ได้แค่สร้างบริษัทอีเมลข่าว เรารู้ว่าอีเมลเป็นเครื่องมือการตลาดต่างหาก”

เป้าหมายของ The Skimm คือสร้างลูกค้า royalty ให้กลายเป็นกลุ่มสังคมที่สามารถเข้าถึงได้
ด้วยแนวคิดนี้เองที่ทำให้อีเมลของ The Skimm เริ่มกลายช่องทางของการโฆษณาของบริษัทน้อยใหญ่ ยกตัวอย่างง่ายๆในเวลานี้ ถ้าเกิด The Skimm แนะนำหนังสือเล่มหนึ่งในอีเมล หนังสือเล่มนั้นจะมียอดขายมากกว่าได้ขึ้นลิสต์ของ New York Time Best-Seller ซะอีก แต่สินค้าทุกตัวที่ถูกวางไว้ในอีเมลไม่ใช่ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว พวกเธอคัดเอาแต่สิ่งที่กลุ่มสมาชิกน่าจะชอบและได้ประโยชน์มาแนะนำเท่านั้น

การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแนวคิดเดียวกัน อย่างแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่มีค่าสมาชิกเดือนละ $2.99 ขึ้นอันดับหนึ่งของหมวดหมู่ข่าวบน App Store ติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ กลุ่มลูกค้าที่เป็นสมาชิกอีเมลอยู่แล้วก็เต็มใจจ่ายเพราะรู้ว่าตัวเองได้รับข่าวสารที่ตนเองเชื่อถือ โดยเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆอย่างคลิปเสียงเล่าประเด็นสำคัญๆ สามารถโหลดเก็บเอาไว้ฟังทีหลังได้อีกด้วย

The Skimm ได้พิสูจน์แล้วหัวใจของความสำเร็จของธุรกิจไม่ใช่จำนวนของลูกค้า แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆของประชากรทั้งโลก แต่ถ้าเราเข้าใจพฤติกรรมของพวกเขา รู้ว่าต้องการอะไรและสามารถสื่อสารกับพวกเขาได้ เราจะได้กลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่น มั่นคง และยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าของเราอย่างเต็มใจ

โมเดลธุรกิจแบบนี้ยังไม่ค่อยมีให้เห็นในบ้านเรามากนัก อาจจะด้วยพฤติกรรมนิสัยที่ค่อนไปทางสนใจเรื่องการเสพดราม่ามากกว่าข่าวสารทั่วไป (ซึ่งมีหลายคนก็บอกว่าสาเหตุเพราะข่าวเมืองไทยมันหดหู่ ซ้ำๆ การเมืองด่ากันไปมา ไม่มีการพัฒนา ฯลฯ) ถ้ามีอย่างหนึ่งสื่อของไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้คือเรื่องการนำเสนอที่ไม่น่าเบื่อ มีภาษาที่เข้าใจง่ายมากขึ้น คนทั่วไปอ่านแล้วสามารถนำไปเล่าต่อได้ (มีเพจหนึ่งที่ผมชอบมากคือ ‘ลงทุนแมน’ ที่ทำให้การอ่านเรื่องธุรกิจกลายเป็นเรื่องสนุก ถ้าเขาเก็บเงิน ผมก็คงจ่ายเช่นกัน) และแน่นอนว่าซื่อตรงไม่เอนเอียงในการเขียนข่าวในแต่ละประเด็น

แต่สุดท้ายสิ่งหนึ่งอยากทิ้งเอาไว้ให้คิดกันต่อ แม้ว่า The Skimm จะมีข้อดีที่ทำให้เราฉลาดขึ้นที่ติดตามข่าวสารจากทั่วโลก สามารถพูดคุยได้ในหลายประเด็นในวงสนทนาแบบไม่ต้องอายใคร แต่เราเคยได้ยินเสมอว่าเหรียญมีสองด้าน การรับข่าวสารจากแหล่งเดียวไม่เคยเพียงพอ อ่านแค่สิบนาที ก็รู้แค่สิบนาที คุยได้สิบนาที และ(ดู)ฉลาดเพียงแค่สิบนาที แล้วต่อจากนั้นล่ะ? นั้นคือสิ่งที่ The Skimm ให้คุณไม่ได้และคุณต้องค้นหาเติมเอาเอง

=============

ติดตาม คอลัมน์ ​Start It Up! ได้เป็นประจำบน The Matter ครับ
SHARE
Written in this book
Start It Up!
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments

UNSTOPABLE
1 year ago
👍👏👍
Reply