5 สิ่งที่ได้เรียนรู้ หลังจากได้ไปเยี่ยมออฟฟิศ FB, Google, Airbnb ETC
ปลายที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสได้บินไป Sanfranciso และ Silicon Valley เกือบ 3 วีค
เยี่ยมเยือนบริษัท Tech Startup ชื่อดังระดับโลก ทั้ง Google, Facebook, Apple, Saleforce, Airbnb และทีมขนาดเล็ก ขนาดกลางอีกหลายเจ้า
เอาจริงๆ ก่อนไปไม่ได้คาดหวังอะไรนอกจากการไป "เที่ยวชม" ...ใครจะไปคิดว่าการได้ไปเยี่ยมออฟฟิศมันจะมีประโยชน์จริงๆ จังๆ

เรื่องที่จะเล่านี้ ผมจะไม่ขอพูดถึง เมือง คน ที่เที่ยว กาแฟ วัฒนธรรม อาหาร อะไรของ SF ทั้งสิ้น
แต่อยากจะมาแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้มาในมุมมองของ Business และ Startup เท่านั้น

พูดอย่างไม่อายใคร ผมคิดว่าตัวผมเองน่าจะเป็นคนที่เหมาะอยู่ไม่น้อยที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้เจอมา จากประสบการณ์ตรง ผ่านมาหลาย stage ตั้งแต่หาทีม สร้างโปรดักท์ ไม่มีจะแดก หาเงินลงทุน สร้างรายได้ ขยายทีม มาร่วม 3-4 ปี

หลายๆ อย่างมันจึงเชื่อมโยงกับปัญหาที่เคยเจอ... ปัญหาที่กำลังเจอ... และปัญหาที่คิดว่าจะต้องเจอ เรียกได้ว่าเล่นเอง เจ็บเอง อินอยู่ระดับหนึ่ง

ทริปนี้ไปมาประมาณ 20 ที่ จะมาไล่เล่าเรียงไปให้ครบคงต้องไปเขียนหนังสือ เอาเป็นว่าจะสรุปที่ใหญ่ๆ แทนละกัน และอาจจะเสริมเป็นข้อๆ เท่าที่น่าจะเข้าใจได้ให้ละกัน
แต่ละข้อคงยกตัวอย่างได้แค่ไม่กี่ที่ จะหยิบที่โดนๆ ตรงกับหัวข้อมาเล่าน่อ

คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกๆ คน ผิดพลาดตรงไหน ขออภัยล่วงหน้าไว้ละกัน

5 สิ่ง (รวมๆ) ที่ได้เรียนรู้

1. Culture 

เราอาจจะเคยได้ยินเรื่อง Culture ของบริษัท tech กันมาบ้าง
เห็นภาพออฟฟิศ Google ที่ดูคูลๆ หน่อย มี slider มีโต๊ะแบบ open floor...
มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ครับ

ทุกที่มีความเว่อร์วัง จัดเต็ม ชนิดจินตนาการแทบไม่ถึง ว่ามันทำขนาดนี้ได้เลยเหรอ!?

FB โหดสุดในความคิดผม ...มันจะมีอยู่ 2 ตึก
ตึกเก่านี่บรรยากาศเหมือนมหาลัยเลย มีถนนตรงกลาง ขนาบด้วยตึกเล็กตึกน้อยสูงแค่ 2-3 ชั้นวางรายยาวไป
แต่ไอตึกนั้นมันไม่ใช่แค่ออฟฟิศนะ มันมีให้หมดทั้งร้าน Burger, ร้าน Icecream, ร้านกาแฟ, ร้านจักรยาน
ที่นั่งเพียบทั้ง Outdoor Indoor มีถึงขนาดร้าน BBQ ย่างเนื้อ ย่างซีโครงกันจริงจัง
ที่สำคัญ... ไอที่ร่ายไปทั้งหมด "แดกฟรี" ครับพี่น้อง!!!

ตึกใหม่นี่ก็ใหญ่เลเวลแบบโกดังใหญ่ๆ บ้านเราติดกันสัก 5 โกดังวางต่อกันได้... และก็เปิด Open Floor หมดเลย คือไม่มีกำแพงกั้นที่นั่งระหว่างกัน จะมีก็แค่ห้องประชุมวางเป็นหย่อมๆ... แม้แต่โต๊ะ Mark Zuckerberg และ Sheryl Sandberg ก็เป็นแค่โต๊ะธรรมดา ตั้งอยู่กลางฟลอร์โดยไม่มีอะไรมากั้น
FB โอเพ่นมากๆ เพื่อนผมที่พาเดินชมออฟฟิศ พาเข้าไปถึงโต๊ะทำงานได้เลย แค่ห้ามถ่ายรูปติดจอ ติดบอร์ด

ออฟฟิศของ FB มันสอดคล้องกับ Culture
เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่าทีมนึงของ FB จะไม่เกิน 10 คน
แถมยังเปิดอิสระให้กับพนักงาน ใครอยากลองไปทำอะไรใหม่ๆ ก็ลองลุยได้เลย ถ้าเวิร์คก็แตกออกไปเป็นแผนกนึง

เราจะเห็น FB แปะโปสเตอร์ internal event เยอะแยะเต็มไปหมด Hackthon ไปจนถึง event ไร้สาระไม่เกี่ยวกับงาน
ในมุมมองผม ผมว่าสิ่งนี้มันคือคีย์สำคัญเพื่อพัฒนาคนอยู่เหมือนกัน
พอคนมันเยอะระดับหมื่นคน
มันคงต้องผลักดันกันผ่าน intenal event นี่แหละ เลยถึงบอกว่าบรรยากาศที่นี่มันเหมือนมหาลัยมาก
อาจจะเป็นความตั้งใจก็ได้ เพื่อสร้าง culture ให้กับทุกคนในนั้น... ไม่ให้หยุดที่จะเรียนรู้

อีกแห่งที่อยากจะพูดถึงเรื่อง Culture คือ Saleforce
Saleforce เป็นบริษัทที่โต double digit ทุกปี ขาย Software B2B แต่ใหญ่กว่า ปตท บ้านเราเสียอีก
มีพี่คนไทยทำงานอยู่ในนั้น เล่าให้ฟังถึงแนวคิด การทำงานที่สำคัญของของ Saleforce นั่นคือเรื่องของ Culture อีกนั่นแหละ
Saleforce ให้ความสำคัญกับ Culture มากๆ
...เพราะเขาเชื่อว่า Culture ที่ดีจะผลักดันคนให้ช่วยพัฒนาบริษัท ไม่หยุดอยู่กับที่
และบริษัทจะโตได้ ต้องอาศัยคนเก่งมาช่วยเท่านั้น

ออฟฟิศของ Saleforce อาจจะไม่คูลเท่า FB แต่ก็ยังมีกลื่นอายที่น่าทำงานด้วยไม่แพ้กัน
สัมผัสได้ถึงคุณภาพของคนที่ดูเก่งสัสกันจนเหมือนมีออร่าเปล่งประกายออกมาเบย

2. Customer Centric

หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินคำนี้กันมาบ้างแล้ว
มันดูเป็นคำคูลๆ ที่เราต่างพูดว่า เราพัฒนาของโดยให้ผู้บริโภคเราเป็นแกนกลาง...
แต่ตอนทำจริงก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามมีตามเกิดนั่นแหละ

ซึ่งจากที่ผมเห็น บริษัทใหญ่ที่นู่นหลายแห่งเขาเน้นเรื่องนี้อย่างจริงจังมากๆ
Saleforce ที่ว่าไปตะกี้ก็ใช้การวัดผลเรื่อง Customer Success เป็นหลัก ลูกค้าแฮปปี้ เราแฮปปี้ ธุรกิจเติบโตได้

แต่ที่โหดสลัดเลยในเรื่องนี้เห็นจะเป็น Airbnb

Airbnb มีแผนก CX (Customer Experience) เป็นฝ่ายที่ใหญ่ที่สุด เห็นน้องที่ทำงานในนั้นบอกว่าเกือบ 40% ของบริษัทเลยทีเดียว
ผมถามว่า... และไอทีม CX เนี่ย มันทำอะไร
น้องเขาตอบง่ายๆ แค่ว่า... ทำทุกอย่างให้ user แฮปปี้ที่สุด ทั้ง host และ guest
ตรงทางเดินในออฟฟิศ มันมีพวกอาร์ทเวิร์คแสดง Customer Journey คอยย้ำเตือนคนข้างในด้วย เอาให้มั่นใจว่า user จะแฮปปี้ทุก step

เราจะเห็นได้อีกจากรอบๆ ออฟฟิศ ที่จะมีอาร์ตเวิร์ค Tour ของ Airbnb แปะเต็มไปหมด มีรูป Host คนแรกๆ แปะหราใส่กรอบแขวนบนผนัง
มีเอารถบ้านจำลองที่คนปล่อยเช่ามาไว้ที่ออฟฟิศด้วย
ส่วนตัวผมโคตรชอบอะไรแบบนี้... มันแสดงให้เห็นถึงว่าเขาให้ค่ากับ "คน" แค่ไหน
มันทำให้ใครเข้ามา ก็คงต้องเข้าใจตามไปว่าศูนย์กลางของที่นี่มันคืออะไร

น้องที่ทำงานในนั้น เขาย้ำประเด็นนี้อีกที ตอนบอกว่า Booking ที่พัก มีมากมายมหาศาล...
แต่ที่ Airbnb โตมาได้ทุกวันนี้ และคู่แข่งยังสู้ไม่ได้ เพราะเราใส่ใจ "คน" นี่แหละ
Customer Centric จริมๆ ประทับใจ
ว่าแล้วพอกลับไทยผมเปลี่ยนชื่อทีมในที่ทำงานตามเป็น CX ทันที เท่ ฮ่าๆๆ

3. Ecosystem

ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมเทคโนโลยีกว่าครึ่งโลกมาจากแอเรียนี้...
ของเขาพร้อมกว่าจริงๆ ในทุกๆ ด้าน
และมันทำให้เห็นจริงๆ เลยว่า Ecosystem ที่แข็งแรง มันสามารถช่วยผลักดัน Startup ได้แค่ไหน
คือมันมี Support ครบตั้งแต่ ต้นน้ำยันปลายน้ำ

แรกเริ่มจากการศึกษา... มี Stanford เป็นหัวหอก ส่งคนคุณภาพออกมา
แอเรียรอบๆ นั้นก็เป็นอะไรที่เสริมกันอีก ถนนหน้า Stanford เขารายล้อมด้วยบริษัท Tech Startup มาเปิดออฟฟิศกันเต็มไปหมด
นั่นหมายถึงเด็กในรั้วมหาลัย มันเข้าถึงคนทำงานจริงได้ง่ายขึ้น connect กันสะดวก แถมยังเป็นเหมือน role model ให้เด็กๆ เดินตามได้
ลองนึกภาพ ถ้าสามย่าน มันมีออฟฟิศ Tech Startup ไปรวมตัวกันเป็น Community ใหญ่ๆ... มันน่าจะช่วยกระตุ้นเด็กจุฬาที่เรียนข้างๆ ได้ไม่มากก็น้อย

Coworking space + Incubator แน่นอน ที่นี่มีมากมาย เห็นว่ามี Event, Meetup หรืองาน Pitch กันถี่มากๆ (ซึ่งอาจจะ distract มากไปก็ได้)
VC นี่ไปต้องพูดถึง เงินสะพัดสุด ได้คุยกับคนใน แกบอกมันมการ Raise fund ทุกวันเป็นเรื่องปกติ... M&A ก็เป็นเรื่องปกติ
แกถึงกับบอกว่าบางครั้งเองมันก็มีเคสทีมที่โปรดักท์ไม่ได้มีไรมาก แต่ Raisde fund ได้มหาศาล หรือถูกซื้อไปจากเจ้าใหญ่
นั่นยิ่งทำให้คนกระโจนลงมาลุยเยอะขึ้นไปอีก... (แต่ก็เจ๊งกันยับหลายเจ้าเช่นกัน)

คุยกับคนที่นั่นคนนึง เขาบอกว่าทุกอย่างที่นี่มันเอื้ออำนวยสุดๆ (ยกเว้นค่าที่)
ยิ่งเทคโนโลยีสมัยนี้มันโคตรจะพร้อม มี Library มี Cloud ให้ใช้แบบโคตรสะดวก จะสร้างอะไรนี่โคตรง่าย แต่นั่นทำให้เจ้าที่จะกรุยฝ่ามาได้ต้องมี Unfair advantage บางอย่างให้ชนะเจ้าอื่นเช่นกัน

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือ เราเห็นการสนับสนุนจากรัฐบาลน้อยมาก
มันรันวงการกันเองโดยเอกชนแทบทั้งนั้น จะมีให้เห็นก็คงเป็นพวกการดึง Corporate เข้ามาหนุนค่อนข้างมาก

ส่วนตัวคิดว่าในระยะยาวถ้าบ้านเราอยากจะไปไวกว่านี้ คงต้องคิดถึงเรื่อง Ecosystem มากขึ้น
ซึ่งว่ากันตามตรงตัวผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าต้องได้รับการผลักดันจากฟากไหนบ้าง
แต่คิดว่าเราเองก็เติบโตไปได้ไม่เลวนะ
เรามี TTSA เรามี Active VC วนเวียนหาทีมดีๆ ลงทุน เรามี Incubator อยาก dtac Accelerate, Krungsri RISE ต้องขอบคุณคนกรุยทางหลายๆ คน อย่างน้อยๆ ก็เริ่มมีรากฐานให้เห็นบ้างแล้ว

4. Data-driven

พอมันมีการเติบโตมาเป็นโจทย์ใหญ่ สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือการวัดผล
หากใครสนใจ Startup อยู่แล้ว คงทราบถึงความสำคัญของสิ่งนี้ดี

แต่เคสที่น่าสนใจมากๆ คือ Startup ไซส์ไม่ใหญ่ขนาด 60 คนที่ชื่อว่า Robinhood
มันคือแอพเทรดหุ้นที่ไม่คิดค่า Commision ...ตามชื่อเลย คือ ช่วยคนเทรดน้อย รายย่อย ให้ไม่ต้องมาแบกค่าคอม
ถึงขนาดไม่ใหญ่แต่ Valuation เกินพันล้านเหรียญ กลายเป็น Unicorn ไปเรียบร้อย

ที่นี่มีพี่คนไทยทำงานอยู่ 2 คน เป็น Data Scientist และ Data Engineer
พี่เขาบอกว่าทีม Dev ของ Robinhood มี Data Scientist / Data Engineer อยู่ประมาณ 20% ซึ่งเป็น ratio ที่สูงมาก
ซึ่ง Data นี่แหละคือคีย์ของทีมนี้

ที่นี่ไม่มี Marketing เลย มี PR แค่คนเดียว แต่โตคูณหลายเท่าทุกปีเพราะใช้ Data
แน่นอน Startup ต้องโต แต่โจทย์ที่ต้องเติบโตมันไม่ได้ไปลงที่ Marketing
...มันถูกโยนไปทาง Tech team ที่ต้องดู data และหาทางพัฒนา Product ให้ขยายต่อไปได้ตามเป้าที่ตั้งไว้
จะเพิ่ม Conversion หรือจะเพิ่ม Referral คือเขาให้ Tech team ลุยเลย โหดสลัดรัสเซีย

ความน่าสนใจอีกอย่างของทีมนี้คือ คุณภาพของคน
พี่คนไทยทั้งคู่คือเห็นว่า ปริญญาเอกคนนึง ปริญญาโทคนนึง (ถ้าจำไม่ผิด) และพี่แกบอกว่าทั้งบริษัทก็ระดับนี้ทั้งนั้น
ทำให้ผมเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมมันถึงโตเป็น Unicorn เร็วขนาดนี้ ก็พี่แกเล่นสร้าง Avenger 60 คน มาช่วยลุยนี่เอง

5. Quality people

สืบเนื่องจากข้อข้างบน นี่คือข้อสุดท้าย
สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมสัมผัสได้ตลอดทั้งทริป...
คือไม่ว่าไปที่ไหน มันเหมือนจะเจอมนุษย์เลเวลสูงอยู่ในทุกๆ ที่

แน่นอน เรื่องงานผมไม่รู้หรอกว่าแต่ละคนเขาทำงานกันยังไง...
แต่เอาแค่การพูดจา การสื่อสาร โลจิค แนวคิด ที่ได้คุยกัน มันทำให้สัมผัสได้จริงๆ ว่าคนเหล่านี้เขามี "ความรู้"

ไม่ต้องคนที่นั่นก็ได้ พอดีทริปนี้มีการจัด meeting คนไทยที่ทำงานใน SF เลยได้เจอคนที่ทำงานที่นั่นหลายคน
พี่ๆ น้องๆ ที่ได้คุยดูเก่งกันทั้งนั้นเบย

คนคุณภาพมันเกิดมาได้จากอะไร?
อาจจะด้วยสภาพแวดล้อมเกื้อหนุน หรือด้วยเนื้องานก็ไม่แน่ใจ
แต่มันทำให้พอเข้าใจในท้ายสุด... ว่าที่นั่นมันเหมือนลีคใหญ่ Uefa Champion League
บ้านเรายังเป็นลีคใหม่อยู่ โครงสร้างลีก คุณภาพคนมันยังต้องพัฒนาไปอีกพอตัว ถึงจะตามเขาทัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ "คนเก่ง" มันจะถูกซื้อตัวไปลีกใหญ่หมดน่ะสิ
ทีมดีกว่า มีชื่อกว่า มั่นคงกว่า จ่ายดีกว่า
เอาจริงๆ ผมมองว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลย... ถ้าผมเตะบอลเก่งเป็นเมสซี่ก็คงไม่อยู่แค่ลีกไทยเช่นกัน

แต่มันจึงทำให้เกิดปัญหา "ขาดคน" กันแทบทุก Startup
และอย่างที่ข้อด้านบนพูดไปแล้ว...
ถ้าไม่มีคนเก่ง มันคงยากมากๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนกันไปให้ถึงฝั่ง

กับ Startup เล็กๆ อย่างผม ทางเดียวที่จะไปได้ คือคงต้องพัฒนาคนเอง
เราคงไม่สามารถบ่นว่าทำไมหาคนยาก และรอ Ecosystem ให้แข็งแรงกว่านี้ได้
เราอาจจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างสิ่งนี้ จากการคิดถึงเรื่องคนในทีมมากขึ้นเองเสียมากกว่า
แต่ละคนจะเก่งขึ้นได้ยังไง เขาจะเติบโตไปในทางไหน เราซัพพอร์ทอะไรเขาได้บ้าง คงต้องคิดเรื่องเหล่านี้กันด้วยแหละ
เรียกได้ว่า... เราเองก็ไม่ได้เป็นทีมระดับโลก คงต้องโตไปด้วยกันเท่านั้นเอง

ป.ล. Fictionlog กำลังรับคนเพิ่มอยู่นะ ช่วงนี้หา Mobile Dev ทั้ง iOS และ Android เพิ่ม ใครอยากแจม ติดต่อมาเลย หลังไมค์มาหรือเมลมาที่ jobs@fictionlog.co ได้

=== สรุป ===

น่าจะประมาณนี้
อย่างหนึ่งที่อยากทิ้งท้ายเลยคือ ทุกอย่างที่นั่นมันใหญ่มาก
ตลาดใหญ่ เป้าหมายใหญ่ ทุกอย่างมันดูยิ่งใหญ่ไปหมด
เล่นเอากลับมาไทย ช่วงแรกนี่เบลอๆ ไปแพรพนึง... จนต้องมาจูนกลับสู่โลกความเป็นจริง
ว่าเรายังอยู่ลีกเล็ก เก็บ Uefa Champion League เป็นแรงบันดาลใจและสู้ต่อไป

ใครอ่านมาถึงขั้นนี้ ก็หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครัช
ขอทิ้งท้ายด้วยเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย สนุกๆ ละกัล

- มันจะมีจักรยาน Google ที่เขาปล่อยทั่วแคมปัสให้พนักงานขี่ ตอนผมไปมีคนไทยกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง เอาไปปั่นเล่นกันแถมขับออกไปนอกแคมปัสเขาอีก แย่จริงๆ อย่าให้เจอหน้านะ...

- หลายๆ ที่จะมีโรงคั่วส่งเมล็ดกาแฟให้ประจำและมี Blend Signature ของตัวเอง อย่าง Google มี Google Blend เลยคั่วโดย Four Barrel แอบไปทำกินมาแล้ว อร่อยมาก ฮ่าๆๆ ที่ Robinhood สั่ง Nitro Coldbrew เป็นถังมาให้พนักงานเลย โคตรแจ่ม

- Apple เป็นที่เดียวในเจ้าดังๆ ที่ไปเยี่ยมชมที่ไม่มีอาหารฟรีให้พนักงาน มีแต่แค่ว่าใครอยู่ดึกจะมีคูปองให้กินอาหารเย็นได้ ฮ่าๆๆ ...แต่ถามหลายๆ คนมาร่ำลือกันว่าอาหารที่ Apple จัดว่าอร่อยเป็นอันดับต้นๆ เห็นว่าอันดับหนึ่งคือ Twitter จริงไม่จริงไม่รู้ ไม่ได้ไป

- จริงๆ มีเรื่อง Apple ดีๆ เยอะเลย แต่ไม่น่าเล่าได้ เอาเป็นว่าเจอกันค่อยเม้าส์มอยละกัน หุหุหุ

- ที่ FB มีตู้กดเอาพวก Adapter สายแปลง หูฟัง มาได้เลย ไม่ต้องเบิก น่าดอยมาก

- ป้าย FB ด้านหน้าเป็นปุ่ม Like ให้คนมาถ่ายรูป ความเถื่อนคือหลังป้ายเป็น Logo 'Sun Microsystem' ...คือพี่มาร์คแกซื้ออฟฟิศต่อจาก Sun มาแต่ไม่เอาป้ายออก แค่กลับป้ายเฉยๆ และเอา FB ขึ้นแทนเป็นการย้ำเตือนทุกคนว่า "มึงใหญ่แค่นั้นมึงก็ล้มได้" บัยยย

จบ.
SHARE
Writer
Pippo
Entertainer
Actor / Writer / Barista at Storylog

Comments

Holyshit
1 year ago
อ่านสนุกมากๆ.... ทำให้เห็นภาพหนทางอันยาวไกล กว่าจะไปถึง Uefa ..55555 สู้ต่อไปพวกเรา
Reply
jutichai
1 year ago
ประโยคสุดท้ายนี่เด็ดครับ ! 555
Reply
MissC
1 year ago
Fictionlog รับสาย Content บ้างไหมคะ 😁
Reply
Queercat
6 months ago
สุดยอดจริงๆเลยค่ะ อ่านบทความนี้จบแล้วอยากจะเข้าไปทำงานที่นั้นบ้าง
Reply