[วันที่พ่อป่วย] 00 - เกริ่นนำ
บ่ายวันหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ...

ปลายเดือนกันยายน วันที่ลมหนาวเริ่มพัดเข้าสู่เมืองทางตอนเหนือ ณ ขณะที่ผมกำลังง่วนอยู่กับการจัดเก็บอุปกรณ์ทำครัวอยู่ภายหลังร้านอาหารไทยเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองเล็กๆใกล้นครแมนเชสเตอร์ พี่เพ็ญหุ้นส่วนของร้านและเป็นหัวหน้าเชฟ ได้เดินมาพูดกับผมในฐานะผู้ช่วยเชฟ (ซึ่งทั้งร้านก็มีกันอยู่แค่ 2 คนนั่นแหละ แต่แค่เรียกให้มันดูอินเตอร์เท่านั้น 555)

“เป็นไงไอ่น้อง วันนี้หนักมั้ย ลูกค้าก็เยอะ อากาศก็หนาว”

“แถมยังต้องนั่งรถเมล์มาทำงานจากชานเมืองอีก”



“ยังจะสู้เปล่า?”

พี่เพ็ญถามพร้อมกับยักคิ้วให้

ผมซึ่งไม่เคยทำงานอะไรแบบนี้มาก่อนเลย จะบอกไปตามตรงว่า เหนื่อยชิบหายก็กระไรอยู่ เลยตอบไปง่ายๆ

“อ๋อ ผมกำลังพยายามปรับตัวให้ชินกับตอนช่วงลูกค้าเยอะๆอยู่น่ะครับ”

ผมตอบพลางหัวเราะกลบเกลื่อน

แต่จริงๆมันก็เหนื่อยโคตรเลยนั่นแหละ ทั้งเป็นคนเก็บตังค์ เช็คบิล ออกใบเสร็จ นับเงินทอน รับออเดอร์ ทำอาหาร (บางเมนูที่ง่ายๆ เช่น ผัดไท ผัดซีอิ๊ว) จัดจาน ดูแลลูกค้า ฯลฯ สารพัดจะทำคนเดียว ส่วนพี่เพ็ญแกน่ะเหรอ แกจะทำเฉพาะเมนูยากเท่านั้นแหละ ส่วนของง่ายๆก็ให้เด็กใหม่อย่างผมทำไป

มันก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรนักหรอก แค่วุ่นๆ มันดีอยู่อย่างหนึ่งนะ มาทำงานในที่ที่อากาศเย็นๆอย่างนี้ คือเหงื่อมันไม่ได้ออก เลยทำให้ไม่เหนียวเหนอะหนะตัวเอง เลยไม่ค่อยอึดอัดกับเสื้อผ้าที่ใส่เท่าไร

...

และแล้วก็ถึงเวลารับเงินค่าจ้าง ที่นี่หลายๆร้านเขาจะจ่ายเงินกันเป็นรายวัน รายได้ขั้นต่ำก็ ชั่วโมงละ 8-9 ปอนด์ (ประมาณเกือบๆ 400 บาท ต่อชั่วโมง) ถ้าทำเป็น Part time ก็จะได้วันหนึ่งประมาณ 3-4 พันบาท มันก็ไม่ได้เยอะมาก มาทำเอาประสบการณ์

อีกอย่าง คนที่ถือ Visa นักเรียนมาที่อังกฤษ ถ้าจะทำงานพิเศษที่นี่ เขาก็จะมีกฎหมายควบคุมเอาไว้ว่าทำได้อาทิตย์ละกี่ชั่วโมงๆ ซึ่งจะกำหนดไว้ในตัว Visa ของแต่ละคน ผมไม่แน่ใจว่าของคนอื่นได้กำหนดโควตากันกี่ชั่วโมง แต่ของผมได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ห้ามเกินกว่านี้ (ได้ยินมาว่าบางคนก็ได้เกิน 20 ชม. ไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่จริง)

แต่จริงๆแล้วเรื่องพวกนี้มันเป็นอะไรที่ถ้าไม่ตรวจก็ไม่เจอน่ะนะ เหมือนผีน้อยเลย บางคนเขาก็ทำทั้งวัน ทำทุกวัน มา Visa นักเรียนเนี่ยแหละ ทำมันทั้งวันทั้งคืน เฝ้าร้านให้คนไทยด้วยกันเองบ้าง ตกเย็นก็ไปเสิร์ฟเหล้าเสิร์ฟเบียร์บ้าง ตามผับ เรียนจบได้ทั้งปริญญา ได้ทั้งเงิน 5555

อ้อ ลืมพูดไป ผมเพิ่งเรียนจบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยแถวๆนี้แหละ เรียนจบเมื่อช่วงกรกฎาคม - สิงหาคมปี 2018 ส่งวิทยานิพนธ์เสร็จก็เลยมีเวลาว่างอยู่ช่วงหนึ่งยาวๆไป เพราะ Visa นักเรียนที่ผมถืออยู่เป็นบัตร BRP (residence permit) ทำให้ผมสามารถเข้า-ออก และอยู่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ สก็อตแลนด์ เวลส์และไอร์แลนด์เหนือได้จนถึงปลายเดือนมกราคม 2019 ที่เป็นกำหนดการ Visa หมด และหากเรียนจบแล้ว จำเป็นจะต้องบินออกจากประเทศ

ผมเลยใช้เวลาว่างช่วงนี้วางแผนที่จะหางานทำที่เมืองลอนดอนหรือเมืองใกล้เคียง แต่ในระหว่างที่ผมยังว่างอยู่นี้ นึกสนุกเลยตั้งใจมาช่วยพี่ที่รู้จักกันทำมาค้าขาย เผื่อจะได้ประสบการณ์อะไรดีๆใหม่ๆ หรือมุมมองอะไรใหม่ๆกับเขากลับไทยไปบ้าง และมันก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรหนักหนาหรือเกินกำลังอะไรด้วย

ระหว่างทางกลับบ้าน ก็ทักแชทไปอวดแม่เรื่องงานพิเศษและเล่าสถานการณ์ของงานที่ทำ และลูกค้า รวมถึงเรื่องราวต่างๆที่ทำอยู่เหมือนอย่างเคย แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรมากมาย จนอีก 2 ชั่วโมงผ่านไป ซึ่งน่าจะเป็นประมาณ 5 ทุ่มเกือบๆเที่ยงคืนของที่ไทย

อยู่ๆแม่ก็ทักแชทมา แล้วถามแปลกๆ

“เมื่อไรลูกจะกลับบ้าน?”

“ทำอะไรอยู่?”

“กลับมาบ้านเถอะ...”

ผมซึ่งกำลังนอนดูทีวีอยู่ที่เตียงรู้สึกแปลกๆ กับข้อความที่แม่ส่งมา เห็นท่าไม่ดีเลยรีบถามกลับ

“แม่เป็นอะไรเปล่า?”

“ที่บ้านมีปัญหาอะไรมั้ย?”



ประโยคที่แม่ตอบมานั้นได้เปลี่ยนชีวิตและเป้าหมายของผมในเวลานั้นไปเลยอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่แม่ตอบกลับมาคือ…

“พ่อป่วยหนักมาก กลับมาอยู่เป็นเพื่อนแม่หน่อย”

...

SHARE
Written in this book
วันที่พ่อป่วย
เรื่องเล่าอ่านสบายๆเกี่ยวกับพ่อ คนสำคัญของครอบครัว ที่ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง เลยมาเล่าให้คนในเน็ตฟังเผื่อเป็นอุทาหรณ์
Writer
DarionTH
The Igniter
คนธรรมดาๆ

Comments