จาก “พงษ์พัฒน์” ถึง “โนแลน”
สัปดาห์ก่อน ผู้กำกับละครโทรทัศน์ชื่อดังอย่าง “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” เพิ่งพาละครเรื่อง “นาคี” ของเขา ขึ้นรับรางวัลนาฏราชประจำปี 2559 ไปถึงสิบสาขา

โดยในช่วงหนึ่งของการขึ้นไปรับรางวัลบนเวที พงษ์พัฒน์ได้กล่าวแสดงความรู้สึกเอาไว้ว่า 

“รางวัลนี้เปรียบเสมือนแสงเทียนเล่มเล็กๆ ที่ส่องสว่างท่ามกลางแสงริบหรี่ของจอโทรทัศน์ วันนี้คนดูโทรทัศน์น้อยลงๆ เราจะสู้ต่อไปครับ เป็นกำลังใจนะครับสำหรับรางวัลนี้ให้กับคนโทรทัศน์ทั้งหลาย เราจะสู้ ผมไม่อยากเดินขึ้นมาบนเวทีนี้ในฐานะ ‘ผู้กำกับละครโทรศัพท์ยอดเยี่ยม’ นะครับ”
 
อย่างน้อยที่สุด คำกล่าวของพงษ์พัฒน์ก็สื่อแสดงให้เห็นถึงภาวะตึงเครียดบางประการ อันเกิดจาก “ความเปลี่ยนแปลง” ทางด้านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนในเมืองไทย 

พิจารณาเฉพาะกรณีนี้ คือ ความนิยมและจำนวนการเข้าถึงของผู้ชม ที่กำลังถ่ายโอนจากสื่อเดิมอย่าง “โทรทัศน์” มาสู่พื้นที่ใหม่ๆ อย่าง “สื่อออนไลน์” ซึ่งหมายรวมถึงเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดที่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ โดยมี “โทรศัพท์มือถือ” เป็นหนึ่งในเครื่องมือดังกล่าว

น่าเสียดายที่พงษ์พัฒน์ยังไม่มีโอกาสขยายความคำกล่าวข้างต้นให้ละเอียดลออขึ้น

ณ ปัจจุบัน เราจึงได้รับทราบเพียงความวิตกกังวลและหวาดกลัวต่อ “อนาคต/ความเปลี่ยนแปลงที่มิอาจหลีกเลี่ยง” ของดารา-ผู้กำกับรายนี้ 

ช่วงเวลาเดียวกัน “คริสโตเฟอร์ โนแลน” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวอังกฤษ ซึ่งกำลังมีผลงานฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุดอย่าง “Dunkirk” เข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเรา ก็ออกมาแสดงทัศนะที่ “คล้ายจะ” สอดคล้องต้องตรงกับพงษ์พัฒน์

โนแลนเปิดฉากวิจารณ์ “เน็ตฟลิกซ์” ว่าด้วยนโยบายที่ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งเจ้าใหญ่รายนี้ได้ออกทุนสร้างภาพยนตร์ โดยกำหนดให้ผลงานเหล่านั้นต้องถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ไปพร้อมๆ กับการเข้าฉายในโรงหนัง
 
ผู้กำกับดังเห็นว่านโยบายเช่นนี้ คือ “ความเกลียดชังอันวิปริต” ซึ่งจะมีส่วนทำลายธุรกิจโรงภาพยนตร์ลงในท้ายที่สุด

อย่างไรก็ตาม คริสโตเฟอร์ โนแลน มิได้แสดงจุดยืนต่อต้านสื่อออนไลน์ หรือต่อต้านผลงานภาพเคลื่อนไหวที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อเผยแพร่ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 
 
เขาไม่ได้ต่อต้านแม้กระทั่งรูปการณ์ที่เจ้าของธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งทั้งหลาย พากันหลั่งไหลเข้ามาอำนวยการผลิตภาพยนตร์มากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างน้อยที่สุด โนแลนยังเห็นด้วยกับ “อเมซอน” ซึ่งออกทุนสร้างภาพยนตร์ โดยกำหนดให้ผลงานเหล่านั้นต้องเข้าฉายในโรงหนังก่อนเป็นเวลา 90 วัน แล้วค่อยปล่อยลงออนไลน์ 
 
นอกจากนี้ ผู้กำกับชื่อดังชี้แจงว่าตนเองไม่ได้หมิ่นแคลนความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพงานที่ปรากฏในภาพยนตร์ ซึ่งออกทุนสร้างโดย “เน็ตฟลิกซ์” 
 
แต่โนแลนรู้สึกว่าโมเดลธุรกิจของ “เน็ตฟลิกซ์” นั้นมีลักษณะ “ตักตวงผลประโยชน์” จากผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์มากเกินไป

ถึงแม้คริสโตเฟอร์ โนแลน จะสรุปความคิดรวบยอดของตน ผ่านรูปประโยคคล้ายๆ กับคำพูดของพงษ์พัฒน์ ว่า 

“ถ้าคุณทำหนังโรง มันก็ต้องถูกฉายในโรงภาพยนตร์สิ”
 
ทว่า ด้วยความที่โนแลนมีโอกาสพูดจายาวๆ ผ่านสื่อ กระบวนการคิดและประเด็นปัญหาหลักที่เขาต้องการนำเสนอจึงปรากฏออกมาอย่างเด่นชัด

จนไม่มีใครสามารถเข้าใจผิดได้ว่า ผู้กำกับระดับฮอลลีวูดรายนี้กำลังแสดงจุดยืนต่อต้านแพลตฟอร์มออนไลน์แบบหัวเด็ดตีนขาด
 
ว่าแล้วก็อยากให้สื่อบ้านเรารีบไปสัมภาษณ์พูดคุยกับพี่อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ ถึงวิธีคิดเบื้องหลังวรรคทองล่าสุดของแกบนเวทีนาฏราช
SHARE

Comments