อโหสิ


“พี่บอย พี่ซื้อให้ผมจริงๆ เหรอ โอ้ย สุดยอดอ่ะ”

ไอ้บี น้องชายของผมอุทานเสียงหลง ขณะที่กำลังขึ้นขี่รถมอเตอร์ไซค์คันใหม่ ที่ผมพึงถอยมาจากร้านในเมืองเมื่อเช้านี้เอง

“พี่บอย พี่ใจดีอ่ะ ขอบคุณครับ ผมไม่ยืมมอไซค์พี่ไปซิ่งแล้ว ผมรักเลยคันนี้” มันทำท่าหมอบลงราวกับกำลังทะยานไปด้วยความเร็วร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง

“ดีแล้ว เบื่อมึงชอบเอารถกูไปเผาน้ำมัน เผายางเล่น คราวนี้มีของตัวเองแล้ว ก็ดูแลเองนะมึง” ผมตบที่บ่ามันก่อนเดินขึ้นบ้าน

“ขอบคุณครับเสี่ยบอย ช่วงนี้ราศีคนมีเงินจับนะพี่ หาเงินมาจากไหนเยอะเยะเลยพี่”

“เออ จะไปเที่ยวไหนก็ไป ไอ้บี เดี๋ยวเอาไปคืนร้านเลย รถมึงเนี่ย กูมีทางของกูน่า” ผมหันไปแกล้งทำเสียงดุ

“คร้าบ ไปละคร้าบ ไปหาไอ้เจี๊ยบที่บ้านก่อน เห็นว่ามีโครงการใหม่จะให้ไปช่วยกัน”

แล้วน้องชายเพียงคนเดียวของผมก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์คันใหม่พุ่งออกบ้านไปราวกับสายลม

ผมเดินขึ้นบ้าน เปิดตู้เย็นหยิบน้ำออกมายกดื่มทั้งขวด ตอนนี้บ้านเงียบลง เหลือเพียงผมคนเดียวทั้งบ้าน ซึ่งก็ไม่แปลก พ่อกับแม่ผมตายจากไปนานแล้ว เราสองคนพี่น้องถูกตาเอามาเลี้ยงตั้งแต่เล็ก ตาก็มาเสียไปเมื่อปีก่อน บ้านเลยเป็นของเราสองพี่น้องไปโดยอัตโนมัติ

โชคดีที่ผมเรียนจบช่างยนต์พอดี เลยได้งานที่อู่เฮียอู๊ดที่ข้างตลาดในหมู่บ้าน รายได้พอมีเงินซื้อข้าวได้เป็นวันๆ ไป พอเลี้ยงปากท้องกันแต่สองคนพี่น้อง เหลือเก็บอีกนิดหน่อย แต่ผมก็พยายามจนพอมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง

ไอ้บีจบ ม.6 มาได้สองปีแล้ว แต่ผมยังหาเงินได้ไม่พอค่าเทอมมันอยู่ดี ตอนนี้ไอ้บีเลยต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่บ้านเฉยๆ เที่ยวเล่นกับเพื่อนไปวันๆ แต่ผมก็กำลังพยายามทุกทาง เพื่อหาเงินมาส่งเสียน้องเรียนให้ได้

ผมเหลือบเห็นพาดหัวข่าวบนหนังสือพิมพ์เล่มเก่าที่เอามาห่อปลาท่องโก๋ที่ซื้อจากตลาดเมื่อเช้า

“โจรโหด ขึงลวดดักปล้น เหยื่อหวิดคอขาด”

ผมขนลุก คอแห้งผาก เหงื่อออกตามมือจนเปียก ผมขยี้ฉีกหนังสือพิมพ์ทิ้งลงถังขยะ แล้วยกน้ำขวดในมือดื่มจนหมด แต่คอก็ยังแห้งเหมือนทะเลทรายไม่มีผิด

____________

กลางปีที่แล้ว หลังตาเสียไปได้ราวสองเดือน มีพวกทวงหนี้มาที่บ้าน มันเอาใบทวงหนี้มาเพื่อทวงเอาเงินที่ตาไปยืมมาห้าพันบาท แต่ตอนนี้รวมต้นรวมดอกกลายเป็นเงินถึงสามหมื่น ผมถูกพวกมันรุมซ้อม เพราะบอกว่าไม่มีเงิน

ผมถูกอัดจนน่วม สุดท้ายมันค้นตัวผม ค้นทั้งบ้าน ได้เงินค่าช่วยงานศพตาไปแปดพัน พวกมันบอกว่าอีกเจ็ดวัน พวกมันจะมาเอาที่เหลือ ไม่งั้นผมกับน้องชายต้องซวยกว่านี้

ผมจนปัญญา แค่ค่าจ้างรายวันจากอู่ก็แทบไม่พอใช้ นี่ต้องหาเงินอีกหลายหมื่น มันมืดมนเหลือเกิน จนผมได้อ่านข่าวพาดหัวในหนังสือพิมพ์ที่อู่วันต่อมา

“อาละวาดอีก ขึงลวดชิงทรัพย์ สาวคอเกือบขาด”

ผมสบโอกาส

______________

ถนนทางหลวงชนบทที่ท้ายหมู่บ้าน เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอ ผู้คนไม่ค่อยชอบใช้เพราะไม่คุ้นชิน แต่ถนนกว้างและวิ่งสบาย มีวัยรุ่นมาแข่งมอเตอร์ไซค์กันบ้าง แต่คนที่ใช้เดินทางจริงจังกลับบางตา บางวันมีรถผ่านเพียงสองสามคันเท่านั้นเอง

ผมสวมถุงมือผ้าเรียบร้อย แล้วเริ่มขึงลวดขวางถนนยาว มัดติดกับต้นไม้สองฝั่ง ผมพยายามรอบคอบ เผื่อตำรวจเกิดจะตามรอยขึ้นมา นี่คงจะทำให้ลำบากไม่น้อย

ผมนั่งหลบที่หลังกองจอมปลวกห่างออกจากแนวลวดราว 20 เมตรลึกเข้าไปในป่าข้างทาง พอเห็นถนนแค่ไกลๆ แค่นั้น

ผมนั่งอยู่อย่างนั้นนาน ฟังเสียงนกเสียงกิ่งไม้ไหวตีกันไปมา ลมพัดเอื่อยจนง่วงนอน แล้วเสียงโลหะครืนกับถนน ดังคล้ายเสียงวิญญาณกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ก็ปลุกผมให้สะดุ้งพ้นจากอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น

ผมหันไปมองที่ถนน เห็นรถมอเตอร์ไซค์ไถลมาตามทางไกลไปอีกหลายเมตร ผมเพ่งไปที่แนวลวด มีร่างนอนนิ่งอยู่ที่พื้นด้านล่าง ผมกะให้ลวดที่ขึงอยู่แค่ราวแนวอกคนขี่ จะได้แค่ตกจากรถจนจุก

ผมรีบลุกขึ้น สวมหมวกไอ้โม่ง แล้วรีบวิ่งไปที่ถนน ข้างๆ รถมีกระเป๋าถือทรงโบราณ กระเป๋าตังค์กระเด็นออกมากองข้างๆ ผมรีบคว้ามันใส่ถุงดำในมือ ผมดูรอบๆ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจอีก นอกจากตระกร้า กองดอกไม้ ข้าวตอกกระจายราวกับใครมาทำข้าวโพดคั่วหก ธูปเทียนตกอยู่ข้างๆ กัน

ร่างที่นอนนิ่งยังไม่ขยับ ผมรีบวิ่งไปใกล้ๆ ควักมีดพกออกจากกระเป๋า เผื่อเหยื่อจะลุกขึ้นสู้ ผมจะได้ขู่ไว้ก่อน

ร่างนั่นอยู่ในชุดผ้าซิ่นแบบคนแก่ชอบใส่ น่าจะเป็นผู้หญิงสูงวัย ดูได้จากผมที่ด้านหลังที่หงอกเป็นสีดอกเลาเกือบหมดแล้ว ผมเห็นเลือดค่อยๆ ไหลออกมาบนถนนใต้ใบหน้าที่ฟุบอยู่ ผมเห็นกำไลทองที่ข้อมือ สร้อยทองที่คอที่ตอนนี้ห้อยมาพาดที่ด้านหลังแทน ผมรีบปลดออก ทั้งกำไลและสร้อย

มือซ้ายของยายเริ่มขยับ ผมเอามีดยื่นไปข้างหน้า ขณะมืออีกข้างยัดสร้อยทองลงในกระเป๋ากางเกง

“อืออ ….อ๊อกก อ๊อก” ยายแกครางไม่เป็นเสียงด้วยซ้ำ

ผมจับร่างยายพลิกขึ้น เผื่อจะมีของมีค่าอะไรอีก เช่นพวกต่างหู เข็มกลัด

ผมผงะกับภาพที่เห็นตรงหน้า ทันทีที่ร่างยายหงายขึ้น

_______________

“ยาย ผมขอโทษ” ผมเผลอพูดออกไปต่อหน้าหญิงชรา ดวงตาเธอเบิกโพง ไม่แน่ใจว่าด้วยความเจ็บปวดหรือความโกรธเกรี้ยวกันแน่ แต่ตอนนั้นผมรู้สึกแค่อยากจะอาเจียนกับภาพตรงหน้า ขณะที่ผมพลิกร่างยายขึ้นมา

ปากของยายฉีกกว้างขึ้นไปถึงกราม ไขมันขาวๆ ย้อยออกมาจากเนื้อที่ขาดวิ่น ลิ้นลงมากองอยู่เกือบแตะพื้นถนน เลือดสดๆ ยังไหลออกมาไม่หยุด ฟันหลายซี่หล่นบนพื้นห่างออกไปหลายฟุต ข้างๆ มีฟันปลอมแบบฝักหักครึ่งกองอยู่

ยายยังครางอยู่ในลำคอ เส้นเอ็นหนาที่ยึดกรามคล้ายกำลังจะขาดออก กรามล่างของยายราวกับจะหลุดกองที่พื้น

“ยาย ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ” ผมยกมือไหว้ รีบคว้าถุงดำ แล้วรีบวิ่งกลับเข้าป่าอย่างไม่คิดชีวิต

__________________


ผมรู้สึกคอแห้งยิ่งกว่าเดิม ภาพติดตายังหลอกหลอนมาจนถึงวันนี้ ทั้งๆ ที่ผมอุตส่าห์พยายามลืมมันไปให้หมด ข่าวต่างๆ ก็เงียบหาย ไม่มีใครมาตามหาทรัพย์สินที่หายไป

ทองที่ได้ผมเอาไปขายที่ร้านทองอีกจังหวัด สบโอกาสที่เฮียอู๊ดให้ไปซื้ออะไหล่พอดี ผมได้เงินมาหกหมื่นกว่าบาท รวมกับเงินในกระเป๋าตังค์อีกสี่พัน ผมเอาของทั้งหมดที่เป็นเอกสารต่างๆ เผาทิ้งทันทีที่ถึงบ้าน

อีกหลายวัน มีชาวบ้านเล่ากันทั้งตลาดเรื่องเหตุการณ์ในวันนั้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือใคร ตำรวจมาเก็บหลักฐานรอบๆ ก็พบเพียงรอยหญ้าล้มเป็นทาง แต่ร่องรอยก็หายไปเกือบหมด เพราะหลังจากนั้นมีฝนตกหนักทั้งคืน

ผมไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายยายเป็นอย่างไรบ้าง รู้แต่ว่าตำรวจยังตามมาไม่เจอผู้ก่อเหตุจนถึงทุกวันนี้

แต่ผมกลับไม่เคยหลับสนิทได้ซักคืน ดวงตาคู่นั้นยังมองมาที่ผมทุกวันในยามที่ผมหลับตานอน

ผมยังสงสัยเสมอว่ายายจะรู้สึกอย่างไรตอนนั้น เจ็บปวด โกรธแค้น สับสน หรืออะไรกันแน่

“อโหสิให้ผมนนะยาย” ผมสวดมนต์และไหว้บอกแบบนี้ทุกคืนก่อนข่มตานอนในแต่ละวัน

______________

“พี่บอย พี่บอย” เสียงไอ้ต๋อง เพื่อนสมัยมัธยมของไอ้บี ดังมาจากข้างล่าง

ผมเดินลงมาดู เห็นมันกระหืดกระหอบวิ่งมาหน้าตาตื่น

“พี่ ไอ้บีมันมีเรื่องแน่ ผมเห็นมันไปกับไอ้บาสกับพวกอีกสี่ห้าคน วันก่อนเห็นมีเรื่องกันเด็กอำเภอโน่น ที่งานวัดบ้านเรา สงสัยจะยกพวกไปตีกันแน่ มันขี่มอไซค์ใหม่ไปทางหลังหมู่บ้านโน่น”

“ไอ้เวรบี จะก่อเรื่องอีกแล้ว เดี๋ยวคราวนี้ได้เข้าตารางแน่ ถ้าขืนมีเรื่องอีก” ผมหน้าแดงร้อนผ่าวไปทั้งตัวด้วยความโมโห

ถ้าคราวนี้มีเรื่องอีกน้องชายผมจะต้องถูกส่งไปสถานพินิจแน่นอน เพราะตำรวจที่ระงับเหตุวิวาทคราวที่แล้วคาดโทษไว้

“เออ ขอบใจต๋อง เดี๋ยวพี่รีบไปดูก่อน เอ็งรู้มั้ยว่ามันน่าจะไปกันที่ไหน”

“วิ่งไปทางเส้นหลังหมู่บ้าน พวกที่มีเรื่องกันคราวก่อน มันชอบไปสุมกันแถวศาลาหน้าวัดก่อนเข้าตัวอำเภอนั่นหล่ะพี่” ไอ้ต๋องยังหอบไม่หาย

“นี่ถ้าไม่ติดว่าพรุ่งนี้ผมมีสอบนะ ผมไปลุยด้วยแล้ว”

“ไปตีกันทำเฮี้ยไรพวกมึงนี่ ถ้าทำมาหากิน ตั้งใจเรียนแบบนี้ ป่านนี้สบายไปแล้ว อยู่นี่เฝ้าบ้านที เดี๋ยวพี่มา”

ผมคว้ากุญแจที่เสา แล้วรีบคว้ามอเตอร์ไซค์บึ่งไปทันที

__________

ผมห่วงน้องมาก เพราะผมเหลือญาติเพียงคนเดียวคือมันนั่นเอง ผมพอมีเงินจะเปิดอู่ซ่อมของตัวเองได้แล้ว หลังจากค่อยๆ สะสมมานาน และตระเวณรับซ่อมตามบ้านถึงที่ ถ้ามันจะไม่เรียนต่อ ผมจะให้มาช่วยกันที่ร้านของตัวเองในอนาคต

ผมรีบบึ่งไปสุดคันเร่ง กลัวจะไม่ทันการ เพราะมีเรื่องคราวที่แล้วก็รุนแรงถึงขั้นคว้ามีดมาฟันกันเลือดอาบไปหลายคน ได้แต่หวังว่าจะไปทันก่อนมันจะตีกันตายไปข้างหนึ่ง

ผมขี่มาเกือบถึงจุดด่างของความทรงจำ ต้นไม้เขียวครึ้ม ลมพัดแรงใส่หน้าด้วยแรงบิดจากเครื่องยนต์ที่ใต้เบาะผมได้แต่อธิฐานในใจ

“ยาย อโหสิให้ผมนะ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”

ผมขี่ผ่านจุดนั้นมาได้ด้วยใจเต้นรัว มือที่จับแฮนด์รถชุ่มเหงื่อ ผมมีน้ำตาไหลออกมาจากตาทั้งสองข้าง ไม่แน่ใจว่าเพราะลมที่ตีใส่หน้าด้วยความเร็ว หรือเพราะความกลัวสุดขีดในใจกันแน่

ผมรีบบิดเร่งขึ้นอีก เพื่อให้พ้นจากตรงนั้นไปไวๆ แสงแดดยามบ่ายส่องแยงลอดยอดไม้ลงมา ตาผมพร่าด้วยแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงในยามนี้ หน้าร้อนที่มีเสียงจั๊กจั่นระงมไปทั่วป่าข้างทาง

ผมจุกแน่น หัวหมุนราวกับนั่งรถไฟตีลังกา โลกหมุนราวกับถูกดูดลงไปในชักโครกด้วยแรงมหัศจรรย์ รู้ตัวอีกทีผมก็กองอยู่ที่พื้นแล้ว ภาพมอเตอร์ไซค์ของตัวเองไถลไปตามถนนตรงหน้า ประกายไฟพุ่งราวดอกไม้ไฟ แม้ในเวลากลางวันแสกๆ ช่างแปลกแท้ๆ

ผมชาไปทั้งตัว เห็นภาพลางๆ แค่พื้นถนนที่ร้อนระอุตรงหน้า กับไอแดดจากถนนจนภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยว

มีเสียงร้องโวยวายดังแว่วๆ ไม่ชัดนักอยู่ด้านหลัง

“พี่บอย พี่ พี่” เสียงคล้ายบี แต่ผมได้ยินไม่ชัดนัก เพราะเสียงตะโกนยังดังกลบกันไปมา

ผมเริ่มเบลอๆ รู้สึกเพียงเหมือนมีใครมาจับผมลุกขึ้น
มันวูบไหวเหมือนตัวผมไร้น้ำหนัก ตอนนี้ผมเห็นเจ้าบีอยู่ตรงหน้า มันกำลังทำหน้าซีดเป็นไก่ต้ม น้ำหูน้ำตาไหลพราก ตะโกนร้องเหมือนคนบ้า แต่ผมไม่ได้ยินเสียง มันเหมือนผมกำลังจมอยู่ในน้ำ มีเพียงเสียงอู้อี้ดังเข้าหูมา

“พี่บอย ผมขอโทษพี่ พี่บอย ฮืออ..พี่..” บีทรุดตัวลงกองกับพื้น

ข้างหลังบี มีร่างนอนกองอยู่ เสื้อผ้าดูคุ้นตา เลือดนองพื้นเหมือนเหตุการณ์วันนั้นไม่ผิด ผิดแค่ร่างนั่นไม่มีหัว ตัวนอนบิดเบี้ยวไปมา ผมเห็นดวงตาของยายที่ตรงหน้าอีกครั้ง

“ผมรู้แล้วว่ายายรู้สึกยังไง มันบอกไม่ถูกจริงๆ ด้วยกับสิ่งที่เป็นตอนนี้”

“อโหสิให้ผมนะยาย” 


พบเรื่องสั้นสดใหม่ และเนื้อหาดีๆ มากมายที่
fb page : BOOKster.blog
SHARE
Written in this book
รวมจินตนาการถึงเรื่องสั้น
รวมเรื่องสั้นที่แต่งขึ้นเวลาที่นั่งว่างๆ
Writer
Deux
the fast sleeper
คนธรรมดามากๆ

Comments

Girlwearsblue
2 years ago
อ่านดึกๆแล้วกลัวอ่ะ 😭
Reply
Deux
2 years ago
งั้นไปอ่านกลางวันแทน