เมืองสีอึมครึม​ที่เต็มไปด้วยแววตาว่างเปล่า

ตึกสูงๆ กลิ่นท่อไอเสีย ความแอดอัดบนบีทีเอส และรถที่ติดเป็นชั่วโมงๆ ทำให้กรุงเทพฯ​มีเสน่ห์​ของมันอย่างน่าประหลาด​


เวลาหกโมงครึ่ง เหล่าหนุ่มสาวออฟฟิศเพิ่งเลิกจากงาน ยิ่งวันฝนตกหนักแบบนี้ บนบีทีเอสยิ่งเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา เด็กนักเรียนที่เพิ่งเลิกจากเรียนพิเศษ​ หนุ่มสาวออฟฟิศที่เพิ่งเลิกจากงาน ชาวต่างชาติ​ที่ข้ามไปชื่นชมความสวยงามยามค่ำคืน​ของฝั่งพระนคร​ 
และคุณลุงคนหนึ่ง

ลุงยืนรอรถไฟฟ้าพร้อมกับไม้ค้ำยันสองข้าง ชุดมอซอที่สวมใส่อาจจะเป็นชุดที่ดีที่สุดสำหรับวันนี้ ในมือลุงถือถุงพลาสติก​ยับยู่ที่ดูไม่ออกว่าข้างในมีอะไร เมื่อรถไฟฟ้ามา ลุงค่อยๆย้ายร่างกายตัวเองเข้าสู่ขบวนรถ ท่าทางตื่นเต้นหวาดๆของลุงทำให้เห็นได้ชัดว่าเป็นการขึ้นบีีทีเอ​สครั้งแรก ระหว่างที่นั่งบนรถไฟฟ้าลุงโทรศัพท์​คุยกับใครสักคนเป็นระยะๆบอกสถานีที่กำลังจะถึง นักเรียนชายขยับตัวออกห่างจากที่ที่ลุงนั่งอยู่ คุณแม่ดึงลูกสาวให้ยืนห่างจากลุง สาวออฟฟิศหันหลังมองไปอีกทาง บริเวณที่ลุงนั่งถูกสร้างอาณาเขตเล็กๆ อาณาเขต​ที่ไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้ หลายคนมองลุงด้วยสายตาว่างเปล่า ลุงถามเพื่อนร่วมทางบนขบวนรถว่าสถานีที่ลุงจะลงอยู่อีกไกลรึเปล่า มีเพียงเสียงขับเคลื่อนของรถไฟฟ้าและแววตาว่างเปล่าส่งมาเป็นคำตอบ ในที่สุดก็มีหญิงสาวใจดีบอกว่าเธอก็ลงสถานี​นั้นเช่นกัน เมื่อใกล้ถึงสถานีที่หมายหญิงสาวใจดีกลับหายไป ลุงทุลักทุุเ​ลออกจากขบวนรถไฟเป็นคนแรก ร้องถามเพื่อนร่วมทาง
สาทร​ลงตรงไหนครับ
หลายคนหันมาด้วยแววตาว่างเปล่า หลายคนไม่รับรู้การมีอยู่ของลุง ลุงมองหาคำตอบจากแผ่นหลังของมนุษย์สีเทาคนสุดท้ายที่เดินลงบันได ลุงทุลักทุเล​อีกครั้งกับการเดินลงบันไดด้วยไม้ค้ำทั้งสองข้าง ปฏิเสธ​การขอใช้ลิฟท์​เพราะกลัวจะทำให้รปภ.ลำบาก ร้องถามถ้อยคำเดิมอีกครั้ง 
ขอโทษนะครับ สาทรต้องลงตรงไหนคำตอบคือเสียงก้าวเดินรีบเร่งของมนุษย์สีเทา เสียงรองเท้าที่ย่ำลงบนพื้น เสียงเม็ดฝนที่ค่อยๆจางหาย ลุงเดินไปหารปภ.และถามคำถามเดิม 
ลุงจะไปสาทรลุงต้องลงฝั่งไหน
รปภ.แววตาว่างเปล่าตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสีเทา ชี้มือส่งๆด้วยท่าทีเฉยเมย 

ลุงจากไปพร้อมกับความรู้สึกสีเทาที่ไม่รู้ว่ามาจากเมฆดำบนฟ้าหรือว่าแววตาว่างเปล่าของคนในเมืองสีอึมครึม




SHARE

Comments