PINK ROSE  [ SAKURA x CHAEWON ]


“ที่นี่ขึ้นไปบนดาดฟ้าได้ไหมคะ ?”


หญิงสาวผู้ถูกถามเงยหน้า คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตทั้ง ๆ ที่อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดพักนี้ถึงมีแต่คนสนใจสถานที่ข้างบนนั้น


“อย่าไปเตะกระถางต้นไม้ล้มเข้าแล้วกัน เจ้าของเขาหวง”

“จะระวังค่ะ”

“แล้วก็อย่าหาเรื่องกระโดดลงมาล่ะ”


ประโยคที่ดูเหมือนล้อเล่นขัดกับสีหน้าจริงจังทำให้คิมแชวอนไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามพูดมีความหมายว่าอย่างไร


“กระโดดลงมา? ไม่กล้าหรอกค่ะ”

“ไม่แน่หรอก ถ้าได้เจอคนบนนั้น ยังไงก็อดทนไว้ก่อนแล้วกัน”


ควอนอึนบี ถอนหายใจเล็กน้อยหลังพูดจบประโยค ก้มลงหลังเคาท์เตอร์ที่คั่นกลางระหว่างทั้งสองลงไปค้นหาอะไรบางอย่าง เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับคีย์การ์ดสีขาวระบุเลข 410 


“ใช้นี่แตะประตูเข้าออกห้องได้เลย รับรองปลอดภัย”


แชวอนพยายามไม่ใส่ใจคำพูดเรื่อยเปื่อยของหญิงสาวตรงหน้ามากนัก รับคีย์การ์ดและจัดการเดินขึ้นลงลิฟต์นับครั้งไม่ถ้วนเพื่อขนสัมภาระทั้งหมดเข้าสู่ห้องพักด้วยตนเอง



อพาร์ทเม้นท์แห่งนี้เป็นหอพักหญิงล้วนสูง 4 ชั้น แชวอนค้นหามันเจอในอินเตอร์เน็ตหลังจากได้งานใหม่ ระยะทางจากที่นี่ไปจนถึงที่ทำงานไม่ไกลกันมาก อยู่ติดกับร้านสะดวกซื้อ แถมค่าเช่ายังอยู่ในราคาที่จ่ายไหว ผิดคาดก็แต่สภาพตึกที่เธอคิดว่าไม่เหมือนรูปที่เห็นในเว็บเอาเสียเลย หากจะใช้คำว่าซอมซ่อก็คงจะไม่เกินจริงแต่อย่างใด


เริ่มจากตัวตึกที่อาจจะเคยเป็นสีขาว ตอนนี้เกือบทั้งหมดกลายเป็นสีเหลืองเฉดเดียวกับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกสวมใส่บ่อย ๆ ไฟลิฟต์ที่กระพริบอยู่ตลอดเวลาจนเธอต้องภาวนาไม่ให้มันค้างตลอดการขึ้นลง เศษฝุ่นประปรายตามทางเดิน คีย์การ์ดที่ต้องหาองศาแตะอยู่สี่ห้ารอบกว่าจะปลดล็อคประตูเข้าไปได้ ความเชื่อมั่นในประโยค ‘รับรองปลอดภัย’ ของพี่อึนบีลดลงฮวบจนเกือบติดลบ


โชคดีที่สภาพซอมซ่อเช่นนั้นคงไว้แค่ด้านนอก ตัวห้องด้านในยังคงความโล่งสะอาด บ่งบอกว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำอุ่นไม่มีปัญหา เธอใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อยที่มันไม่ได้แย่ไปทั้งหมด แชวอนนอนแผ่หราอยู่บนเตียงหลังใช้เวลาไปสามชั่วโมงในการจัดสัมภาระทั้งหมดให้เข้าที่เข้าทาง นาฬิกาบนผนังห้องบอกเธอเช่นนั้น


เวลาเหลือมากพอก่อนพระอาทิตย์จะตก คิมแชวอนตัดสินใจเดินขึ้นไปสำรวจสถานที่ที่เธอชอบที่สุดของทุกตึก


ดาดฟ้า 




“ฝีมือแมวพี่อีกแล้วใช่ไหม”


เสียงเล็กเอาแต่ใจดังมากพอจะได้ยินลงไปถึงชั้นสี่ หากเป็นคนอื่นคงอยากจะเดินหนีออกมา แต่เป็นปกติไปแล้วสำหรับ มิยาวากิ ซากุระ ที่จะยืนรับฟังเด็กคนนี้อย่างใจเย็น


“บอกแล้วว่าไม่ใช่แมวพี่ แค่ให้ข้าวให้น้ำมันเฉยๆ”

“ต่างกันยังไงล่ะ พี่แค่อาศัยช่องโหว่ที่น้าอึนบีห้ามเลี้ยงสัตว์ในห้องมาเลี้ยงบนดาดฟ้า”


ซากุระยกมือขึ้นทั้งสองข้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของการยอมจำนน ยอมรับว่าสิ่งที่เด็กนั่นพูดมาไม่ผิดจากความเป็นจริงไปสักนิด


“โอเค พี่ยอมก็ได้ แล้วเธอจะให้พี่ชดใช้ยังไง จางวอนยอง

“ไม่รู้ล่ะ ทำยังไงก็ได้ให้กุหลาบของฉันตั้งอยู่ในกระถางได้เหมือนเดิม”


เด็กตัวสูงสะบัดตัวเดินหนีจากชั้นดาดฟ้าทันทีที่พูดจบ ซากุระส่ายหัวเบาๆให้กับทั้งเด็กเอาแต่ใจ แมวเจ้าปัญหา และกลีบกุหลาบสีชมพูที่กระจายอยู่เต็มพื้น


“คราวหลังถ้าคันไม้คันมือก็ไปคุ้ยอย่างอื่นแทน เข้าใจไหมมารุ คิดจะทำทางเดินกุหลาบหรือไง”


หันไปดุแมวส้มตัวอ้วนที่ยังทำหน้าไม่รู้สึกรู้สา พลางย่อตัวลงไปจับกระถางไม้ดอกต้นเหตุให้ตั้งขึ้น และพบว่าเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะจัดมันให้อยู่ในสภาพเดิมด้วยตัวคนเดียว


“ให้ช่วยไหมคะ ?”


ซากุระไม่รู้ตัวเลยว่ามีใครอีกคนอยู่บนดาดฟ้าด้วย หันหน้าไปตามต้นเสียงที่เธอไม่คุ้นเคย สบเข้ากับดวงตากลมโตน่ารักนั่น ในหัวว่างเปล่าไปชั่วขณะ


ผู้หญิงคนนั้นย่อตัวลงข้างๆเธอ หันหน้ามายิ้มให้ ก่อนเอามือควานตรวจสอบดอกกุหลาบในกระถาง ภาพทุกอย่างเหมือนจะเคลื่อนไหวช้าลงกว่าปกติหนึ่งเท่าตัว


“ก้านนี้หักแล้ว คงต้องทิ้ง”


ซากุระพยักหน้ารับ มองผู้หญิงตรงหน้าคัดดอกไม้ที่คงไม่รอดชีวิตทิ้งไปอีกสองก้าน ภาพหญิงสาวกับดอกกุหลาบรับกันดีกับแสงสีส้มในตอนเย็น สะกดให้ซากุระนิ่งค้างเหมือนคนโง่


“คุณ”


เสียงของเธอปลุกซากุระขึ้นมา


“เดี๋ยวเราจะจับต้นมันไว้ คุณช่วยโกยดินกลับมาในกระถางนะ”


ซากุระทำตามเสียงนั้นอย่างว่าง่าย ไม่กี่นาทีถัดมา กุหลาบในกระถางก็กลับมาอยู่ใกล้เคียงกับสภาพเดิม


“ขอบคุณที่ช่วยนะคะ” หลังจากตั้งสติได้ ซากุระเอ่ยประโยคแรกถึงผู้หญิงตรงหน้า

“คิมแชวอนค่ะ อยู่ชั้นสี่ เพิ่งย้ายเข้ามาวันนี้”

“มิยาวากิ ซากุระ อยู่ชั้นสี่เหมือนกัน”


ทั้งคู่ยืนนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ เป็นนาทีน่าอึดอัดที่ต่างคนต่างไม่รู้ว่าควรต่อบทสนทนาออกไปอย่างไร จนกระทั่งซากุระเอ่ยประโยคยาวเหยียดที่คิดไม่ถึงเช่นกันว่าตนเองจะพูดออกมา


“มือคุณเปื้อน ก๊อกน้ำอยู่ตรงนั้น และถ้ายังไม่อยากไปไหน ม้านั่งตัวนั้นมองเห็นวิวพระอาทิตย์ตก เผื่อว่าคุณจะอยากมานั่งดูด้วยกัน”



ภาพดาดฟ้าของที่นี่แตกต่างจากที่แชวอนคิดไว้ไม่น้อย แทนที่จะเป็นพื้นโล่งกับแท็งก์น้ำเหมือนดาดฟ้าทั่วไป เธอพบกระถางดอกกุหลาบตั้งเรียงรายอยู่ด้านล่างกำแพงที่สูงระดับอก อุปกรณ์ทำสวนถูกวางกองไว้ที่มุมหนึ่ง อีกมุมมีจานใส่อาหารและน้ำวางอยู่ใกล้กับกระบะทรายที่เธอคาดว่าเป็นของแมวส้มตัวนั้น ด้านติดกับบันไดทางขึ้นมีม้านั่งซึ่งเราทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ จากตรงนี้สามารถมองออกเห็นยอดตึกสูงเป็นฉากหน้าของพระอาทิตย์ที่กำลังตกได้พอดี


“ขึ้นมาบนนี้บ่อยหรอคะ”

“ทุกวัน มาให้อาหารแมวน่ะ”

“แต่ที่นี่ห้ามเลี้ยงสัตว์ ทำแบบนี้ไม่โดนปรับหรอคะ”


ซากุระยิ้มเจ้าเล่ห์


“กฎบอกว่าในห้อง แต่ที่นี่ดาดฟ้า”


เธอหัวเราะตอบ


“นั่นสิ”


คิมแชวอนปฏิเสธไม่ได้ว่าซากุระมีแรงดึงดูดบางอย่าง เธอลอบสังเกตเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อขึ้นมาถึงดาดฟ้า ซากุระมีท่าทีใจเย็นเมื่อต้องถกเถียงกับเด็กอารมณ์ร้อน อ่อนโยนกับสิ่งตรงหน้าต่อให้มันจะพูดไม่ได้อย่างแมวหรือต้นไม้ แถมตอนนี้ยังค้นพบอีกว่าผู้หญิงคนนี้ซ่อนความซุกซนไว้อย่างน่าแปลกใจ แรงดึงดูดที่ว่าพาให้แชวอนเดินเข้ามาหยิบยื่นความช่วยเหลือ เลยเถิดมาจนถึงตอบรับคำเชิญชวนให้นั่งดูพระอาทิตย์ตกอยู่ข้าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังรู้จักกันไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ


พระอาทิตย์ตกกับคนแปลกหน้า


แชวอนแอบยิ้มกับตัวเอง




“แล้วเด็กคนนั้น?”

“จางวอนยอง อยู่ชั้นสาม เป็นหลานพี่อึนบี”

“หลาน?”

“ตกใจใช่ไหม ตอนแรกก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน”


แม่ของเด็กคนนั้นกับควอนอึนบีเป็นลูกพี่ลูกน้องที่อายุห่างกันมาก เมื่อต้องเข้ามหาวิทยาลัย วอนยองดึงดันจะออกจากบ้านมาอยู่หอพักเพราะเป็นอิสระมากกว่า แต่พ่อแม่ของเธอยื่นคำขาดว่าต้องเป็นอพาร์ทเม้นท์นี้เท่านั้น อย่างน้อยก็ยังมีอึนบีคนช่วยสอดส่อง คุณน้าผู้เป็นเจ้าของที่นี่จึงจำต้องรับมือกับหลานสาวจอมเอาแต่ใจคนนี้ไปโดยปริยาย หนึ่งในนั้นคือการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ดาดฟ้าเนรมิตสวนดอกไม้ที่เธออยากทำ – นั่นคือทั้งหมดที่ซากุระเล่า


“คุณสนิทกับเธอไหม”

“ไม่รู้สิ เธอมารดน้ำต้นไม้ เรามาให้อาหารแมว เจอกันทุกวัน แต่ก็ไม่รู้สนิทกันไหม”

“ทำไมล่ะ”

“เดาอารมณ์เธอไม่ค่อยถูก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย บางวันเถียงกัน บางวันต้องมานั่งคุยเป็นเพื่อน”

“อืม... เราว่าเธอคงอยากมีเพื่อน”

“พี่อึนบีก็พูดแบบนั้น ตอนที่เราบ่นว่าเจอแล้วอยากกระโดดลงมาจากตึก ตอนนี้เลยพยายามทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีอยู่” ซากุระยิ้ม

เล่าเรื่องคุณบ้างได้ไหม


ซากุระรับรู้ว่าตัวเองตื่นเต้นกับคำถามของอีกฝ่ายจนเกือบแสดงสีหน้าออกไป ในหัวตีกันยุ่งเหยิง คิดไม่ออกว่าเรื่องของตนเองจะมีอะไรที่น่าประทับใจ


“มาจากญี่ปุ่น อยู่ที่นี่มาสองปี ขึ้นมาดาดฟ้าทุกวันเพราะต้องให้อาหารแมวจรจัดชื่อมารุ”

“คุณพูดเกาหลีเก่ง”

“คงเพราะต้องเถียงกับเด็กดื้อ”


แชวอนหัวเราะ เธอหัวเราะแบบนั้นอีกแล้ว ตาหยีนั่นทำให้ซากุระแทบจะเป็นบ้า


“จะเป็นอะไรไหมถ้าเราจะขึ้นมาบนนี้ทุกวัน”


แค่เพียงคิดภาพตามว่าจะได้เจอหน้าคิมแชวอนข้างบนนี้ทุกวัน ไม่รู้ทำไมอยู่ดี ๆ เธอก็มีความสุขขึ้นมาอย่างน่าประหลาด


“ด้วยความยินดี มีคนมาช่วยรับมือเด็กคนนั้นหน่อยก็คงสบายขึ้น” ซากุระพูดติดตลก และแน่นอน สิ่งที่เกิดตามมาคือรอยยิ้มตาหยีจากแชวอนที่ปั่นป่วนให้เธอแทบจะเป็นบ้าอีกครั้ง



คิมแชวอนไม่ได้นับว่าตัวเองยิ้มออกไปเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันนี้ เพิ่งสัมผัสได้ว่าตัวเองไม่ได้มีความสุขง่ายๆแบบนี้มานาน คนตรงหน้าให้บรรยากาศที่ผ่อนคลายอย่างที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน มิยาวากิ ซากุระ กลายเป็นคนที่ทำให้เธออยากรู้จักมากขึ้นในชั่วพริบตา


“คุณล่ะ อยากฟังเรื่องของคุณบ้าง” ซากุระถามเธอกลับ

“เราหรอ”


ซากุระพยักหน้าสองครั้ง ดวงตาใสทั้งสองข้างจับจ้องมาที่เธอ ท่าทางตั้งใจฟังเหมือนสิ่งที่เธอกำลังจะพูดต่อไปเป็นการประกาศผู้ชนะจากรายการประกวดแข่งขันอะไรทำนองนั้น ซากุระน่ารักจนทำให้เธอต้องยิ้มออกมาอีกครั้ง


“ก็ธรรมดา ชอบวิวบนดาดฟ้า และกำลังจะเริ่มงานใหม่พรุ่งนี้วันแรก”

“อะไรคือธรรมดา”

“หมายถึงว่า ไม่มีอะไรพิเศษ”


ซากุระทำหน้าครุ่นคิด ก่อนเอ่ยประโยคถัดมา


“เชื่อสิว่าคุณต้องพิเศษกับอะไรสักอย่าง เหมือนที่เราเชื่อว่าเราพิเศษกับมารุ หรือวอนยองกับดอกกุหลาบพวกนั้น”

"คุณคิดบวกแบบนี้ตลอดเลยหรอ"

"คุณน่ะ ... พิเศษ"

ซากุระไม่ตอบคำถามเธอตรงๆ แต่นั่นก็ทำให้เธอยิ้ม น่าจะเป็นครั้งที่หนึ่งร้อย 



พระอาทิตย์กำลังจะหายไปจากขอบตึก ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง เราทั้งคู่ยังนั่งอยู่ตรงนั้น ทุกอย่างเงียบงัน สายตาจับจ้องไกลออกไป รอจนกว่าแสงสุดท้ายของวันจะหมดลง


ซากุระเหลือบมองคนด้านข้าง ยืนยันกับตัวเองว่าแสงตอนเย็นที่ตกกระทบกับใบหน้าของแชวอนช่างเป็นภาพที่น่าหลงใหล เธอคิดว่าบรรยากาศในตอนนี้วิเศษมาก มากเสียจนต้องทำอะไรบางอย่าง มือควานไปหยิบดอกกุหลาบคัดทิ้งที่ยังวางอยู่ข้างตัว เลือกดอกสภาพดีที่สุดยื่นออกมาในกรอบสายตาของคิมแชวอน


กุหลาบสภาพดีที่ว่ายังคงมีดอกติดอยู่กับก้าน เพียงแต่ก้านนั้นหักสั้นจากฝีมือเจ้าแมวส้มจนดูตลก แชวอนเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงคำถาม


“อยากให้ของขวัญ แต่ตอนนี้มีแค่นี้ รับไว้หน่อยนะ”

“เนื่องในโอกาส? ...”

“ขอบคุณ ยินดีต้อนรับ และขอให้โชคดี”


คิมแชวอนรับกุหลาบดอกนั้นมาไว้ในมือ มองมันแล้วยิ้มออกมา ส่งต่อสายตาและรอยยิ้มแบบนั้นมาให้ซากุระ ให้ตายเถอะ ถ้านี่เป็นกับดัก เธอก็เดินตกหลุมพรางของแชวอนเข้าเต็มก้าว


“ขอบคุณนะคะ”

“บังเอิญดีที่มันเป็นสีชมพู ถ้าเป็นต้นสีอื่นที่ล้ม คุณคงไม่ได้กุหลาบที่ความหมายเหมาะเจาะเท่านี้”

“กุหลาบสีชมพู... แปลว่าอะไรหรอ”

“เราใช้แทนการให้กำลังใจกัน”


ซากุระพูดไปตามที่วอนยองเคยเล่า นึกย้อนไปถึงตอนนั่งฟังเด็กคนนี้ร่ายความหมายยาวเหยียดของดอกกุหลาบแต่ละสี ยังแปลกใจที่ตัวเองจำมันได้ กุหลาบสีชมพู สุภาพและอ่อนโยน ใช้แทนคำขอบคุณหรือให้กำลังใจกัน หากแต่ยังมีอีกความหมายหนึ่งที่เธอเลือกจะยังไม่พูดออกไป เสียงใสของวอนยองวนกลับเข้ามาในหัว


“... อีกอย่าง ดอกกุหลาบสีชมพูยังหมายถึงความรักที่กำลังจะเบ่งบาน



TBC



Talk:



เอาล่ะ นี่คือการแก้บนจากบัตรคอนเสิร์ต ถ้าใครหลงเข้ามาอ่านและฝากคอมเม้นท์ติชมไว้เล็กๆน้อยๆก็คงจะดีใจเหมือนได้ดอกกุหลาบสีชมพูเลย หวังว่าจะชอบค่ะ :)
 
 
 
 
 




SHARE
Written in this book
ROOFTOP ROSES
Writer
be_Cirrus
Peach lover
Unreliable

Comments

TheSkyy_
8 months ago
น่ารักมากกกกกก แงงเขิน
Reply
imtalkingtothemoon
8 months ago
น่าร้ากกกก
Reply